|
|
|
You are here: Home>>สีสันชีวิต>>อสังหาริมทรัพย์>>Details |
|
"ปริญสิริ"เทรดวันนี้ระยะสั้นเก็งกำไรระยะยาว3.60บ. |
|
Last
update:2006-02-15 Source :Blog |
"ปริญสิริ" น้องใหม่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เข้าเทรดวันนี้วันแรก โค้ด "PRIN" บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ ให้ราคาตามปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นที่ 3.2 บาท และระยะยาวที่ 3.6 บาท โดยอ้างอิงจาก P/E เฉลี่ยของกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ วันนี้(7พ.ย.)หุ้นสามัญของบริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) จำนวน 670,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท รวม 670,000,000 บาท เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า PRIN สำหรับ บมจ.ปริญสิริ เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 155 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 2.80 บาทโดยเสนอขายเมื่อวันที่ 25-27 ต.ค.48 ที่ผ่านมา ซึ่งเงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการ 300 ล้านบาท และเป็นเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 134 ล้านบาท โดยจะนำเงินไปใช้ภายในปี 2549 ด้านผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 ปี 2548 กำไรสุทธิ 76.574 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.15 บาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิ 20.721 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.04 บาท ส่วนงวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิ 148.155 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.29 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิ 54.268 ล้านบาท คิดเป็น 0.11 บาท บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า แนะนำซื้อเก็งกำไร ณ ราคาจองซื้อ ซื้อขายที่ P/E ปี 48 ที่ 6.2 เท่า และปี 2549 ที่ 5.4 เท่า ถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับแนวโน้มการขยายตัวของบริษัท ขณะที่บริษัทจะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นมากหลัง IPO และโครงการของบริษัทดูเหมือนได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ทำให้ยอด Presales ในไตรมาส 2/48- ไตรมาส 3/48 เพิ่มขึ้นถึงระดับ 900-1,000 ล้านบาทจากไตรมาส 1/48 ที่เท่ากับ 215 ล้านบาท "เราแนะนำซื้อเก็งกำไรโดยให้ราคาตามปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นที่ 3.2 บาท และระยะยาวที่ 3.6 บาท โดยอ้างอิงจาก P/E เฉลี่ยของกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ไม่รวม LH) ที่ 7 เท่า" ธุรกิจหลัก บมจ. ปริญสิริ จัดตั้งขึ้นในปี 2543 ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว ภายใต้ชื่อโครงการ ปริญสิริ ปริญญดา และปริญลักษณ์ เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน โดยปริญสิริ จะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคาตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป ปริญญดา เป็นโครงการบ้านเดี่ยวราคา 3-7 ล้านบาท และปริญลักษณ์จะเป็นโครงการบ้านทาวน์เฮ้าส์ ระดับราคา 1.7-3.0 ล้านบาท ลักษณะการพัฒนาจะเป็นกึ่ง Prebuild และ Presales โดยแบ่งขายเป็นเฟส แนวโน้มรายได้ปี 2548 และปี 2549 เติบโตสดใส เนื่องจาก ณ 30 ก.ย. 48 มียอดค้างโอน (Backlog) ที่รอรับรู้จำนวน 1.9 พันล้านบาท และจะมีการเปิดโครงการใหม่ 8 โครงการในนามบริษัทมูลค่าถึง 4.3 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2547 ที่เปิดไป 4 โครงการ 2.1 พันล้านบาท) และโครงการร่วมทุนกับ UV อีก 4 โครงการมูลค่า 1.1 พันล้านบาท โดยโครงการส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 3-7 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงในช่วงนี้ ผู้บริหารคาดว่าปี 2548 จะมียอดรับรู้รายได้ 2.3 พันล้านบาทเติบโต 102% และปี 2549 คาดว่ายอดรับรู้รายได้จะเท่ากับ 3.0 พันล้านบาทเติบโต 30% อย่างไรก็ตามเนื่องเรายังกังวลถึงปัจจัยลบที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นความต้องการซื้อที่พักอาศัยที่ชะลอตัวตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตลอดจนการแข่งขันในกลุ่มบ้านขนาดกลาง เราจึงประมาณการอย่างอนุรักษ์นิยมกว่าว่าปี 2548 บริษัทจะมียอดรับรู้รายได้ 2.1 พันล้านบาทเติบโตถึง 88% และปี 2549 ยอดรับรู้รายได้จะเท่ากับ 2.5 พันล้านบาทเติบโต 18% บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการควบคุมต้นทุนการก่อสร้างและการประหยัดจากขนาด โดยอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจากปี 2545- 9 เดือนแรก 2548 ที่เท่ากับ 20.3%, 21.3%, 28.8% และ 30.0% คาดว่ากำไรสุทธิปี 2548 เท่ากับ 301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% และปี 2549 กำไรสุทธิเท่ากับ 344 ล้านบาทเติบโต 14% ตามการขยายตัวของยอดรับรู้รายได้ จาก backlog ที่รอรับรู้และการเปิดโครงการใหม่จำนวนมากในปี 2549 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวระดับกลางและทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการอยู่ คาดว่าปี 2548 จะให้ผลตอบแทนเงินปันผล 6.4% จากนโยบายปันผล 40% ของกำไรสุทธิ และประมาณการกำไรที่เราทำไว้ คาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผล 0.18 บาทต่อหุ้นคิดเป็นผลตอบแทนเงินปันผล 6.4% จากราคาจอง นับว่าให้ผลตอบแทนเงินปันผลในระดับที่ดี ฐานะการเงินหลังเพิ่มทุน IPO ดีขึ้นมาก จาก ณ 30 มิ.ย. 48 ที่บริษัทมี Net Gearing 1.65 เท่า คาดว่าหลังเพิ่มทุนบริษัทจะมี Net Gearing เหลือเพียง 0.55 เท่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นกดดันให้กำลังซื้อลดลงและต้นทุนการพัฒนาที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้เริ่มทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้อัตราดอกเบี้ย MLR ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 6.25% จากเดิมที่อยู่ระดับ 5.75% และมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งหากดอกเบี้ยมีการปรับเพิ่มจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและลูกค้า เนื่องเพราะจะทำให้ต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และส่งผลให้กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าลดลง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้มีรายได้น้อยถึงกลางมีโอกาสได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง
|
|