|
|
|
You are here: Home>>สีสันชีวิต>>สวรรค์ของเด็ก>>Details |
|
ยุคโอมเพี้ยง...ถุงยาง |
|
Last
update:2006-02-21 Source :Blog |
เสียงครูยุ่น มนตรี สินทวิชัย ส.ว.สมุทรสงคราม และเลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก แสดงความไม่พอใจนักที่กลุ่มเครือข่ายต้านภัยเอดส์แห่งประเทศไทย ออกมาพูดถึงแนวทางการให้ถุงยางพูดได้ เกิดขึ้นในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โดยมีนักเรียน นักศึกษาเป็นคนขายถุงยาง พร้อมทั้งแนะนำวิธีใช้อย่างถูกต้องให้เพื่อนนักเรียนฟัง หากเพื่อนนักเรียนคนนั้นมีความต้องการอยากจะซื้อถุงยางขึ้นมา ขณะที่ตัวแทนจากกลุ่มเครือข่ายต้านภัยเอดส์แห่งประเทศไทย ย้ำว่าการพกถุงยางไม่จำเป็นจะต้องมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ถุงยางสามารถทำให้ชีวิตของผู้ที่พกรู้สึกว่า...ตัวเองปลอดภัย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องไปไหนในที่เปลี่ยวๆ เพียงลำพังคนเดียวยามค่ำคืนหรือแม้แต่กลางวัน ควรจะพกเนื่องจากหาก ไอ้หื่น คนไหนเกิดเข้ามาเพื่อจะข่มขืนคุณ จะได้หยิบถุงยางขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อเอดส์ได้ทันที หรือถ้าผู้ที่อยู่ในวัยเรียนไม่ว่าชายหรือหญิง โดยเฉพาะอยากย้ำว่า ผู้ชายยามที่เกิดมีอารมณ์ทางเพศขึ้นมา และมีความต้องการ ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายหากเพื่อนนักเรียน นักศึกษา ขายถุงยางกันเอง เป็นการเข้าถึงถุงยางได้อย่างแท้จริง เพื่อนกับเพื่อนมีความเป็นกันเองในการอธิบายให้อีกฝ่ายหนึ่ง เข้าใจและ เข้าถึง ถุงยาง และเมื่อไหร่ที่ใช้ถุงยางจะลดปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของฝ่ายหญิงได้ ตลอดถึงป้องกันการติดเชื้อเอดส์และโรคทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้อีด้วย (สังเกตเห็นคนพูดเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของถุงยาง) นอกจากนี้ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายต้านภัยเอดส์แห่งประเทศไทย ยังยืนยันว่า นี่คือความต้องการของเด็ก ที่ต้องการแก้ปัญหาเอดส์ และป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ไม่ได้เป็นการยั่วยุให้เด็กอยากมีเพศสัมพันธ์ แต่เป็นแนวทางที่จะแก้ปัญหาลดจำนวนการติดเชื้อเอดส์ในวัยรุ่นได้แน่นอน ครูยุ่น เกิดอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เมื่อฟังประโยคที่ว่า เด็กเป็นคนคิดโครงการนี้ขึ้นมา และ การพกถุงยางจะช่วยให้ปลอดภัยจากการโดน ไอ้หื่นข่มขื่น วิวาทะของครูยุ่น ส.ว.ที่ทำงานด้านเด็กมายาวนาน บอกว่า ยังไงก็ตามไม่เชื่อเด็ดขาดว่าโครงการถุงยางพูดได้หรือที่รู้จักในชื่อ Oop ! จะเกิดจากความคิดของเด็ก อย่าเอาเด็กเป็นเครื่องมือ สังคมไทยมักใช้เด็กเป็นเครื่องมือมาโดยตลอด หากินกับเด็กและเยาวชน มอมเมาเด็กทำได้ง่ายและแนวทางการให้นักเรียนขายถุงยางก็ถือว่าเป็นโครงการมอมเมาให้เด็กติดเซ็กซ์ อย่าลืมว่าเซ็กซ์นั้นมันติดจะคุณ ครูยุ่นบอกอย่างนั้น อย่าว่าแต่จะให้นักเรียนมาขายถุงยางกันเลย แม้แต่ติดตั้งตู้หยอดเหรียญถุงยางอนามัยขึ้นในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือระดับอุดมศึกษา ครูยุ่นยังรับไม่ได้เลยกับแนวคิดนี้ แถมยังบอกว่า เป็นเรื่องผลประโยชน์ เพราะการติดตั้งตู้หยอดเหรียญนั้นมันหมายถึงเงิน ที่กำลังจะตามมากับการติดตู้หรือแม้แต่การให้นักเรียนขายกันเองก็ตาม เมื่อมีการขายและแบ่งส่วนแบ่งการขายกับนักเรียน ก็หมายถึงการหากินกับเด็กและเยาวชน สถานศึกษาทุกแห่งควรจะปลอดจากสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะสถาบันระดับอุดมศึกษา ระบุชัดเจนว่า...มีบทบาทด้านส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม แล้วการขายถุงยางเช่นนี้มันก็ขัดต่อการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เลิกเถอะอย่าคิดอะไรหยาบๆ เช่นนี้อีกเลย ครูยุ่นย้ำและอย่ามองว่า ถุงยางคือคำตอบการลดปัญหาเอดส์ในกลุ่มวัยรุ่น ทั้งนี้ นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะศึกษาศาสตร์ ที่ลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ ทำงานวิจัยเรื่อง Hi เวอร์จิน : บ๊ายบาย HIV ทั้ง 10 คน ช่วยกันตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ากลุ่มเครือข่ายต้านภัยเอดส์แห่งประเทศไทย อยากลดปัญหาการติดเชื้อเอดส์ในวัยรุ่นจริงๆ ควรจะจัดพิมพ์ภาพที่น่าเกลียดน่ากลัวของผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ไว้ข้างๆ ซองด้านนอกของถุงยาง ซึ่งจะดีกว่าทำให้ซองน่าใช้หรือดูดี เพราะการจัดบรรจุห่อที่สวยงาม มีสีสัน มีกลิ่น เสมือนการจูงใจให้เกิดความอยากใช้ถุงยางมากขึ้น มั่นใจ เชื่อในประสิทธิภาพของมัน ซึ่งจะตรงกันข้ามกับคำพูดหนึ่งของตัวแทนเครือข่ายต้านภัยเอดส์แห่งประเทศไทย ที่บอกว่า...การปลอดภัยจากเอดส์คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ แต่ในเมื่อต้องมีก็ขอให้ใช้ ถุงยาง ลองคิดดูว่าหากถุงยางน่าใช้ สีสันสวยงาม บรรจุห่ออย่างดี ไม่ได้แสดงภาพที่ทำให้เยาวชนผู้ใช้เกิดการตระหนักกลัวต่อการติดเชื้อเอดส์ แต่กลับจะส่งเสริมให้เขาอยากหยิบ จับถุงยางขึ้นมาใช้ โดยใช้เหตุผลที่ว่า ใช้ถุงยางแล้วปลอดเอดส์ ลดจำนวนการติดเชื้อเอดส์ในเด็กและเยาวชนได้ ช่างเป็นคำพูดที่ไม่ได้ดูปัญหารอบด้าน เป็นการมองปัญหาเพียงด้านเดียว จนลืมบริบทหลายประการของสังคมไทย ลืมแม้กระทั่ง ปัญหาสังคมอื่นๆ กำลังรอเข้าคิวมาให้แก้อีกยาวเหยียด เพียงเพราะคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็คือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจด้านนโยบายเชื่อว่า
ถุงยางมันคือของวิเศษ
|
 | |
|