อิสระจร (1)

โดย ดวงใจ อิสรา
ณ ทะเลลึกแดนเหนือ มีพญามัจฉาชื่อ คุน ร่างใหญ่โตไม่รู้กี่พันลี้ คุนกลายร่างเป็นพญานกชื่อ เผิง แผ่นหลังของเผิงมโหฬารไม่รู้สักกี่พันลี้ ยามกระพือสะบัดปีกเหิรสู่เวหา ปีกเหยียดตึงแผ่กว้างใหญ่ดูราวแผ่นเมฆขาวแผ่ไพศาลห่มนภา เมื่อผืนน้ำแห่งท้องสมุทรเริ่มขยับไหว ลมเริ่มโหมขับเคลื่อนกระแส พญาเผิงก็บ่ายหน้า มุ่งสู่ทะเลสาบสวรรค์แห่งแดนใต้
ในคัมภีร์ ฉีเสีย ได้บันทึกเรื่องราวประหลาดนี้ว่า ขณะพญาเผิง สยายปีกมุ่งสู่แดนใต้ ท่ามกลางทะเลโหมซัดคลื่นใหญ่ป่วนคลั่งสะเทือนสะท้านไกลถึงสามพันลี้ ปีกอันมโหฬารของพญานกตบลงซัดท้องทะเลคลั่งที่กำลังควงกระแสน้ำหมุนติ้วอย่างเกรี้ยวกราด เกิดเป็นคลื่นยักษ์พุ่งกระฉูดแหวกนภากาศสูงถึงเก้าพันลี้ *(2)ทะเลป่วนคลั่งนานถึงหกเดือน จึงทอดตัวนอนสงบ ระบายกระแสลมร้อน พัดสะบัดฝุ่นตลบฟุ้ง สะเทือนสรรพสิ่งทั่วปฐพีสั่นไหวกระทบกระแทกเสียดสีกัน
ณ เบื้องล่าง เจ้าจักจั่นและนกกระจอกตัวกระจ้อยร่อย ประสานเสียงหัวเราะร่วน พลางคุยจ้อ "เมื่อเรารวบรวมกำลังโผบินขึ้น ก็เหิรไปได้ไกลเพียงเกาะกิ่งต้นไม้เตี้ย บางครั้งก็โผบินไปได้เพียงครึ่งค่อนทาง ก็โรยแรงร่วงหล่นสู่พื้นดินระหว่างทางนั้น แลจะโผบินไปไกลถึงเก้าพันลี้จนลุถึงแดนใต้ได้อย่างไร!"
หากท่านเดินทางสู่ป่าละเมาะเขียวชอุ่มใกล้หมู่บ้าน เพียงตระเตรียมอาหาร 3 มื้อ นำติดไปด้วย ก็สามารถเดินทางกลับมาถึงบ้านโดยที่กระเพาะยังอิ่มหนำอยู่ หากท่านเดินทางไกลร้อยลี้ ก็ต้องตระเตรียมข้าวปลาอาหารเพิ่มในคืนก่อนออกเดินทาง และหากต้องเดินทางไกลถึงพันลี้ ก็ต้องลงมือตระเตรียมเสบียงกรังห่อใหญ่ล่วงหน้าถึงสามเดือน เจ้าสัตว์น้อยสองตัว จะมีปัญญาเข้าใจถึงสิ่งนี้ได้อย่างไร? ปัญญาอันน้อยนิด' ไม่อาจบรรลุถึง 'ปัญญาอันยิ่งใหญ่
* * *
*ตัดตอนแปลจากงานเขียนของจวงจื่อหนึ่งในปราชญ์ยิ่งใหญ่สำนักคิดเต๋าของจีน ตามบันทึกประวัติศาสตร์(史记) ของสือหม่าเชียน (司马迁) (ประมาณ 104-91 ก่อนคริสต์ศักราช) ระบุข้อมูลชีวประวัติจวงจื่อไว้ว่า ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ แซ่จวง(庄) มีชื่อตัวว่า โจว (周)เป็นชาวแคว้นเหมิ่ง (蒙)มีชีวิตอยู่ในยุคของฮุ่ยอ๋อง (惠王)แห่งแคว้นเหลียง(梁) ที่ครองแผ่นดินช่วง 370-319 ก่อนคริสต์ศักราช และเซวียนอ๋อง(宣王)แห่งแคว้นฉี(齐) ซึ่งครองแผ่นดินในช่วง 319-301 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นปราชญ์ร่วมยุคสมัยกับ
เมิ่งจื่อ แห่งสำนักคิดหยูเจีย
*อิสระจร(逍遥游)เป็นบทแรกในคัมภีร์เต๋าของจวงจื่อ* อิสระจรในแนวคิดของจวงจื่อคือ การดำรงอยู่อย่างอิสระระหว่างฟ้าดิน ด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยความสุข ปลอดโปร่งสบาย โดยใช้ความว่างเปล่าจากการดำเนินไปอย่างอิสระ มุ่งเน้นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ หลีกห่างจากความทุกข์ทุรนวุ่นวายในการประกอบกิจการนานาด้วยความทะเยออยาก ดังนั้น เต๋าจึงยกย่อง 'อริยมนุษย์ไร้ชื่อ เทวามนุษย์ไร้ความสำเร็จ มนุษย์ที่แท้ไร้อัตตา'
------------
(1) พญาเผิงอาศัยอำนาจแห่งพลังลมท่ามกลางทะเลคลั่งนี้ พยุงปีกบินถึงทะเล
อิสระจร (2)

โดย ดวงใจ อิสรา
"บุรุษผู้ทรงปัญญาอาจปกครองบริหารหน่วยกิจการงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อดำเนินวัตรปฏิบัติดีพร้อม ก็เป็นที่ยกย่องของชุมชน เมื่อบรรลุถึงคุณธรรมก็เป็นที่ชื่นชมของผู้ปกครอง และเมื่อบรรลุความเชื่อถือ ก็ได้รับการมอบหมายรับใช้แผ่นดินนั้น พวกเขาต่างมีความภาคภูมิเฉกเช่นเดียวกับสัตว์โลกตัวน้อยผู้ยังเขลา
ซ่งหรงจื่อหัวร่อร่าต่อบุรุษเหล่านี้ แม้นผู้คนทั่วทั้งพิภพแซ่ซ้องสรรเสริญซ่งหรงจื่อ ก็หาได้สะกิดก่อความหลงปลื้มแก่เขาแม้แต่น้อย แม้นผู้คนทั่วทั้งพิภพรุมบริภาษป้ายสีซ่งหรงจื่อ ก็หาได้บีบคั้นใจเขาสลดลงแม้แต่น้อย ด้วยเขาแจ่มชัดระหว่างภายนอกภายใน เห็นกระจ่างในเส้นแบ่งระหว่างเกียรติภูมิที่แท้และการหมิ่นหยาม"
* ซ่งหรงจื่อ (宋荣子) ผู้บรรลุคุณธรรมสูงสุดแห่งซ่ง เป็นบุคคลในอุดมคติในความเชื่อของสำนักคิดเต๋า
อิสระจร (3)

"เลี่ยจื่อ*(1)สามารถขี่ลม เหาะเหิรล่องลมสุขสบายคลายใจถึง 15 วัน จึงกลับคืนลงสู่แผ่นดิน ท่ามกลางการแสวงหาความสุขนั้น ก็มิได้ประสบความทุกข์ร้อนวิตกกังวลใดๆ แม้นเขาหลีกเลี่ยงอุปสรรคในการเดินเท้า แต่ก็ยังต้องอาศัยบางสิ่งบางอย่างเป็นหลักในการดำเนินไป หากเขาอาศัยสัจธรรมแห่งฟ้าดิน ล่องไหลไปตามความเปลี่ยนแปลงของพลังปราณทั้งหก*(2) ประสานกลมกลืนในมรรคา ท่องไปในจักรวาลแห่งความว่างเปล่าที่ไร้ขอบเขต เช่นนี้แล้ว ยังต้องยึดเหนี่ยวอะไรอีกหรือ? มนุษย์ที่แท้ไร้อัตตา เทวามนุษย์ไร้ความสำเร็จ อริยมนุษย์ ไร้ชื่อ"
*(1)เลี่ยจื่อ หรือ เลี่ยอี้ว์โค่ว นั้น ได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์ใหญ่คนหนึ่งของปรัชญาฝ่ายเต๋า แห่งยุคจั้นกั๋ว (475-221 ก่อนคริสต์ศักราช) มีชื่อเสียงเป็นผู้แสวงหาวิเวกธรรมชั้นวิเศษ แต่ก็ไม่มีประวัติชัดเจนนัก ผู้รู้บางคนไม่เชื่อว่าเลี่ยจื่อ มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
*(2)พลังปราณทั้งหก ได้แก่ อิน(阴), หยัง(阳), ลม(风), ฝน(雨), ความสลัว(晦), ความกระจ่าง(明)