|
|
|
You are here: Home>>สีสันชีวิต>>สวรรค์ของเด็ก>>Details |
|
ผลิตครู 4+1 เมื่อบัณฑิตจากศาสตร์อื่นมาเป็นครู |
|
Last
update:2006-02-21 Source :Blog |
ข่าวการผลิตครูแนวใหม่ยังคงได้รับการดูแลจากบรรดาผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือนายภาวิช ทอง โรจน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา แต่การพูดนั้นควรจะดูว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่นั้นเป็นเช่นไรด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่าอยากให้มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ผลิตบัณฑิตครูที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ควรมีการรักษาระดับจำนวนบัณฑิตคุณภาพประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผลิตครูตรงกับความต้องการของประเทศ และยังติงว่าขณะนี้มรภ.มีแนวโน้มมาอย่างต่อเนื่องว่าได้ลดบทบาทการผลิตบัณฑิตครู รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) บอกว่า ความจริงแล้วสถานการณ์ครูในประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลน แต่สิ่งที่เราขาดคือขาดครูดี ครูเก่งที่มีศักยภาพในการสอนเด็กมากกว่า และกระบวนการที่จะทำให้ครูไปสู่เป้าหมายนั้นได้ก็อยู่ที่การขั้นตอนการผลิตนั่นเอง รัฐบาลจึงได้มีโครงการสวยหรูออกมาและทำได้เพียง 1 ปี นั่นก็คือ โครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือครู 5 ปี เมื่อโครงการครู 5 ปีมีอันจะต้องหยุดหรืออาจจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด จึงมีการเสนอให้มีการทำโครงการผลิตครู 4 + 1 ขึ้นมา โดยนายจาตุรนต์ แนะว่าควรจะรับผู้ที่จบจากสาขาอื่นมาเรียนต่อวิชาชีพครูอีก 1 ปีเพื่อมาเป็นครู ความจริงแล้วแนวคิดเรื่องการรับคนที่จบจากคณะที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาเรียนต่อในวิชาชีพครูอีก 1 ปีนั้น ทางมศว ได้เสนอมานานมากแล้ว ครั้งนี้ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไม่พูดขึ้นมาก็ยังไม่มีคนสนใจ จะเห็นว่าแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาจะไม่สามารถเกิดได้หากให้คณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ทำงานด้านการผลิตครูเพียงหน่วยงานเดียว การปฏิรูปการศึกษาต้องให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และเรื่องที่เกี่ยวกับครูนั้นมันกว้างมาก คนที่จะเป็นครูในสมัยนี้ต้องมาจากคนหลากหลายศาสตร์ คนที่เรียนทางศาสตร์นั้นๆ เขาก็จะมีความชำนาญในศาสตร์ของตัวเอง อย่างคนที่จบคณะวิทยาศาสตร์เขาจะเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า เมื่อเราพูดว่าขาดครู ไม่อยากให้เน้นปริมาณอย่างเดียว แต่ต้องดูคุณภาพด้วยและต้องดูคนจากศาสตร์อื่นๆ เข้ามาเป็นครูหากคนคน นั้นมีความต้องการทำงานในเส้นทางวิชาชีพครูก็ควรจะเปิดโอกาสให้กับคนกลุ่มนี้ด้วยและต้องมีกระบวนการที่จะทำให้เขารู้สึกว่า อาชีพครูมั่นคงปลอดภัย เป็นอาชีพที่ดีและอยากจะเลือกมาเป็นครูเท่ากับเส้นทางวิชาชีพอื่นๆหรือมากกว่า ไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้ก็มาเป็นครู การที่จะได้คนซึ่งเขามีความเชี่ยวชาญในศาสตร์เฉพาะทางและเก่ง เราต้องนำมาคิดในกระบวนการผลิตครู เพราะเด็กที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจมาเรียนคณะครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์โดยตรงตั้งแต่ต้น เพราะครั้งแรกเด็กอาจจะไม่อยากเป็นครู แต่เมื่อเขาเรียนในคณะที่เขารักและเขาสนใจ ในอนาคตเขาอาจจะอยากมาเป็นครู ความหมายของครูในยุคปัจจุบันนี้เป็นความหมายที่กว้าง ทุกวันนี้เรามีครูภูมิปัญญา ซึ่งเป็นครูที่มากด้วยประสบการณ์ เราก็พยายามทำกัน อย่างความรู้ใหม่ๆ เช่น เส้นทางบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ การลงทุน การออม หรือการใช้ใช้เงินให้คุ้มค่า ศาสตร์พวกนี้ครูไม่อาจเข้าใจได้ หรืออาจจะเข้าใจแต่ก็ไม่เก่งเท่าคนที่อยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ ซึ่งเขาอาจจะอยากมาเป็นครูสอนเรื่องเงินทองให้กับนักเรียน เราควรจะเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้ด้วย เส้นทางที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา บอกว่าจะสร้างเครือข่ายมาร่วมกันผลิตครู4+1 โดยให้คณะอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะทำให้วิชาชีพครูมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีมากขึ้น ในอนาคตควรจะขยายเครือข่ายไปสู่วิชาชีพอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีหลากหลายสาขามากที่เราควรสอนเด็กในยุคนี้ เช่น วิศวกรที่มีแนวคิดด้านการเคารพในความหลากหลายของมนุษย์ การสร้างตึกต้องนึกถึงคนพิการ หูหนวก ตาบอดหรือเมื่อคนต่างชาติเข้ามาไม่ว่าชาติไหนก็สามารถเข้าใจโดยผ่านการสื่อสารได้หลายช่องทาง ไม่ใช่ว่าพอเราเข้าไปตึกไหนมีแต่คนไทยที่เป็นคนปกติเท่านั้น คนพิการอย่าได้เหยียบเข้ามาในตึก สิ่งเหล่านี้นักเรียนควรจะได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ คนเป็นครูต้องมองทุกอย่างให้เป็นองค์รวมให้ได้ สร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่เปี่ยมพร้อมไปด้วยความรู้ คุณธรรมจริยธรรม และต้องรู้ถึงการดำรงชีวิตต่อไปด้วย เมื่อความหมายของครูเป็นเช่นนี้ ครูจึงไม่ใช้อาชีพที่จะถูกจำกัดเอาไว้เฉพาะศาสตร์โดยให้ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ทำเพียงคณะเดียว ระบบการศึกษาของชาติ ไม่ใช่เรื่องของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และไม่ใช่เรื่องของคนที่เราขีดวงเอาไว้เพียงแค่นั้น แต่ต้องเป็นเรื่องของคนทุกศาสตร์ต้องช่วยกัน
|
|