ขื่อ:

รหัสผ่าน:

ลืมรหัสผ่าน?Email:

 อัลบั้ม Bloger - Blogth: Create your Blog Now -- Blog Thailand -- Free! -- blogth.com

หน้าแรกคอลัมน์  :  อัลบั้ม Bloger  :  รูปแบบ Bloger  :  บันเทิง : รู้จักจีน  :  ชีวิตประจำวัน  :  วิทยาศาสตร์และศิลป์  :  เกมส์ Bloger  
นักประพันธ์ : ธุรกิจและการเงินกีฬา : ความรักพูดคุยทั่วไป : กระทู้ Bloger : ท่องเที่ยวรายวันบันทึกการทำงาน : สีสันชีวิต : My Blog !

ค้นหา:

Relating Article
แหม่ม คืนจอโมเดิร์นไนน์
พ่อแม่รังแกฉัน!!!ฉันรังแกพ่
มหาจำลอง รู้ซึ้ง ถูกหลอกใช้
ทักษิณโคตรโกง

Hot Article
ทักษิณโคตรโกง
มหาจำลอง รู้ซึ้ง ถูกหลอกใช้
พ่อแม่รังแกฉัน!!!ฉันรังแกพ่
แหม่ม คืนจอโมเดิร์นไนน์

Relating Categories
  • นักเขียนชื่อดัง
  • นิยาย
  • กลอน
  • คุยทั่วไป
  • สุขภาพ
  • เพื่อนๆ
  • ท่องเที่ยว
  • ข่าวดารา
  • ดูหนังฟังเพลง
  • Cheap Hotels Booking

    Cheap  Hosting in  Thailand

    Thai search engine

       You are here: Home>>คอลัมน์>>วิจารณ์>>Details

    ใช้ผิด ‘เสพติด’ ร้าย! ‘สารระเหย’ ‘ฆ่าคน’ ไม่เลือกหน้า

    Last update:2006-06-26 Source :Blog

    ใช้ผิด ‘เสพติด’ ร้าย! ‘สารระเหย’ ‘ฆ่าคน’ ไม่เลือกหน้า

     

    ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ศตส.-ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ จัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติด “60 ปี ทรงครองราชย์ รวมพลังไทยทั้งชาติ ขจัดยาเสพติด” ซึ่งนี่ก็จะเป็นอีกวาระ เป็นอีกด้านหนึ่งที่ประชาชนคนไทยจะได้มีส่วนร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อเป็นการ “ถวายในหลวง”


     “ยาเสพติด” ยังคงเป็นปัญหา “บั่นทอนสังคมไทย”


     และกับ “สารระเหย” ก็ไม่ควรจะมองข้ามเช่นกัน !!


     ไม่เพียงยาบ้า กัญชา เฮโรอีน โคเคน ยาอี ยาไอซ์ ที่เป็นปัญหา กับ “สารระเหย” เช่น กาว ทินเนอร์ ฯลฯ ที่คนบางกลุ่มมีการนำมาใช้ผิด ๆ เป็นสารเสพติด ก็สร้างผลกระทบร้าย ๆ ต่อคนไทย อย่างเมื่อไม่นานมานี้ก็เกิดกรณี “หนุ่มเมากาวคลั่งควงมีดไล่แทงชาวบ้าน” กลางชุมชน 70 ไร่ย่านคลองเตย “เจ็บ-ตายไปหลายคน”


     ทั้งนี้ การใช้สารระเหยเป็นยาเสพติดนี้ มีข้อมูลของ สสส.-สำนักงานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ ระบุว่า...ยุคปัจจุบัน ปัญหาการแพร่ระบาดกลับมามีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตัวเลขในปี 2544-2546 นั้นจำนวนผู้เสพที่ถูกจับกุมได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และในปี 2547 ตัวเลขการจับกุมก็ยังมากเป็นอันดับ 2 รองจากยาบ้า ขณะที่ในปี 2548 อัตรา  ผู้เสพสารระเหยที่ถูกจับกุมก็ขยับเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 โดยเฉพาะในกลุ่ม เด็กเร่ร่อน, เด็กนักเรียน, เยาวชน โดยสารระเหยที่นิยมนำมาดมมาเสพกัน ก็เช่น...


     กาว, กาวทารองเท้า, น้ำยาล้างเล็บ, แลกเกอร์, ทินเนอร์


     “สารระเหย” คือสารที่ได้จากกระบวนการสกัดน้ำมันปิโตรเลียม มีลักษณะเป็นไอระเหยได้ในอากาศ ประกอบด้วยสาร Toluene, Acetone, Butane, Trichloroe Thylene เป็นต้น


     การเสพสารระเหยจะส่งผลโดยตรงต่อ ระบบทางเดินหายใจ ทำให้ระคายเคืองหลอดลม เยื่อบุจมูกมีเลือดออก หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ, ระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีเลือดออกในกระเพาะ ตับถูกทำลาย, ระบบ ทางเดินปัสสาวะ ถึงขั้นทำให้ไตอักเสบจนถึงพิการ มีปัสสาวะเป็นเลือดเป็นหนอง, ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ, ระบบสร้างเม็ดโลหิต ทำให้ไขกระดูกซึ่งมีหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดหยุดทำงานจนเกิดเม็ดเลือดแดงต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ ทำให้ตัวซีด เลือดออกง่าย เลือดแข็งตัวช้า และบางรายอาจเป็น “มะเร็งในเม็ดเลือดขาว” ในที่สุด นอกจากนี้ สารระเหยยังมีฤทธิ์ต่อ ระบบประสาท จะทำให้ปลายประสาทอักเสบ มีอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า เกิดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ทำให้ลูกตาแกว่ง ลิ้นแข็ง พูดลำบาก
     ผู้ที่เสพสารระเหยจนติดหนัก เมื่อจะเลิกต้องใช้เวลาในการบำบัด นานกว่าผู้ที่เสพเฮโรอีนหรือยาบ้า เพราะเซลล์สมองได้ถูกทำลายจนตายไปเกือบหมดแล้ว !! ซึ่งฤทธิ์ในทางเสพติดของสารระเหยคือจะกดระบบประสาท โดยตรง จะต่างจากยาบ้าที่ออกฤทธิ์กระตุ้นสมอง


     ข้อมูลจากเว็บไซต์ โดย อัมพร วิเศษชาติ เกี่ยวกับ “การพยาบาลผู้ติดยาเสพติดสารระเหย” ระบุไว้ว่า...การระบาดของสารระเหยนั้น เกิดจาก 1.ราคาถูก 2.หาซื้อง่ายและมีขายทั่วไป 3.บรรจุห่อง่าย พกพาสะดวก และ 4.ออกฤทธิ์เร็วเมื่อเปรียบเทียบกับการดื่มสุรา ซึ่งนี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีจำนวนผู้ติดสารระเหยมาก


     ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน...ต้องร่วมกันดูแลแก้ไข !!


     นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต ระบุถึงฤทธิ์ของ  “สารระเหย” ต่อจิตประสาท ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนดี ๆ จำนวนไม่น้อยกลายเป็นพวก “ประสาทหลอน” และบางคนกลายเป็น “ฆาตกร” โดยบอกว่า...กรณีนี้สารระเหยถือเป็นยาเสพติดที่อันตราย จะไปเร่งปฏิกิริยาทำให้เกิดอาการของ “โรคอารมณ์แปรปรวน” ให้เกิดขึ้นได้ง่าย-ได้เร็วกว่าปกติ และกลุ่มผู้เสพสารระเหยนี้ส่วนใหญ่มักอยู่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมองกำลังพัฒนา เมื่อได้รับสารระเหยเข้าไปในปริมาณมาก ๆ ก็อาจไปหยุด การพัฒนาของสมอง


     “ทำให้สมองฝ่อและเสื่อมก่อนวัยอันควร ที่สำคัญ ส่งผลให้เกิดอาการทางจิตได้ง่าย”


     โฆษกกรมสุขภาพจิตบอกด้วยว่า...ในระยะหลังยังมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้เสพสารระเหยอาจไม่เสพเดี่ยว ๆ แต่ใช้ร่วมกับยาเสพติดตัวอื่น   โดยเฉพาะกับยาบ้าหรือแอมเฟตามีน ซึ่งทำให้เกิดสารเคมีชื่อ โดปามีน (Dopamine) เป็นสารในสมอง สารสื่อประสาท ที่ทำให้เกิดภาวะทางจิตใจต่าง ๆ มากไป ทำให้ขาดความสมดุล ส่งผลให้สมองมีการทำงานที่ผิดปกติ ทำให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมการแสดงออก ทำให้เกิดอาการหูแว่ว หวาดระแวง และสร้างภาพในความคิดขึ้นมาเอง จนเกิดอาการ “คลุ้มคลั่ง !!”
     และอาจถึงขั้นทำให้เป็น “โรคจิตที่รักษาไม่หาย !!”


     “ต่อต้านยาเสพติด” เป็นภารกิจของคนไทยทั้งชาติ ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ย้ำกัน ณ ที่นี้อีกครั้งว่าประชาชนคนไทยต้องร่วมกันเป็น  “พลังแผ่นดิน” ร่วมมือร่วมใจกันเข้มงวดดูแลบุตรหลาน-คนในครอบครัวให้ห่างไกลยาเสพติด ช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสยาเสพติดแก่เจ้าหน้าที่รัฐ
     “สารระเหย” ก็เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งที่ต้องไม่มองข้าม


     อย่าคิดว่าพิษภัยมันจิ๊บจ๊อย-แค่ความคะนองของเด็ก ๆ


     เพราะมัน “ฆ่าคนไม่เลือกหน้า” ไปไม่น้อยแล้ว !!!!.

     

     

     

    [Top] [Tell Friend] [View Comment]
     

    Relating Article

    แหม่ม คืนจอโมเดิร์นไนน์
    พ่อแม่รังแกฉัน!!!ฉันรังแกพ่อแม่!!! โดย ลัดดา ตั้งสุภาชัย
    มหาจำลอง รู้ซึ้ง ถูกหลอกใช้!!!
    ทักษิณโคตรโกง

    Post Comment!

    ขื่อ: รหัสผ่าน: Hidden Post   ลงทะเบียนใหม่ 

    Create a new account!

    ขื่อ:

    รหัสผ่าน:

      Blog เป็นการใช้งานเว็บไซต์ของคุณแบบง่ายๆซึ่งคุณสามารถ
    โพสต์ข้อความหรือรูปภาพได้ทันทีและสามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

    หน้าแรกคอลัมน์  :  อัลบั้ม Bloger  :  รูปแบบ Bloger  :  บันเทิง : รู้จักจีน  :  ชีวิตประจำวัน  :  วิทยาศาสตร์และศิลป์  :  เกมส์ Bloger  
    นักประพันธ์ : ธุรกิจและการเงินกีฬา : ความรักพูดคุยทั่วไป : กระทู้ Bloger : ท่องเที่ยวรายวันบันทึกการทำงาน : สีสันชีวิต : My Blog !

    ค้นหา:

    All rights reserved. Privacy Policy - Terms of Service - Copyright Policy

    Copyright © 2005 blogth.com