ขื่อ:

รหัสผ่าน:

ลืมรหัสผ่าน?Email:

 อัลบั้ม Bloger - Blogth: Create your Blog Now -- Blog Thailand -- Free! -- blogth.com

หน้าแรกคอลัมน์  :  อัลบั้ม Bloger  :  รูปแบบ Bloger  :  บันเทิง : รู้จักจีน  :  ชีวิตประจำวัน  :  วิทยาศาสตร์และศิลป์  :  เกมส์ Bloger  
นักประพันธ์ : ธุรกิจและการเงินกีฬา : ความรักพูดคุยทั่วไป : กระทู้ Bloger : ท่องเที่ยวรายวันบันทึกการทำงาน : สีสันชีวิต : My Blog !

ค้นหา:

Relating Article
ทีซีแอล กรุ๊ป
‘แก๊งสี่คน’ ทรชนแห่งประวัต
การเดินทัพทางไกล 25,000 ลี
ไชน่าทาวน์ (Chinatown): ย่
‘ซดน้ำแกง’ เคล้าบรรยากาศแห่
ภาษาถิ่นของจีน
'ฮั่น' ชนชาติที่มีประชากรมา
หนันจิง: นครแห่งประวัติศาสต
ณ ที่นี้ คือจัตุรัสเทียนอัน
‘ไฮเออร์’ ยักษ์เครื่องไฟฟ้

Hot Article
รู้จักซีนุค: ยักษ์น้ำมันอัน
กว่าจะเป็นตราสัญลักษณ์แห่ง
กิน'เกี๊ยวข้ามปี' โชคดีตลอ
‘ภาพมงคล’ ดลสุขรับตรุษจีน
รวมลิงค์มหาวิทยาลัยภาษาในป
เรียน...อยู่ในเมืองจีน
ตารางมหาวิทยาลัย 100 อันดับ
เผ็ดแซบ ‘เซียงไช่’รสเด็ด
กว่างโจว : เปิดประตูเมืองแพ
เส้นทางประวัติศาสตร์ของเพล

Relating Categories
  • ประวัติศาสตร์
  • ภาษาและวรรณกรรม
  • วจนเมธี
  • เศรษฐกิจ
  • นวัตกรรม
  • ท่องเที่ยว
  • ริมจัตุรัส
  • มองจีนวันนี้
  • ข้อมูลประเทศจีน
  • การเมืองการปกครอง
  • Cheap Hotels Booking

    Cheap  Hosting in  Thailand

    Thai search engine

       You are here: Home>>รู้จักจีน>>รู้เรื่องเมืองจีน>>Details

    คนจีนเรียกเขา “จูหรงจี พระเจ้าซาร์แห่งเศรษฐกิจ”(1)

    Last update:2006-01-26 Source :Blog

     
     
    จูหรงจี ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมสภาผู้แทนประชาชนทั่วประเทศ
                  จูหรงจี นายกรัฐมนตรีจีนคนที่ 5 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน หนึ่งในผู้นำจีนรุ่นที่ 3 สมัยประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินเป็นแกนนำ เขาโด่งดังในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีผู้มาพร้อมกับความมหัศจรรย์หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่ทั้งชาวจีนและต่างชาติยอมรับในฝีมือ เขายังเป็นนักการเมืองแห่งประเทศฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ผู้นำประเทศใหญ่ๆ ในโลกอยากจะพบปะสนทนาด้วย หรือแม้แต่ข้อกังขาน่าอัศจรรย์ที่ว่า จูสืบสายเลือดมาจากปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง หมิงไท่จู่ จูหยวนจาง !
           

           จูผู้เป็นคนตรงไปตรงมา เปิดกว้างและยึดถือความซื่อสัตย์ ยังเป็นนักการเมืองที่แปลกจากผู้นำจีนรุ่นเก่าๆ คือบ่อยครั้งที่ปราศรัยต่อหน้าฝูงชนเขามักจะกล่าวสดโดยไม่อาศัยร่าง และที่สำคัญยังเป็นคนมีอารมณ์ขันและเป็นกันเอง ซึ่งกิตติศัพท์เรื่องนี้เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวาง โดยเขามักปล่อยมุกกับสื่อมวลชนในงานแถลงข่าวและการสัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้ง จึงอาจนับได้ว่าเขาเป็นนักการเมืองระดับผู้นำของจีนคนแรกที่ใกล้ชิดกับสื่อ โดยเฉพาะสื่อในฮ่องกง ไต้หวันและตะวันตกกล้าเล่นกล้าแซวเขา โดยมีการตั้งฉายาให้ว่า “จูหน้าเหล็ก” (หมายถึงเป็นผู้อยู่บนความเที่ยงธรรม ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม) “พระเจ้าซาร์เศรษฐกิจ” หรือแม้แต่ “กอร์บาชอฟแห่งประเทศจีน”
           
           มือดีทางเศรษฐกิจ ทายาทที่ถูกวางตัวโดยเติ้งเสี่ยวผิง

           
           นับตั้งแต่ผู้นำรุ่นที่ 2 ซึ่งมีเติ้งเสี่ยวผิงเป็นแกนนำ ได้ริเริ่มแนวคิดเปิดประเทศและผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจขึ้นเมื่อปลายทศวรรษที่ 70 (ศตวรรษที่ 20) ในช่วงเริ่มต้นที่ล้มลุกคลุกคลานนั้นเป็นเวทีพิสูจน์ความสามารถของคนทำงานทั้งหลาย จูหรงจีก็เป็นผู้หนึ่งที่มีโอกาสเข้าไปร่วมงานในหน่วยงานด้านเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่นและคณะกรรมการระดับประเทศ และได้แสดงฝีมือให้ผู้ใหญ่ได้เห็นหลายครั้ง ในสายตาของรัฐบุรุษเติ้งเสี่ยวผิง จูหรงจี คือ “คนเก่งด้านเศรษฐกิจที่มีไม่มากนักในเมืองจีน” เขาจึงได้รับการวางตัวจากเติ้งให้มาช่วยงานด้านปฏิรูปเศรษฐกิจในทีมผู้บริหารประเทศรุ่นที่ 3

     
    จูหรงจี ได้ชื่อว่าเป็นนายกฯที่ทำงานตรงไปตรงมาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
                  ปี ค.ศ.1991 จูหรงจี ข้าราชการจากหน่วยงานวางแผนงานด้านเศรษฐกิจแห่งชาติ ผู้ที่ได้ชื่อว่ารู้เรื่องเศรษฐกิจดีในวัย 63 ปี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
           
           ในฐานะอดีตนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ที่อยู่ในตำแหน่งมา 3 ปี ผู้นำความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลมาสู่มหานครแห่งนี้ ผู้คนยกย่องว่า เขาคือผู้พลิกศักยภาพของเซี่ยงไฮ้ให้กลับมาเป็นศูนย์กลางการเงินและอุตสาหกรรมการผลิตชั้นแนวหน้าของประเทศสำเร็จ และยังฝากผลงานเป็นโฉมหน้าใหม่ของเมืองผู่ตงที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงการขยายเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคม ตลอดจนการรุกคืบของโครงการก่อสร้างในแถบชานเมืองเซี่ยงไฮ้ ทำให้ชื่อของจูหรงจีเป็นที่รู้จักทั้งในและนอกประเทศ และยังเป็นความหวังในการรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรงทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและการเงินในขณะนั้น
           
           ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการขานรับแนวคิดการปฏิรูปเศรษฐกิจของเติ้งเสี่ยวผิงอย่างเป็นรูปธรรมของเหล่าผู้นำระดับท้องถิ่น อาทิ การผุดขึ้นของเขตเศรษฐกิจอย่างคึกคัก การกู้เงินจากธนาคารกลางเพื่อการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการร่วมทุนกับต่างชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา ตลอดจนการฉวยโอกาสจากตำแหน่งหน้าที่กระทำการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนเอื้อประโยชน์ต่อเครือญาติของบุคคลในพรรคฯ และอีกหลายประการที่ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไร้ระเบียบและขาดสมดุล

     
    ขณะเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯของปวงชนชาวไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2001
                  รองนายกฯ จูหรงจีผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งดูแลรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ได้เสนอ “หลักปฏิบัติ 16 ประการ”* เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ ควบคุมการขยายตัวและคลายความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการปราบปรามการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งนี้เมื่อหลักการดังกล่าวได้รับการเห็นชอบจากประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน จูหรงจีผู้ในขณะนั้นยังไม่มีบารมีในพรรคฯ ก็สามารถผลักดันหลักปฏิบัติ 16 ประการออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม และถึงแม้ในระยะแรกจะต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหาเรื่องคน และความขัดแย้งกับกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม แต่จูหรงจีก็ใช้ความโปร่งใสและการเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่มีประวัติขาวสะอาดเข้าต่อสู้
           
           ความพยายามของจูส่งผลให้บรรดาเศรษฐีใหม่ทั้งหลายเสียผลประโยชน์ ถึงกับโกรธแค้นจูหรงจีและหมายมาดว่าจะเอาชีวิตกันเลย แต่จูหรงจีก็ลั่นวาจาว่า “คราวนี้เรามุ่งปราบเสือ ขอให้เตรียมโลงศพไว้ 100 โลง สำหรับเก็บศพพวกนั้น 99 โลงและอีกโลงเผื่อตัวผม ผมพร้อมจะดับไปกับพวกนั้นเพื่อความสุขนิรันดร์ของประเทศชาติและประชาชน”

     
    จูหรงจีเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารีฯ ขณะเสด็จเยือนเมืองโยฮันเนสเบิร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เมื่อเดือนกันยายน 2002
                  “พระเจ้าซาร์แห่งเศรษฐกิจ”
           
           ในระหว่างที่นายกฯ จูนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำรัฐบาล (มีนาคม ค.ศ.1998-2003) ประเทศจีนต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทั้งในและต่างประเทศที่เหนี่ยวรั้งการก้าวเดินของงานปฏิรูปเศรษฐกิจ อาทิ วิกฤตการณ์การเงินที่เกิดขึ้นในประเทศแถบเอเชีย การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความขัดแย้งของโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ การว่างงานของเจ้าหน้าที่ในรัฐวิสาหกิจ และการประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง
           
           ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประเทศชาติก็ได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆหลายเรื่อง อาทิ การเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) กรุงปักกิ่งได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิกในปี 2008 การฟื้นฟูอธิปไตยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเหนือเกาะมาเก๊า พร้อมๆ กับการเริ่มดำเนินการโครงการพัฒนาเขตตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความเจริญทางวัตถุที่มีให้เห็นตามเมืองใหญ่ๆ อาทิ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นตามท้องถนน ฯลฯ
           
           ขณะที่นายกฯ จูหรงจีบริหารเศรษฐกิจประเทศจีน ในช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การลงทุนจากทั่วโลกลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2000 เขาสามารถกระตุ้นการลงทุนในประเทศให้สูงขึ้นได้ถึง 10% และในช่วง 9 เดือนแรกของปี ค.ศ.2002 ประเทศจีนมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ เท่ากับ 7.9% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงในธุรกิจเอกชน โดยกระตุ้นอัตราค่าแรงให้เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ศักยภาพในการบริโภคเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ปี 2002 มูลค่าการค้าของจีนก็ทะยานสูงขึ้น 18% โดยมูลค่าการส่งออกสูงกว่าการนำเข้า และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศก็ยังเพิ่มสูงขึ้น 22.6% เช่นกัน

     
    ภารกิจนายกฯ
                  ภาพที่เกิดขึ้นภายหลังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขาสิ้นวาระลง คือสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งที่ประชุมสภาผู้แทนประชาชนทั่วประเทศ ต่างปรบมือยอมรับรายงานสรุปผลงานของเขากันอย่างพร้อมพรัก
           
           ........ “ ตัวเลขเศรษฐกิจประชาชาติของจีนปี ค.ศ.2003 เติบโตเฉลี่ย 7.7% เศรษฐกิจระบบตลาดบนพื้นฐานการปกครองแบบสังคมนิยมของจีนเริ่มสร้างฐานขึ้นอย่างเป็นปึกแผ่น และพร้อมจะเติบโตขึ้นต่อไปในอนาคต” คือบทสรุปที่เป็นทางการที่สุดในฐานะผู้นำรัฐบาลที่เบนเข็มไปสู่แนวทางปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจของจูหรงจี ที่เขายอมรับว่า “สามารถบรรลุผลสำเร็จในงานใหญ่ที่หลายปีก่อนหน้านี้ไม่คาดคิดว่าจะทำได้สำเร็จ ”........
           
           “งานใหญ่” ที่ประสบผลสำเร็จดังคำสรุปข้างต้นคงหนีไม่พ้น “เรื่องเศรษฐกิจ” ที่เป็นความชำนาญเฉพาะตัวของนายกฯ ผู้ได้รับคำยกย่องจากชาวจีนว่าเป็น “แมวดีที่จับหนูเก่ง” คนนี้
           
           นักวิจารณ์ของจีนเคยกล่าวไว้ว่า ผลงานเรื่องเศรษฐกิจในช่วงที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรียังไม่โดดเด่นเท่าสมัยที่เป็นรองนายกฯ ดังนั้นจึงต่างยกย่องผลงานในช่วงนั้นที่ทำให้เขาได้รับฉายา “พระเจ้าซาร์เศรษฐกิจ” ผู้รู้ดีว่าเมื่อไหร่จะ ‘จับ’ หรือ ‘ปล่อย’ โอกาส
           
          


      นฒ2Page:1 [2] Next   

     

     

     

    Create a new account!

    ขื่อ:

    รหัสผ่าน:

      Blog เป็นการใช้งานเว็บไซต์ของคุณแบบง่ายๆซึ่งคุณสามารถ
    โพสต์ข้อความหรือรูปภาพได้ทันทีและสามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

    All rights reserved. Privacy Policy - Terms of Service - Copyright Policy

    Copyright © 2005 blogth.com