|
|
|
You are here: Home>>สีสันชีวิต>>อสังหาริมทรัพย์>>Details |
|
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุตลาดอสังหาฯ ปีนี้มีโอกาสซึมต่อ |
|
Last
update:2006-02-15 Source :Blog |
 |
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้มีโอกาสชะลอตัวต่อเนื่อง เพราะมีปัจจัยลบเรื่องแรงกดดันค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจผู้บริโภค ซึ่งธุรกิจบ้านจัดสรร บ้านมือสอง จะไม่คึกคัก ต่างจากอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมสำหรับชาวต่างชาติจะเติบโตได้ดี คาดการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ปีนี้จะขยายตัวประมาณร้อยละ 8 วันนี้( 18 ม.ค.) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ว่า ในปี 2548 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปรากฏสัญญาณการชะลอตัวลง หลังจากที่เติบโตมาตลอด ระหว่างปี 2543-2547 ซึ่งการลงทุนในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีอัตราเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 15 ต่อปี แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2548 เศรษฐกิจไทยเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่ทะยานสูงขึ้นรวดเร็ว ส่งผลต่อภาวะอุปสงค์ในตลาดและต้นทุนการพัฒนาโครงการ ขณะเดียวกัน ปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภครวมถึงการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีทิศทางอ่อนตัวลง โดยผลกำไรรวมของกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 แต่ผลกำไรของกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยหดตัวลงประมาณเกือบร้อยละ 20 ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปหลายรายมียอดขายและผลกำไรเติบโตอย่างโดดเด่น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมในปี 2548 มีมูลค่าประมาณ 330,000 ล้านบาท เทียบกับมูลค่า 292,481 ล้านบาทในปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราการขยายตัว ณ ราคาคงที่ประมาณร้อยละ 8.4 ชะลอลงเมื่อเทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 15.2 ในปี 2547 ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงกดดันให้สินค้าต่าง ๆ มีการปรับขึ้นราคา ส่งผลกระทบต่อสถานะรายจ่ายของผู้บริโภค ประกอบกับราคาที่อยู่อาศัยที่มีการปรับขึ้น และอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับขึ้นในช่วงจังหวะที่รวดเร็วนับตั้งแต่กลางปี 2548 เป็นต้นมา ผลของปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยอ่อนตัวลง สำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2549 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าอาจยังคงมีทิศทางที่ชะลอตัว โดยความต้องการที่อยู่อาศัยอาจเผชิญปัจจัยลบจากแรงกดดันด้านภาระรายจ่ายของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับที่สูง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมคาดว่าอาจจะขยายตัวได้ในเกณฑ์ดี ถ้าภาวะเศรษฐกิจปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามที่คาดไว้ โดยธุรกิจหลายประเภทยังมีความต้องการลงทุนขยายกำลังผลิต รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติได้ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ตามประมาณการในกรณีพื้นฐานที่เศรษฐกิจไทยในปี 2549 ขยายตัวได้ใกล้เคียงร้อยละ 5 โดยคาดว่า การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวมอาจจะมีมูลค่าประมาณ 370,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8 ต่ำลงเล็กน้อยจากปี 2548 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในด้านลบอาจเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่เศรษฐกิจขยายตัวชะลอลงจากปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลอาจมีข้อจำกัดในด้านงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถใช้มาตรการกระตุ้นการลงทุนในส่วนของรัฐได้อย่างเต็มที่ หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐมีความล่าช้าออกไป ทำให้ผลกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดหวังว่าจะมาจากภาครัฐไม่เป็นไปดังที่คาด การลงทุนของภาคธุรกิจต่าง ๆ อาจมีการชะลอโครงการออกไป ส่งผลสะท้อนกลับมาสู่อุปสงค์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มผลประกอบการค่อนข้างดีกว่าระดับเฉลี่ย ได้แก่ คอนโดมิเนียม ที่พักอาศัยสำหรับชาวต่างชาติ อาคารสำนักงาน และนิคมอุตสาหกรรม ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มผลประกอบการต่ำกว่าระดับเฉลี่ย ได้แก่ ธุรกิจบ้านจัดสรร ธุรกิจรับสร้างบ้าน และธุรกิจบ้านมือสอง ผู้ประกอบการอาจเผชิญแรงกดดันจากภาวะตลาดที่ชะลอตัว ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างและต้นทุนทางธุรกิจอาจยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อัตรากำไรของธุรกิจจึงมีแนวโน้มที่ลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความเห็นว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ในระยะยาว เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับทิศทางการลงทุนของประเทศ ซึ่งหากพิจารณาถึงนโยบายของภาครัฐในด้านเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาด้านการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์อีกมาก อาทิ แผนการลงทุนของภาครัฐในการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะเปิดพื้นที่ใหม่ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ หรือแผนยุทธศาสตร์ของประเทศที่มีเป้าหมายเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า การท่องเที่ยว และการบริการในภูมิภาค นอกจากนี้ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค เช่น กลุ่มความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS ความร่วมมือกับกลุ่มประเทศทางซีกตะวันตกของไทย หรือ BIMST-EC และการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ของประเทศที่เชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค เช่น การพัฒนาเส้นทางเศรษฐกิจในภูมิภาค หรือ Economic Corridors ที่เชื่อมระหว่างประเทศทางเหนือและใต้ ตะวันออกและตะวันตกส่งผลให้โอกาสการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะกระจายตัวออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปสู่จังหวัดที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีศักยภาพ หรือเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับภาค เช่น ในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร และการท่องเที่ยว
| | |
|