ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนได้รู้จักพิษสงของเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินุม (Clostridium botulinum) ซึ่งปนเปื้อนหน่อไม้ปี๊บ ที่ชาวบ้าน อ.บ้านหลวง จ.น่าน นำมาจิ้มน้ำพริกกะปิจนหวิดสิ้นชื่อมาพอสมควรแล้ว คราวนี้ลองมาฟังการนำมาใช้ประโยชน์จาก รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขา ตจวิทยา (ผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.พญ.พรทิพย์ ซึ่งได้ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลในเรื่องนี้ อธิบายว่า คลอสตริเดียม โบทูลินุม เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโต พบทั่วไปในพื้นดิน สารพิษของเชื้อดังกล่าวทำให้เกิดอัมพาต หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ประเทศมหาอำนาจหลายประเทศจึงมีการสะสมพิษนี้ไปใช้เป็นอาวุธชีวภาพ
เชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินุมทำให้เกิดอาการในคนได้โดยการรับประทานอาหารกระป๋อง ซึ่งปนเปื้อนเชื้อ เรียกอาการโรคนี้ว่าโบทูลิซึม (botulism) อาการในระยะแรกปากจะแห้ง คลื่นไส้ อาเจียน เกิดตาพร่าเห็นเป็นสองภาพ ส่วนอาการในระยะหลังผู้ป่วยจะกลืนและพูดลำบาก หายใจไม่ออกเกิดอัมพาตของแขนขาและอาการอัมพาตของระบบประสาทอัตโนมัติจะเห็นเด่นชัดขึ้น เช่น ท้องอืด ถ่ายปัสสาวะไม่ออก และความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่า มีรายงานการติดเชื้อนี้จากรอยบาดแผลและทำให้เกิดอาการโบทูลิซึมได้แต่พบน้อย
ในสมัยโบราณสุขอนามัยของประชาชนยังไม่ดี โรคติดเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินุมจะพบระบาดประปรายในชุมชน มักพบอาการของโรคหลังรับประทานไส้กรอกซึ่งปนเปื้อนเชื้อ ในภาษาละติน botulus แปลว่า ไส้กรอกเสีย จึงเรียกชื่อโรคนี้ว่า โบทูลิซึม
ในปี ค.ศ. 1920 ดร.เฮอร์แมน ซอมเมอร์ ได้ตรวจพบพิษของคลอส ตริเดียม โบทูลินุม คือ โบทูลินุมทอกซิน (botulinum toxin หรือ BTX) และ ค.ศ. 1946 ดร.คาร์ล ลามานนา สามารถทำให้โบทูลินุมทอกซินตกตะกอนเป็นสารบริสุทธิ์ได้เป็นครั้งแรก ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คณะนักวิทยาศาสตร์และแพทย์กลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้ค้นคว้าหาสารพิษเพื่อผลิตเป็นอาวุธชีวภาพโดยได้ร่วมกันศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการประเทศสหรัฐและสามารถผลิตโบทูลิ นุมทอกซินได้จำนวนหนึ่ง ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งซึ่งร่วมทีมอยู่ในห้องปฏิบัติการได้ส่งโบทูลินุมทอกซินบางส่วนไปให้แพทย์ผู้สนใจจากหลายสถาบันทดลองใช้ เนื่องจากการศึกษาของเบอร์เกนและคณะในปี ค.ศ. 1949 พบว่า โบทูลินุมทอกซินจะปิดกั้นระบบประสาทสั่งการที่ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ทำให้แพทย์หลายท่านสนใจที่จะนำพิษนี้ไปรักษาอาการหดเกร็งผิดปกติของกล้ามเนื้อจากสาเหตุต่าง ๆ
ในปี ค.ศ. 1973 ดร.อลัน สก็อต จักษุแพทย์ ได้นำไปทดลองรักษาโรคตาเหล่ในลิงพบว่าได้ผลดี และในปี 1977 คณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐได้อนุญาตให้ใช้โบทูลินุมทอกซิน รักษาโรคตาเหล่ในมนุษย์ได้ ดร.สก็อต จึงได้ทดลองใช้ยาฉีดโบทูลินุมทอกซินชนิด A รักษาโรคตาเหล่ในคนและได้รายงานการรักษาในวารสารการแพทย์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1980 ต่อมาการใช้โบทูลินุมทอกซินรักษาภาวะตาเหล่ และภาวะกล้ามเนื้อตาหดเกร็งผิดปกติจึงแพร่หลายในกลุ่มจักษุแพทย์
ในปี ค.ศ. 1980 และ ค.ศ. 1990 แพทย์ระบบประสาทได้ทดลองใช้โบทูลินุมทอกซินรักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง พบว่าได้ผลดี เช่น การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะส่วนคอ ภาวะการเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้ามเนื้อรอบปากและคาง อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ.1987 ดร.ยีนส์ คาร์รูเธอร์ จักษุแพทย์ชาวแคนาดาได้สังเกตเห็นว่า รอยย่นหัวคิ้วจะหายไปเมื่อฉีดโบทูลินุมทอกซินรักษาโรคตากะพริบค้าง และด้วยความที่สามีของเธอคือ ดร.อลาสเทีย คาร์รูเธอร์ เป็นแพทย์ผิวหนังทั้งสองท่านจึงได้ร่วมกันนำโบทูลินุมทอกซินมารักษารอยย่นบนใบหน้า เช่น รอยย่นบริเวณหัวคิ้ว รอยย่นบนหน้าผาก รอยตีนกา พบว่าได้ผลดี และรายงานผลการรักษาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1990 จึงเกิดกระแสนิยมใช้โบทูลิ นุมทอกซินในกลุ่มแพทย์สาขาโรคผิวหนังเพิ่มขึ้นมาก
จากนั้นได้มีผู้ศึกษาและค้นพบประโยชน์ของโบทูลินุมทอกซินมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 1994 มีผู้สังเกตพบว่า ในบริเวณผิวหนังซึ่งฉีดโบทูลินุม ทอกซินรักษาภาวะใบหน้ากระตุกครึ่งซีก มีเหงื่อลดลง จึงนำโบทูลินุมทอกซินมารักษาภาวะเหงื่อออกมากกว่าปกติเฉพาะที่ เช่น รักแร้ ฝ่ามือ พบว่าได้ผลดี
ในปัจจุบันโบทูลินุมทอกซิน ยังนำไปใช้รักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งผิดปกติอีกหลายโรค และโรคอื่น ๆ อีกหลายโรคก็กำลังทดลองใช้รักษา เช่น อาการสั่น ริดสีดวงทวาร โรคแผลที่ทวารหนัก ระบบประสาทกระเพาะปัสสาวะเสื่อม หรือโรคช้ำรั่ว และใช้รักษาอาการปวดในอวัยวะต่าง ๆ ปวดไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อศอกจากที่ยึดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อที่กระดูกข้อศอกด้านนอกอักเสบ
รศ.พญ.พรทิพย์ กล่าวว่า โบทูลินุมทอกซินมี 7 ชนิดด้วยกัน คือ ชนิด A, B, C, D, E, F และ G โดยชนิด A จะมีฤทธิ์แรงสุด และใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าโบทูลินุมทอกซินมีวิวัฒนาการมานาน 30 ปีแล้ว จากเดิมเป็นสารพิษผลิตเป็นอาวุธชีวภาพ เพื่อทำลายมนุษยชาติและได้เปลี่ยนเป็นยาเพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง เช่น ตากะพริบค้าง โรคตาเข หรือตาเหล่ การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะส่วนคอ เช่น คอแข็ง
โบทูลินุมทอกซินยังช่วยเด็กซึ่งทุพพลภาพเพราะกล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคสมองอักเสบ กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังนำไปรักษาอาการปวดเรื้อรังซึ่งยังไม่มีวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเส้นเอ็น ปวดศีรษะไมเกรน หรืออาการปวดศีรษะจากความเครียด โบทูลินุมทอกซินยังคลายการหดตัวของหูรูดของระบบทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะช่วยการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะดีขึ้น และในวิชาโรคผิวหนังโบทูลินุมทอกซินได้นำมาใช้รักษาริ้วรอยถ้าผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัด และกำลังพัฒนาเพื่อช่วยแก้ความบกพร่องของโครงสร้างใบหน้า อีกทั้งยังจะช่วยลดเหงื่อ และลดการสร้างน้ำลายได้
ประเด็นที่หลายคนสนใจคือการฉีดโบทูลินุมทอกซินชนิด A เพื่อรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นนั้น รศ.พญ.พรทิพย์ อธิบายว่า จุดประสงค์ในการฉีดเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่ต้องการให้เกิดอัมพาตเหมือนเช่นการรักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง จึงใช้ปริมาณยาต่ำเพียง 1-6 หน่วยต่อจุด ดังนั้นปริมาณยาโดยรวมในการฉีดแต่ละครั้งจะแตกต่างกันตามความกว้างของพื้นที่ผิวหนังและจำนวนรอยย่นของผิวหนังแต่ละราย
ยกตัวอย่างเช่น การรักษาริ้วรอยคิ้วขมวด รอยตีนกา ฉีดจุดละ 2.5-4 หน่วย ริ้วรอยหน้าผาก ฉีดตามร่องลึก จุดละ 2-4 หน่วย ทั้งนี้การฉีดโบทูลินุมทอกซินในบริเวณหน้าผากและหัวคิ้ว ซึ่งผิวหนังจะชิดติดกะโหลกให้แทงเข็มตรง ๆ จนเกือบถึงกะโหลกแล้วจึงเดินยา ส่วนการฉีดรอยตีนกาให้สอดเข็มฉีดใต้ชั้นไขมันพยายามหลีกเลี่ยงเลือดฝอย การฉีดยารอบดวงตาต้องฉีดให้ห่างจากขอบเบ้ากระดูกตาอย่างต่ำ 1 เซนติเมตร โดยแพทย์ควรศึกษากายวิภาคของกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวก่อน และการฉีดต้องใช้ขนาดยาเท่ากัน 2 ข้างเพื่อให้รูปหน้าซ้ายขวาเหมือนกัน การฉีดยาในปริมาณต่ำจะปลอดภัยกว่าและสามารถฉีดเพิ่มได้ภายหลัง
ผลข้างเคียงของโบทูลินุมทอกซินพบน้อย เช่น อาการเจ็บบริเวณฉีด ผิวหนังเกิดรอยช้ำจากการฉีด มึนศีรษะหรือคลื่นไส้ แต่ถ้าใช้เข็มขนาดเล็กและฉีดอย่างระมัดระวังมักไม่เกิดปัญหาดังกล่าว แพทย์บางท่านนิยมใช้ประคบด้วยความเย็น แต่ไม่ควรขยี้บริเวณฉีดเพราะยาอาจกระจายออกนอกรอยฉีด หลังฉีดแนะนำให้ผู้ป่วยใช้กล้ามเนื้อดังกล่าว 2-3 ชั่วโมง เช่น ยิ้ม ขมวดคิ้ว หรือเลิก คิ้ว ฯลฯ จะช่วยให้ยาเข้าไปเกาะในเซลล์สะดวกขึ้น ก่อนฉีดควรถามประวัติการรับประทานยากลุ่มแอสไพริน หรือยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งจะทำให้เกิดรอยช้ำง่าย ให้หยุดยาดังกล่าว 7-10 วันก่อนฉีดโบทูลินุมทอกซิน
ส่วนปัญหาแทรกซ้อนหลังการฉีดโบทูลินุมทอกซิน ที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการฉีดโบทูลินุมทอกซิน เช่น หนังตาตกพบได้หลังฉีดรักษารอยย่นของหน้าผากจะเกิดหลังฉีด 7-10 วันและอาการจะดีขึ้นใน 2-4 สัปดาห์ คิ้วตกการฉีดยารักษารอยย่นหน้าผาก ถ้าฉีดบริเวณใกล้หางคิ้วจะทำให้ไม่สามารถเลิกคิ้วได้ มุมปากบนห้อยลง ตาแห้ง การฉีดซ้ำหลาย ๆ ครั้งกล้ามเนื้ออาจลีบและเกิดพังผืดในกล้ามเนื้อ การเกิดภูมิต้านโบทูลินุมทอกซิน จากการศึกษาพบว่าถ้าฉีดในปริมาณมากกว่า 300 หน่วยทุกเดือนติดต่อกันจะทำให้เกิดสารต้านภูมิได้.