|
|
|
You are here: Home>>สีสันชีวิต>>สวรรค์ของเด็ก>>Details |
|
มหาวิทยาลัยชุมชน มศว ตรอน แก้ปัญหา เพิ่มคุณค่า สรรค์สร้างชุมชน เรียนรู้ร่วมกัน |
|
Last
update:2006-02-21 Source :Blog |
หลักคิดสำคัญคือ การจัดการศึกษาที่เคารพคุณค่าของกฎธรรมชาติ วิถีจริยธรรม ปรัชญาพอเพียง และการจัดการที่เน้นมนุษย์และชุมชนเป็นจุดหมาย ใครที่คิดว่าชุมชนชาวบ้านเป็นคนที่มีความรู้น้อย การศึกษาต่ำ ไม่อยู่ในระดับการยอมรับของสังคม คงจะใช้คำพูดเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว หากได้มาร่วมฟังการจัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง มหาวิทยาลัยชุมชน มศว ตรอน : การจัดการศึกษาที่เคารพคุณค่าของกฎธรรมชาติ วิถีจริยธรรม ปรัชญาพอเพียง และการจัดการที่เน้นมนุษย์และชุมชนเป็นจุดหมาย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 27 พ.ย.48 ที่ผ่านมา เหตุที่มีการจัดสัมมนาขึ้นในครั้งนี้ สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้รับการติดต่อจากศิษย์เก่า และชุมชนอำเภอ ตรอน อยากให้ มศว เข้ามาใช้ที่ดินสาธารณะประโยชน์ ป่าแดง ห้วยลึก จำนวนพื้นที่ 970 ไร่ จากองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำอ่าง อำเภอตรอน จ.อุตรดิตถ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษา กว่าจะมีวันนี้ได้ ชาวบ้าน ชุมชน วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการในจังหวัดต้องช่วยกันนำเสนอให้ หน่วยงานที่ดินอำเภอตรอน และจังหวัดเห็นว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่สาธารณประโยชน์นั้นเป็นเช่นไร ชุมชนได้รับประโยชน์อะไรบ้าง และชุมชนมีความต้องการอย่างไร จากนั้นก็ต้องทำประชาพิจารณ์เพื่อหาข้อสรุป จะเห็นว่าการได้มาของพื้นที่มีขั้นตอน พร้อมๆ ไปกับเรื่องราว ซึ่งไม่ใช่สิ่งง่ายนักในการได้ที่ดินบริเวณนี้มา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีหลักคิดต้องการใช้พื้นที่บริเวณนี้ จัดตั้งมหาวิทยาลัยชุมชน มศว ตรอน เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 50 พรรษา และทรงสำเร็จการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาพัฒนาศึกษาศาสตร์ ครบ 20 ปี พุทธศักราช 2548 หากแต่มหาวิทยาลัยชุมชน มศว ตรอน จะเกิดขึ้นมาในรูปแบบไหนนั้นต้องมาร่วมคิดและฟังชุมชนเป็นหลัก โดยเน้นหลักคิดสำคัญคือ การจัดการศึกษาที่เคารพคุณค่าของกฎธรรมชาติ วิถีจริยธรรม ปรัชญาพอเพียง และการจัดการที่เน้นมนุษย์และชุมชนเป็นจุดหมาย นายบุญส่ง อินวรรณา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำอ่าง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ พูดคุยขณะมาต้อนรับกลุ่มผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยว่า ตั้งแต่ปี 46 ที่ ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยได้เดินทางมาดูพื้นที่ ทำให้พี่น้องในอำเภอน้ำอ่างมีความหวังเพราะเราเชื่อว่าคุณภาพชีวิตของชุมชนจะดีขึ้นได้ต้องคนในชุมชนต้องได้รับการศึกษา ซึ่งต้องเป็นการศึกษาที่ทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้ อยู่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยมองเห็นคุณค่า เข้าใจ และรู้เท่าทันโลก นี่คือสิ่งที่ชาวอำเภอน้ำอ่างต้องการ เราดีใจมากที่คนในระดับการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่าง มศว หันมาให้ความสนใจชุมชน เพราะปกติการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นจะทำให้คนห่างจากชุมชนออกไป พระครูอดุลจารุวรรณ เจ้าอาวาสวัดไชยมงคล เจ้าคณะตำบลน้ำอ่าง ผู้ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการสร้างความคิดความเข้าใจและมุมมองทางการศึกษาให้ชาวบ้านและชุมชน บอกว่า การเกิดมหาวิทยาลัยชุมชน มศว ตรอน นั้น ชุมชนมองเห็นสาระสำคัญ เพราะทุกคนเห็นคุณค่าของการศึกษาที่ไม่ก้าวหนีชุมชนตัวเอง เป็นมหาวิทยาลัยชุมชนที่ไม่เน้นเฉพาะนักเรียน นักศึกษา แต่ทำอย่างไรให้ทุกคน ทุกเพศทุกวัย เข้าไปมีส่วนในการเรียนรู้ เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนที่มีหลักคิดซึ่งช่วยกันสร้างชุมชนให้มีสันติสุข มีความสุข พึ่งพาตัวเองให้ได้ ชาวบ้านบางคนบอกว่าเพ้อฝันเกินไปหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นความตั้งใจในการทำงานของทีมงาน การลงพื้นที่ ทำงานอย่างมีเป้าหมาย ทำให้ชาวบ้านที่คิดอย่างนั้นเปลี่ยนไป สิ่งที่มศว กำลังขับเคลื่อนในขณะนี้จึงมีความหมายที่เข้าถึงและเข้าใจ โดยใช้ บ้าน วัด และโรงเรียน ตลอดถึงชุมชนเป็นฐาน ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ของการจัดมหาวิทยาลัยชุมชนอย่างแท้จริง มาถึงวันนี้เรากำลังเข้าถึงเป้าหมายทุกขณะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดมหาวิทยาลัยชุมชน มศว ตรอน ขึ้นมาให้ได้ นางสาวน้ำพราว สริม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนตรอนตรีสินธุ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภอตรอน แสดงความตื่นเต้นก่อนจะบอกเล่าความรู้สึกว่า เยาวชนในอำเภอตรอนคิดอย่างไรกับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยชุมชน มศว ตรอนขึ้น อนาคตการเกิดสถาบันการศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยชุมชน มศว ตรอนขึ้นถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มอบให้กับเยาวชนในชุมชน ปัจจุบันนี้สถาบันที่สอนในระดับอุดมศึกษาที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ที่สอนในระดับปริญญาตรี มีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์เพียงแห่งเดียว ทางเลือกใหม่นี้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะพวกเราเป็นลูกหลานของชุมชนเราอยากเรียนในท้องถิ่น ไม่อยากไปเรียนต่อที่อื่น การได้เรียนในท้องถิ่นนอกจากจะทำให้อยู่ใกล้ครอบครัวและชุมชนแล้ว ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังมีเวลาช่วยเหลือและร่วมงานชุมชนได้ ถ้าเยาวชนในอำเภอตรอนทุกคนต้องไปเรียนที่อื่น การเข้าถึงหรือเรียนรู้ชุมชนเหมือนอย่างสมัยที่เรียนอยู่ในชุมชนจะน้อยลง เพราะต้องย้ายไปเรียนในท้องถิ่นอื่น เด็กบางคนเปลี่ยนความคิด มุมมองของตัวเองทันทีที่ก้าวสู่การศึกษาที่สูงขึ้น ผลมาจากการออกนอกพื้นที่ไปเรียนในพื้นที่ซึ่งหลายๆ คนเรียกกันว่า เมือง ที่ซึ่งมีแต่ความเจริญจนบางครั้งก็ไม่รู้จักชุมชน ความตื่นตัวของชาวบ้านและชุมชนทำให้เห็นว่า พวกเขาต้องการความรู้ที่ช่วยให้พวกเขาได้พึ่งพิงตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แววตาความมุ่งมั่นของชาวบ้าน และเยาวชนที่มาร่วมการสัมมนายังสะท้อนออกมาในทุกๆ คำพูดให้บรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพึ่งรู้และตระหนักไว้ตลอดเวลา ในปณิธานที่มหาวิทยาลัยได้ให้ไว้ต่อชุมชน
|
|