|
|
|
You are here: Home>>รู้จักจีน>>ภาษาและวรรณกรรม>>Details |
|
การนับศตวรรษ |
|
Last
update:2006-06-26 Source :Blog |
การนับสมัยเริ่มต้นพุทธศักราชและเริ่มคริสต์ศักราช/การนับศตวรรษ/มหาศักราชและจุลศักราช เพิ่มที่มา"จุลศักราช"
คอลัมน์รู้ไปโม้ด โดยน้าชาติ ประชาชื่น
 | อยากทราบการนับสมัยเริ่มคริสต์ศักราช และสมัยเริ่มต้นพุทธศักราช
ตอบ การนับพุทธศักราช เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นปี พ.ศ.1 ดังนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนจะมีพุทธศักราชก็คือสมัยพุทธกาล ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็กินเวลานาน 80 ปี และถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้ 80 ปี ที่ว่านี้ก็หมายถึงสมัยก่อนพุทธกาล
สำหรับคริสต์ศักราช เริ่มขึ้นตั้งแต่พระเยซูประสูติ เป็น ค.ศ.1 ซึ่งห่างจากพุทธศักราชนาน 543 ปี ดังนั้นเวลาเราจะคำนวณ ค.ศ. เป็น พ.ศ. ให้บวก 543 เช่น ปีนี้ค.ศ.1998 ให้บวก 543 จะเท่ากับ พ.ศ.2541
ศตวรรษหมายถึงช่วง 100 ปี เช่น ตอนนี้เป็นช่วงศตวรรษที่ 20 หมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่ ค.ศ.1899-1999 พอถึง ค.ศ.2000 เมื่อไหร่จะเป็นศตวรรษที่ 21 ทันที
ไหนๆก็พูดถึงช่วงเวลาแล้ว บอกเพิ่มเติมอีกนิดว่า จะมีมหาศักราช และจุลศักราชด้วย โดยมหาศักราชนั้นกษัตริย์ของอินเดียพระองค์หนึ่งทรงตั้งขึ้น อาศัยการคำนวณเดือนตามสุริยคติ โดยขึ้นปีใหม่ เมื่อเข้าสู่ราศีเมษ ที่เรียกว่าเถลิงศกวันสงกรานต์ เวลาคำนวณมหาศักราชเป็น พ.ศ. ให้บวก 621
ส่วนจุลศักราชหรือศักราชน้อยบัญญัติขึ้นโดยกษัตริย์พม่าพระองค์หนึ่ง มีวิธีการคำนวณตามจันทรคติ โดยขึ้นปีใหม่ในเดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ เวลาคำนวนให้เป็นพ.ศ. ให้บวก 1,181 จุลศักราชใช้หลัง ร.ศ. รัตนโกสินทร์ศก และใช้ก่อนที่ไทยจะเปลี่ยนมาใช้ พ.ศ. หรือพุทธศักราชในสมัยรัชกาลที่ 6
เพิ่มเติมประวัติความเป็นมาของการใช้ "จุลศักราช"
ผมอยากทราบว่าประวัติความเป็นมาของการใช้ "จุลศักราช" มีที่มาอย่างไรครับ กรุณาให้ความรู้เป็นวิทยาทาหน่อยครับ/watt
ตอบเอกสารโบราณของไทยจำนวนไม่น้อย เช่น พงศาวดาร ประกาศ ตำราต่างๆ อ้างเวลาโดยใช้จุลศักราช ควบคู่กับปีนักษัตร(อาทิ แรม 6 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู สัปตศก จุลศักราช 927) จุลศักราชเป็นศักราชอันกำเนิดจากดินแดนที่ปัจจุบันเป็นประเทศพม่า
พจนานุกรรมฉบับมติชน พ.ศ.2547 อธิบายศัพท์ "จุลศักราช" ใช้ชื่อย่อ จ.ศ. หมายถึงศักราชซึ่งตั้งขึ้นภายหลังเมื่อ "พุทธศักราช" (พ.ศ.) ล่วงแล้วได้ 1181 ปี น้อยกว่า "มหาศักราช" (ม.ศ.) 199 ปี (มหาศักราชมีกำหนดแรกบัญญัตินับแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว 621 ปี เป็นศักราชที่แพร่หลายเข้ามาใช้ในเมืองไทยก่อนศักราชอื่น (ประมาณว่าตั้งแต่เริ่มมีการจารึกหนังสือไทย ใช้มหาศักราชเป็นส่วนใหญ่) จุลศักราชมีจุดเปลี่ยนตอนมหาสงกรานต์
เกี่ยวกับกำเนิด จุลศักราช มีข้อสันนิษฐานหลายทาง ทางหนึ่งเล่าเรื่องว่า "สังฆราชบุพโสระหัน" สึกจากสมณเพศมาช่วงชิงราชบัลลังก์เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 19 ในราชวงศ์สมุทฤทธิ์ และตั้งศักราชขององค์เองขึ้นโดยบัญญัติ "จุลศักราช" เป็นการนับเดือนปีแบบจันทรคติ โดยถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4 เป็นวันขึ้นปีใหม่
พร้อมกันนั้นไทยก็รับจุลศักราชมาใช้ด้วย กระทั่งถึงรัชกาลพระบาทเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าไทยควรใช้ศักราชแบบไทยจะเหมาะสมกว่า ทรงออกพระราชบัญญัติให้นับศักราชแบบใหม่ คือ "รัตนโกสินทรศก" (ร.ศ.) โดยปรากฏในประกาศ "ให้ใช้วันอย่างใหม่"
ศักราชที่เคยใช้มาก่อนทั้งมวลเป็นอันงดใช้ ให้ใช้ "รัตนโกสินทรศก" เว้นแต่ในทางพระพุทธศาสนา คงใช้ พุทธศักราช เท่านั้น แต่การลงศักราชเป็นรัตนโกสินทรศก กระทำอยู่ได้ไม่นานนัก ปรากฏว่าตั้งแต่ พ.ศ.2454 เป็นต้นมา หนังสือราชการและสิ่งพิมพ์ต่างๆ หันมาใช้ พุทธศักราช ตราบทุกวันนี้
ความเป็นมาของจุลศักราชอีกด้านหนึ่งเป็นข้อสันนิษฐานของ ดร.วินัย พงษ์ศรีเพียร ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาลัยศิลปากร ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ "วันวาร กาลเวลา แลนานาศักราช" จัดพิมพ์โดยกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 หน้า 67-69 ความว่า จุลศักราชน่าจะตั้งในปีที่พระเจ้าสูริยวิกรม กษัตริย์พะยู่ ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.1181 ซึ่งปีที่ตั้งนั้นอาณาจักรพุกามยังไม่เกิด
ต่อมาเมื่อพวกพม่าอพยพจากทิเบตเข้าไปในดินแดนนี้ จึงรับศักราชนี้ไปใช้ เลยเกิดความเชื่อกันว่าเป็นศักราชของชาวพม่า แล้วเข้าใจผิดกันไปใหญ่ว่าตั้งขึ้นในสมัยของพระเจ้าอนุรุทธมหาราช จุลศักราชถูกนำมาใช้แพร่หลายทั้งในอาณาจักรล้านนา อาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรอยุธยา
การคำนวณปีพุทธศักราช จากจุลศักราช ปฏิทินไทยให้ใช้ปีจุลศักราช บวก 1181 ก็จะได้ปีพุทธศักราช
|
|