ขื่อ:

รหัสผ่าน:

ลืมรหัสผ่าน?Email:

 อัลบั้ม Bloger - Blogth: Create your Blog Now -- Blog Thailand -- Free! -- blogth.com

หน้าแรกคอลัมน์  :  อัลบั้ม Bloger  :  รูปแบบ Bloger  :  บันเทิง : รู้จักจีน  :  ชีวิตประจำวัน  :  วิทยาศาสตร์และศิลป์  :  เกมส์ Bloger  
นักประพันธ์ : ธุรกิจและการเงินกีฬา : ความรักพูดคุยทั่วไป : กระทู้ Bloger : ท่องเที่ยวรายวันบันทึกการทำงาน : สีสันชีวิต : My Blog !

ค้นหา:

Relating Article
จุฬาฯ วิจัยวางยาสลบปลา พึ่ง
“สธ.ห้วยกระเจา” ทึ่งยาสมุน
แพทย์เผยหญิงเสี่ยง ‘ไมเกรน’
ครั้งแรกในโลกวิจัยตรวจ ‘มะเ
ป้องภัยแสงแดดให้ถูกวิธี
สธ.-สปสช.จับมือ ม.ขอนแก่น
หมอใหญ่ ชี้ ดวดเหล้าไม่บัน
แนะใช้วิธีเคมีบำบัดรักษาหว
การสวดมนต์คุ้มครองผู้ป่วยอ
แพทย์เตือนมือสั่นเกร็ง เคลื

Hot Article
วัยรุ่นสะท้อนปัญหา “เพศ” ยิ
อายุ 40 ระวังข้อเข่าเสื่อม
ผ่าตัดลดเต้าเด็กวัย 13 ผ่าน
เด็ก 13 ปี พอใจเต้าเล็กลงหล
เอกชนไทยสนใจธนาคารรก สำหรับ
สธ.แจงลายเซ็นเพี้ยนในสัญญาร
ถอย!กลับไปทำฟันประกันสังคม
สุขภาพจิตคนไทยทรุดพบมีปัญห
สวยปิ๊ง...โดนใจ...ใช่เลย..
“พินิจ” รับ 30 บาทจุดอ่อนเพ

Relating Categories
  • นักเขียนชื่อดัง
  • นิยาย
  • กลอน
  • คุยทั่วไป
  • เพื่อนๆ
  • ท่องเที่ยว
  • ข่าวดารา
  • ดูหนังฟังเพลง
  • วิจารณ์
  • Cheap Hotels Booking

    Cheap  Hosting in  Thailand

    Thai search engine

       You are here: Home>>คอลัมน์>>สุขภาพ>>Details

    โบทูลินุมทอกซิน สารพัดประโยชน์ รักษาโรค ลดริ้วรอย

    Last update:2006-04-17 Source :Blog

    ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนได้รู้จักพิษสงของเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินุม (Clostridium botulinum) ซึ่งปนเปื้อนหน่อไม้ปี๊บ ที่ชาวบ้าน อ.บ้านหลวง จ.น่าน นำมาจิ้มน้ำพริกกะปิจนหวิดสิ้นชื่อมาพอสมควรแล้ว คราวนี้ลองมาฟังการนำมาใช้ประโยชน์จาก รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขา ตจวิทยา (ผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
     
    รศ.พญ.พรทิพย์ ซึ่งได้ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลในเรื่องนี้ อธิบายว่า คลอสตริเดียม โบทูลินุม เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโต พบทั่วไปในพื้นดิน สารพิษของเชื้อดังกล่าวทำให้เกิดอัมพาต หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ประเทศมหาอำนาจหลายประเทศจึงมีการสะสมพิษนี้ไปใช้เป็นอาวุธชีวภาพ
     
    เชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินุมทำให้เกิดอาการในคนได้โดยการรับประทานอาหารกระป๋อง  ซึ่งปนเปื้อนเชื้อ เรียกอาการโรคนี้ว่าโบทูลิซึม (botulism) อาการในระยะแรกปากจะแห้ง คลื่นไส้ อาเจียน เกิดตาพร่าเห็นเป็นสองภาพ ส่วนอาการในระยะหลังผู้ป่วยจะกลืนและพูดลำบาก หายใจไม่ออกเกิดอัมพาตของแขนขาและอาการอัมพาตของระบบประสาทอัตโนมัติจะเห็นเด่นชัดขึ้น เช่น ท้องอืด ถ่ายปัสสาวะไม่ออก และความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่า มีรายงานการติดเชื้อนี้จากรอยบาดแผลและทำให้เกิดอาการโบทูลิซึมได้แต่พบน้อย
     
    ในสมัยโบราณสุขอนามัยของประชาชนยังไม่ดี โรคติดเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินุมจะพบระบาดประปรายในชุมชน มักพบอาการของโรคหลังรับประทานไส้กรอกซึ่งปนเปื้อนเชื้อ ในภาษาละติน “botulus” แปลว่า “ไส้กรอกเสีย” จึงเรียกชื่อโรคนี้ว่า “โบทูลิซึม”
     
    ในปี ค.ศ. 1920 ดร.เฮอร์แมน ซอมเมอร์ ได้ตรวจพบพิษของคลอส ตริเดียม โบทูลินุม คือ โบทูลินุมทอกซิน (botulinum toxin หรือ BTX) และ   ค.ศ. 1946 ดร.คาร์ล ลามานนา สามารถทำให้โบทูลินุมทอกซินตกตะกอนเป็นสารบริสุทธิ์ได้เป็นครั้งแรก ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คณะนักวิทยาศาสตร์และแพทย์กลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้ค้นคว้าหาสารพิษเพื่อผลิตเป็นอาวุธชีวภาพโดยได้ร่วมกันศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการประเทศสหรัฐและสามารถผลิตโบทูลิ  นุมทอกซินได้จำนวนหนึ่ง ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งซึ่งร่วมทีมอยู่ในห้องปฏิบัติการได้ส่งโบทูลินุมทอกซินบางส่วนไปให้แพทย์ผู้สนใจจากหลายสถาบันทดลองใช้ เนื่องจากการศึกษาของเบอร์เกนและคณะในปี ค.ศ. 1949 พบว่า โบทูลินุมทอกซินจะปิดกั้นระบบประสาทสั่งการที่ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ทำให้แพทย์หลายท่านสนใจที่จะนำพิษนี้ไปรักษาอาการหดเกร็งผิดปกติของกล้ามเนื้อจากสาเหตุต่าง ๆ
     
    ในปี ค.ศ. 1973 ดร.อลัน สก็อต จักษุแพทย์ ได้นำไปทดลองรักษาโรคตาเหล่ในลิงพบว่าได้ผลดี และในปี 1977 คณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐได้อนุญาตให้ใช้โบทูลินุมทอกซิน รักษาโรคตาเหล่ในมนุษย์ได้ ดร.สก็อต จึงได้ทดลองใช้ยาฉีดโบทูลินุมทอกซินชนิด A รักษาโรคตาเหล่ในคนและได้รายงานการรักษาในวารสารการแพทย์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1980 ต่อมาการใช้โบทูลินุมทอกซินรักษาภาวะตาเหล่ และภาวะกล้ามเนื้อตาหดเกร็งผิดปกติจึงแพร่หลายในกลุ่มจักษุแพทย์
     
    ในปี ค.ศ. 1980 และ ค.ศ. 1990 แพทย์ระบบประสาทได้ทดลองใช้โบทูลินุมทอกซินรักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง พบว่าได้ผลดี เช่น การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะส่วนคอ ภาวะการเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้ามเนื้อรอบปากและคาง อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ.1987 ดร.ยีนส์ คาร์รูเธอร์ จักษุแพทย์ชาวแคนาดาได้สังเกตเห็นว่า รอยย่นหัวคิ้วจะหายไปเมื่อฉีดโบทูลินุมทอกซินรักษาโรคตากะพริบค้าง และด้วยความที่สามีของเธอคือ ดร.อลาสเทีย คาร์รูเธอร์ เป็นแพทย์ผิวหนังทั้งสองท่านจึงได้ร่วมกันนำโบทูลินุมทอกซินมารักษารอยย่นบนใบหน้า เช่น รอยย่นบริเวณหัวคิ้ว รอยย่นบนหน้าผาก รอยตีนกา พบว่าได้ผลดี และรายงานผลการรักษาครั้งแรกในปี  ค.ศ. 1990 จึงเกิดกระแสนิยมใช้โบทูลิ นุมทอกซินในกลุ่มแพทย์สาขาโรคผิวหนังเพิ่มขึ้นมาก
     
    จากนั้นได้มีผู้ศึกษาและค้นพบประโยชน์ของโบทูลินุมทอกซินมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 1994 มีผู้สังเกตพบว่า ในบริเวณผิวหนังซึ่งฉีดโบทูลินุม ทอกซินรักษาภาวะใบหน้ากระตุกครึ่งซีก มีเหงื่อลดลง จึงนำโบทูลินุมทอกซินมารักษาภาวะเหงื่อออกมากกว่าปกติเฉพาะที่ เช่น รักแร้ ฝ่ามือ พบว่าได้ผลดี
     
    ในปัจจุบันโบทูลินุมทอกซิน ยังนำไปใช้รักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งผิดปกติอีกหลายโรค และโรคอื่น ๆ อีกหลายโรคก็กำลังทดลองใช้รักษา เช่น อาการสั่น ริดสีดวงทวาร โรคแผลที่ทวารหนัก ระบบประสาทกระเพาะปัสสาวะเสื่อม หรือโรคช้ำรั่ว และใช้รักษาอาการปวดในอวัยวะต่าง ๆ ปวดไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อศอกจากที่ยึดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อที่กระดูกข้อศอกด้านนอกอักเสบ
     
    รศ.พญ.พรทิพย์ กล่าวว่า โบทูลินุมทอกซินมี 7 ชนิดด้วยกัน คือ ชนิด A, B, C, D, E, F และ G โดยชนิด A จะมีฤทธิ์แรงสุด และใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าโบทูลินุมทอกซินมีวิวัฒนาการมานาน 30 ปีแล้ว จากเดิมเป็นสารพิษผลิตเป็นอาวุธชีวภาพ เพื่อทำลายมนุษยชาติและได้เปลี่ยนเป็นยาเพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง เช่น ตากะพริบค้าง โรคตาเข หรือตาเหล่ การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะส่วนคอ เช่น คอแข็ง
     
    โบทูลินุมทอกซินยังช่วยเด็กซึ่งทุพพลภาพเพราะกล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคสมองอักเสบ กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังนำไปรักษาอาการปวดเรื้อรังซึ่งยังไม่มีวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเส้นเอ็น ปวดศีรษะไมเกรน หรืออาการปวดศีรษะจากความเครียด โบทูลินุมทอกซินยังคลายการหดตัวของหูรูดของระบบทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะช่วยการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะดีขึ้น และในวิชาโรคผิวหนังโบทูลินุมทอกซินได้นำมาใช้รักษาริ้วรอยถ้าผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัด และกำลังพัฒนาเพื่อช่วยแก้ความบกพร่องของโครงสร้างใบหน้า อีกทั้งยังจะช่วยลดเหงื่อ และลดการสร้างน้ำลายได้
     
    ประเด็นที่หลายคนสนใจคือการฉีดโบทูลินุมทอกซินชนิด A เพื่อรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นนั้น รศ.พญ.พรทิพย์ อธิบายว่า จุดประสงค์ในการฉีดเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่ต้องการให้เกิดอัมพาตเหมือนเช่นการรักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง จึงใช้ปริมาณยาต่ำเพียง 1-6 หน่วยต่อจุด ดังนั้นปริมาณยาโดยรวมในการฉีดแต่ละครั้งจะแตกต่างกันตามความกว้างของพื้นที่ผิวหนังและจำนวนรอยย่นของผิวหนังแต่ละราย
     
    ยกตัวอย่างเช่น การรักษาริ้วรอยคิ้วขมวด รอยตีนกา ฉีดจุดละ 2.5-4 หน่วย ริ้วรอยหน้าผาก ฉีดตามร่องลึก จุดละ 2-4 หน่วย ทั้งนี้การฉีดโบทูลินุมทอกซินในบริเวณหน้าผากและหัวคิ้ว ซึ่งผิวหนังจะชิดติดกะโหลกให้แทงเข็มตรง ๆ จนเกือบถึงกะโหลกแล้วจึงเดินยา ส่วนการฉีดรอยตีนกาให้สอดเข็มฉีดใต้ชั้นไขมันพยายามหลีกเลี่ยงเลือดฝอย การฉีดยารอบดวงตาต้องฉีดให้ห่างจากขอบเบ้ากระดูกตาอย่างต่ำ 1 เซนติเมตร โดยแพทย์ควรศึกษากายวิภาคของกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวก่อน และการฉีดต้องใช้ขนาดยาเท่ากัน 2 ข้างเพื่อให้รูปหน้าซ้ายขวาเหมือนกัน การฉีดยาในปริมาณต่ำจะปลอดภัยกว่าและสามารถฉีดเพิ่มได้ภายหลัง
     
    ผลข้างเคียงของโบทูลินุมทอกซินพบน้อย เช่น อาการเจ็บบริเวณฉีด ผิวหนังเกิดรอยช้ำจากการฉีด มึนศีรษะหรือคลื่นไส้ แต่ถ้าใช้เข็มขนาดเล็กและฉีดอย่างระมัดระวังมักไม่เกิดปัญหาดังกล่าว แพทย์บางท่านนิยมใช้ประคบด้วยความเย็น แต่ไม่ควรขยี้บริเวณฉีดเพราะยาอาจกระจายออกนอกรอยฉีด หลังฉีดแนะนำให้ผู้ป่วยใช้กล้ามเนื้อดังกล่าว 2-3 ชั่วโมง เช่น ยิ้ม ขมวดคิ้ว หรือเลิก คิ้ว ฯลฯ จะช่วยให้ยาเข้าไปเกาะในเซลล์สะดวกขึ้น ก่อนฉีดควรถามประวัติการรับประทานยากลุ่มแอสไพริน หรือยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งจะทำให้เกิดรอยช้ำง่าย ให้หยุดยาดังกล่าว 7-10 วันก่อนฉีดโบทูลินุมทอกซิน
     
    ส่วนปัญหาแทรกซ้อนหลังการฉีดโบทูลินุมทอกซิน ที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการฉีดโบทูลินุมทอกซิน เช่น หนังตาตกพบได้หลังฉีดรักษารอยย่นของหน้าผากจะเกิดหลังฉีด 7-10 วันและอาการจะดีขึ้นใน 2-4 สัปดาห์ คิ้วตกการฉีดยารักษารอยย่นหน้าผาก ถ้าฉีดบริเวณใกล้หางคิ้วจะทำให้ไม่สามารถเลิกคิ้วได้ มุมปากบนห้อยลง ตาแห้ง การฉีดซ้ำหลาย ๆ ครั้งกล้ามเนื้ออาจลีบและเกิดพังผืดในกล้ามเนื้อ การเกิดภูมิต้านโบทูลินุมทอกซิน จากการศึกษาพบว่าถ้าฉีดในปริมาณมากกว่า 300 หน่วยทุกเดือนติดต่อกันจะทำให้เกิดสารต้านภูมิได้.

     

     

     

    [Top] [Tell Friend] [View Comment]
     

    Relating Article

    จุฬาฯ วิจัยวางยาสลบปลา พึ่งสมุนไพรไทยแทนยานำเข้า-ไร้สารตกค้าง
    “สธ.ห้วยกระเจา” ทึ่งยาสมุนไพร “หมอเณร” รักษาโรคร้ายได้ผล
    แพทย์เผยหญิงเสี่ยง ‘ไมเกรน’ กว่าชาย
    ครั้งแรกในโลกวิจัยตรวจ ‘มะเร็งท่อน้ำดี’ จากเลือด
    ป้องภัยแสงแดดให้ถูกวิธี

    Post Comment!

    ขื่อ: รหัสผ่าน: Hidden Post   ลงทะเบียนใหม่ 

    Create a new account!

    ขื่อ:

    รหัสผ่าน:

      Blog เป็นการใช้งานเว็บไซต์ของคุณแบบง่ายๆซึ่งคุณสามารถ
    โพสต์ข้อความหรือรูปภาพได้ทันทีและสามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

    หน้าแรกคอลัมน์  :  อัลบั้ม Bloger  :  รูปแบบ Bloger  :  บันเทิง : รู้จักจีน  :  ชีวิตประจำวัน  :  วิทยาศาสตร์และศิลป์  :  เกมส์ Bloger  
    นักประพันธ์ : ธุรกิจและการเงินกีฬา : ความรักพูดคุยทั่วไป : กระทู้ Bloger : ท่องเที่ยวรายวันบันทึกการทำงาน : สีสันชีวิต : My Blog !

    ค้นหา:

    All rights reserved. Privacy Policy - Terms of Service - Copyright Policy

    Copyright © 2005 blogth.com