|
|
|
You are here: Home>>สีสันชีวิต>>คนรักรถ>>Details |
|
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินบนถนน จะทำอย่างไร |
|
Last
update:2006-06-28 Source :Blog |
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากรถยนต์บนถนน จะทำอย่างไร
|
ขณะขับรถยนต์บนท้องถนนอาจเกิดเหตุฉุกเฉินที่คาดไม่ถึงได้ตลอดเวลา ถ้าท่านเป็นผู้ขับขี่ที่มีความระมัดระวัง และสามารถจัดการกับปัญหาสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถป้องกันอุบัติเหตุอันจะนำไปสู่ความสูญเสียได้ มีปัญหาหลายอย่างที่ผู้ขับขี่อาจจะประสบอย่างคาดไม่ถึงขณะขับขี่บนถนนไม่ว่าจะเป็นปัญหาสตาร์ทไม่ติด คันเร่ง ไม่ดีดกลับ ยางแบน หรือกระจกบังลมหน้าแตก ฯลฯ ถ้าท่านทราบวิธีแก้ไขเบื้องต้นก็จะไม่ต้องทำให้เสียเวลาและเสียเงิน แต่ทางที่ดีนั้นเจ้าขงรถยนต์ ทุกท่านควรที่จะหมั่น ดูแลรักษาและตรวจสภาพ ความเรียบร้อย ของรถให้มีความพร้อม ใช้งานอยู่เป็นประจำ การพ่วงแบตเตอรี่ ปัญหาฉุกเฉินอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้รถมักจะประสบอยู่บ่อย ๆ คือแบตเตอรี่ ไฟหมดสาเหตุอาจเกิดขึ้นได้หลายประการ เช่น - ลืมปิดไฟสว่างทิ้งไว้ - ใช้รถในระยะสั้น ๆ หรือจอดทิ้งไว้นานเกินไป - แบตเตอรี่ เสื่อมสภาพ หรือ ชำรุด - สตาร์ทเครื่องยนต์บ่อยเกินไป จนแบตเตอรี่จ่ายไฟจนหมด วิธีการพ่วงแบตเตอรี่ 1. เปิดฝากระโปรงขึ้น และตรวจดูสภาพภายนอกของแบตเตอรี่ว่าไม่มีสิ่งผิดปกติ 2. ปิดสวิตซ์อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด เช่น เครื่องทำความร้อน เครื่องปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียงไฟแสงสว่าง ฯลฯ เลื่อนคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง หรือ ( N ) หรือ ( P ) แล้วใส่เบรกมือ 3. คันสายพ่วงข้างหนึ่งลงที่ขั้วบวก ( + ) ของแบตเตอรี่ที่นำมาพ่วงแล้วคันปลายสายอีกข้างหนึ่งไว้กับขั้วบวก ( + ) ของแบตเตอรี่รถท่าน 4. คันสายพ่วงข้างหนึ่งลงที่ขั้วลบ ( - ) ของแบตเตอรี่ที่นำมาพ่วงแล้วคีบปลายสายอีกข้างหนึ่งไว้กับสายดินที่ติดอยู่กับเครื่องยนต์ อย่าคีบปลายสายด้านนี้เข้าส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์หรือตัวถังรถ 5. ถ้าแบตเตอรี่ที่นำมาพ่วงอยู่ในรถอีกคันหนึ่งให้ผู้ช่วยสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถคันนั้นแล้วเร่งเครื่องไว้ 6. สตาร์ทรถของท่านถ้ามอร์เตอร์ยังทำงานช้าอยู่ตรวจสอบสายพ่วงว่าจุดต่อแน่นในลักษณะโลหะสัมผัสโลหะหรือไม่ 7. เมื่อเครื่องยนต์ติดปลดสายพ่วงด้านขั้วลบ ( - ) ออกจากรถท่านก่อนแล้วจึงปลดด้านแบตเตอรี่ที่นำมาพ่วง ถอดสายพ่วงด้านขั้วบวก ( + ) ออกจากรถท่านแล้วจึงปลดออกจากแบตเตอรี่ที่นำมาพ่วง ถ้าคันเร่งไม่ดีดกลับ ถ้าคันเร่งไม่ดีดกลับในระหว่างการขับขี่ สำหรับกรณีที่ถนนโล่งให้ใช้ปลายเท้างัดขึ้นอย่างระมัดระวังแต่ในขณะขับขี่นั้นต้องไม่มีรถแล่นอยู่ด้านหน้า ถ้าไม่มีเวลาพอให้ปิด สวิตท์กุญแจ ดันเกียร์ไปตำแหน่งเกียร์ว่างหรือเหยียบแป้นคลัชแล้วค่อย ๆ เหยียบเบรคกดสวิตท์ไฟฉุกเฉินก่อนจะนำรถเข้าไหลทางด้านซ้าย การปิดสวิตท์กุญแจต้องใช้ ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าปิดสวิตท์กุญแจมากเกินไปหรือดึงกุญแจออกจากสวิตท์เลย พวงมาลัยจะล็อค ถ้าเบรคไม่ทำงาน ให้เหยียบย้ำลงบนแป้นเบรค เร็ว ๆ หลาย ๆ ครั้งในขณะเดียวกันก็ดึงเบรคมือขึ้นจนสุด และให้เครื่องยนต์ช่วยเบรคโดยเปลี่ยนเกียร์ลงสู่ตำแห่งเกียร์ต่ำพร้อมกับกดแตร เพื่อเตือนผู้ขับขี่คันอื่นและคนเดินเท้า ตัดสินใจให้แน่นอนว่าจะนำรถท่านไปทางใด หรืออาจหยุดรถโดยการใช้ข้างรถครูดเข้ากับขอบทางรั้วกั้นทางในกรณีที่ไม่มีการหลีก เลี่ยงวิธีนี้จะทำให้เกิดการบาดเจ็บน้อยกว่าการชนด้านหน้า ในการขับขี่นั้นคงไมมีอะไรเป็นอันตรายไปกว่ากรณีของเบรคไม่ทำงาน ก่อนขับขี่จึงควรตรวจสอบระบบเบรคทุก ครั้ง และระมัดระวังไม่ให้เบรคร้อนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะขับขี่ขึ้นลงเขา ยางแบน รถจะวิ่งส่ายไปมาถ้ายางหลังแบน และถ้ายางหน้าแบนรถจะไถลไปด้านใดด้านหนึ่งในกรณีนี้ถ้าผู้ขับขี่เบรคอย่างกระทันหันรถอาจจะพลิกคว่ำหรือหมุนได้ ควรจับพวง- มาลัยไว้ให้มั่นขณะที่พยายามประคองรถให้วิ่งตรงไปข้างหน้าแล้วค่อย ๆ นำรถเข้าไหล่ทางอย่างช้า ๆ ระหว่างนั้นต้องระมัดระวังรถที่ตามมาด้านหลังด้วย และควรเปลี่ยน ยางในที่ปลอดภัย เมื่อกระจกบังลมหน้าแตก ให้ค่อย ๆ นำรถเข้าไหลทางอย่างระมัดระวังรถที่ตามมาด้านหลัง ถ้าจำเป็นต้องขับต่อไปให้ลดความเร็วลงและพยามแกะเศษกระจกที่แตกอยู่ตรงหน้าให้มากที่สุดเท่าที่ จะทำได้เพื่อป้องกันไม่ให้เศษกระจกหล่นใส่ภายหลัง ปิดกระจกข้างทุกบานขับใช้ความเร็วต่ำ ขณะขับขี่พยามหลีกเลี่ยงหิน ดิน ทราย หรือวัสดุอื่นที่ไม่น่าปลอดภัยเพื่อเลี่ยง อันตรายที่จะเกิดขึ้น | |
|