|
|
|
You are here: Home>>สีสันชีวิต>>สวรรค์ของเด็ก>>Details |
|
ช่วยเหลือเด็กความสามารถพิเศษ ควรช่วยให้ถูกทาง |
|
Last
update:2006-02-21 Source :Blog |
 |
มีพ่อแม่จำนวนมากที่พาลูกๆ เข้ามาขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กของสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษและความต้องการพิเศษแห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เมื่อนักวิชาการถามถึงเรื่องการเลี้ยงดูลูก พ่อแม่จำนวนไม่น้อยตอบคำถามไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้เลี้ยงดูลูกเอง บางคนส่งลูกไปให้คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายเลี้ยงในต่างจังหวัด ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ถามถึงเรื่องการเลี้ยงดู การพูดคุย อาหารการกิน ความรู้สึกนึกคิดของลูก น้อยคนมากที่จะตอบได้ หรือตอบได้ก็ต้องพยายามนึกคิดนานมาก
|
คำกล่าวข้างต้นเป็นของ ศ.ดร. ผดุง อารยะวิญญู หัวหน้าภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประเด็นดังกล่าว คงต้องบอกว่า เป็นเรื่องบ่อยครั้งที่นักวิชาการต้องสอบถามประวัติการเลี้ยงดูเด็ก เมื่อพ่อแม่พามาขอคำปรึกษาเพื่อจะได้รู้จักภูมิหลังของครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และตัวเด็กเอง การพาเด็กมาพบนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กที่มีความต้องการพิเศษนั้น จะต้องกระทำอย่างใจเย็น พามาพบครั้งหนึ่งผ่านไปอาจจะยังเห็นปัญหาไม่ชัดเจนนัก ต้องพามาพบเป็นครั้งที่ 2,3,4
..ต่อไปเรื่อยๆ จึงจะเห็นปัญหาและสามารถช่วยเหลือเด็กได้ พ่อแม่บางคนพาลูกไปวัดไอคิวพาไปปรึกษาจิตแพทย์ หรือแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางประสาท จากนั้นแพทย์ก็จะทำการวินิจฉัยโดยดูจากผลของการวัดไอคิวบ้าง หรือดูจากพฤติกรรมที่พ่อแม่เล่าให้แพทย์ฟัง อาจสรุปตอนนั้นเลยว่าเด็กเป็นนั่นเป็นนี่ บางคนก็ขอพบเป็นครั้งที่ 2 แล้วจึงรอสรุปผล บางครั้งการสรุปผลแบบทันท่วงทีก็ทำให้เด็กกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน เด็กออทิสติก ออทิสซึ่ม สมาธิสั้นและอีกหลายๆ อาการที่แพทย์สามารถจะระบุได้ ที่หนักไปว่านั้นก็ใช้วิธีสำเร็จรูปหรือให้ ยา เพื่อจะได้ช่วยเด็กให้ลดอาการบางอย่างลง ซึ่งก็ถือเป็นแนวทางที่สามารถทำได้ หากแต่ถ้ามาปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ของมศว ส่วนใหญ่จะใช้วิธีพัฒนา บำบัด และฟื้นฟู โดยทำร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง โดยหน้าที่หนักต้องเป็นหน้าที่ของครอบครัวที่ต้องช่วยเด็กอย่างเมตตา ใจเย็นและเฝ้ารออย่างมีความหวัง ไม่ใช่จะช่วยแบบสูตรสำเร็จ เด็กมีอาการก็คว้ายามาแก้ปัญหา การแก้ปัญหาในลักษณะนี้เด็กจะพัฒนาได้ยากมาก เขาอาจจะเลิกอาการบางอย่างลงพ่อแม่หรือคนในครอบครัวไม่ต้องหนักใจ หรือเหนื่อยกับเขามากนัก หากแต่ท้ายที่สุดเขาจะ เชื่อง และไม่พัฒนาทั้งสมอง จิตใจ และพฤติกรรม เมื่อหมดฤทธิ์ยาเขาก็จะมีอาการแบบเดิมๆอีก ถ้อยคำที่ ศ.ดร.ผดุง เพียรพยายามบอกพ่อแม่หลายครอบครัวว่า
ไม่อยากให้ใช้ผลของการสรุปที่แพทย์วินิจฉัยว่าเด็กเป็นนั่น เป็นนี่ มาย้ำว่าเขาเป็น เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไรมากนัก แถมยังเป็นตัวบั่นทอนจิตใจคนในครอบครัว ทำให้เสียขวัญ เสียกำลังใจไปเปล่าๆ แต่สิ่งที่พ่อแม่ควรจะทำก็คือช่วยเหลือเด็ก พยายามเฝ้าสังเกต มีเวลาอยู่กับเขาและคอยจดบันทึกว่าเขาเป็นเช่นไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นการเขียน อ่าน ความจำ การสื่อสาร การเคลื่อนไหว การเข้าสังคม อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ จากนั้นก็พามาพบผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กเพื่อหาทางช่วยเหลือ ตัวอย่างที่ ศ.ดร.ผดุง เล่าให้ฟังคือ เด็กชายเอก อายุ 10 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีสติปัญญาที่วัดโดยนักจิตวิทยาของโรงพยาบาลมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง มีไอคิว 98 ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง ผิวคล้ำ ตัวโตกว่าวัย ท้วม ยิ้มง่าย มีอัธยาศัยดี มีความเป็นมิตรกับทุกคน มีนิสัยซุกซนตามวัยเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป คุณแม่ของเด็กมาปรึกษาและรายงานว่าเด็กมีปัญหาในการอ่าน และการเขียนค่อนข้างมาก ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบทำการบ้าน ไม่อยากไปโรงเรียน เพราะเพื่อนมักล้อเลียน แต่เด็กชอบวาดรูป ระบายสี เล่นคอมพิวเตอร์ เด็กเรียนได้ดีโดยการลงมือทำ เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน ไม่ชอบอยู่คนเดียว ผู้ที่ใกล้ชิดเด็กที่สุดคือคุณแม่ ซึ่งมารายงานว่าเด็กเป็นแอลดี (ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้) ตามการวินิจฉัยของแพทย์ เพราะคุณแม่พาเด็กตระเวนไปตามโรงพยาบาลต่างๆ หลายแห่งในกรุงเทพฯ แม้จะมีรายงานจากแพทย์ว่า
เอกเป็นเด็กแอลดี ผมซึ่งทำงานวิจัยเรื่องเด็กแอลดี ต้องทำการคัดแยกอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความแน่ใจ โดยต้องใช้แบบสำรวจปัญหาในการเรียน ใช้แบบสำรวจเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้เฉพาะด้าน ใช้วิธีการทดสอบอย่างไม่เป็นทางการโดยให้ผู้ปกครองกรอกประวัติเด็ก สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ปกครอง ตั้งแต่ประวัติการตั้งครรภ์ การคลอด พัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคมตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน วิธีการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง สภาพปัญหาทางการเรียน ลีลาในการเรียนของเด็ก สิ่งที่เด็กชอบและไม่ชอบ
| | |
|