|
|
|
You are here: Home>>คอลัมน์>>สุขภาพ>>Details |
|
อาชาบำบัด สัญชาตญาณอยู่รอดบนหลังม้า |
|
Last
update:2006-04-20 Source :Blog |
มนุษย์มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับม้าเป็นเวลา 5,000 กว่าปีแล้ว นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ม้ามีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมของมนุษย์เพราะม้าช่วยในการติดต่อสื่อสารและการเดินทาง ฯลฯ ที่สำคัญในอดีตม้ายังเป็นพาหะคู่ชีพของนักรบยามออกทำศึกสงครามอีกด้วย มาวันนี้ ดูเหมือนว่าบทบาทของม้าจะถูกแทนที่ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทว่า ความเป็นจริงแล้วม้ายังเป็นสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจ พร้อมจะหยิบยื่นมิตรภาพให้กับคนทุกชนชั้น ที่สำคัญยังมีคุณค่ามากขนาดที่สามารถช่วยให้ผู้ขี่ที่มีความผิดปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจมีพัฒนาการไปในแนวทางที่ดีขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า อาชาบำบัด หรือ ม้าบำบัด รศ.กรกฎ เห็นแสงวิไล อาจารย์ประจำภาควิชากายภาคบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เอ่ยถึงเรื่องนี้ว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า ศาสตร์แห่งการขี่ม้าเพื่อบำบัดรักษา หรือ Hippotherapy นั้น ชาวกรีกเคยใช้เพื่อรักษาเยียวยาจิตวิญญาณของผู้ป่วยอาการหนักมาตั้งแต่อดีตกาลแล้วก่อนที่จะเริ่มได้รับการยอมรับและนำไปใช้เป็นเสมือนเครื่องมือในการบำบัดรักษา ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของนักกายภาพบำบัด จนเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา สำหรับในประเทศไทยเพิ่งจะนำวิธีการรักษานี้มาใช้กับผู้ป่วยได้ไม่นานและยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก อาจเป็นด้วยเหตุผลที่เป็นวิธีการรักษารูปแบบใหม่และยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
|
ส่วนวิธีการรักษานั้น รศ. กรกฎ อธิบายว่า จะให้ผู้ป่วยทำการขี่ม้าเพราะม้าช่วยในเรื่องของการทรงตัวได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ควบคุมและผู้เชี่ยวชาญทางด้านม้าโดยตรง ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่ทำการสำรวจเรื่องของการใช้ม้าบำบัดรักษาอาการป่วย ผลสรุปคือสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ และผู้ป่วยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่การบำบัดด้วยวิธีการดังกล่าวไม่ใช่การนำมารักษาหรือเป็นคำตอบของผู้ป่วยทุกเรื่อง ทั้งนี้จะใช้ได้ดีหรือได้ผลมากกับเด็กพิเศษที่มีความผิดปกติทางด้านระบบการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ เช่น โรคสมองพิการหรือที่บางคนเรียกกันสั้นๆว่าโรค CP ซึ่งย่อมาจาก Cerebral Palsy ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ลำตัวจะมีอาการเกร็งทั้งตัวไม่สามารถเดินได้ปกติ บางคนมีการทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน การทรงตัวและการเคลื่อนไหวผิดปกติ ตลอดจนร่างกายมีการทำงานที่ไม่สมมาตรกัน รวมถึงเด็กที่มีกระดูกสันหลังคด เป็นอัมพาตครึ่งท่อนหรือในเด็กออทิสติกที่มีปัญหาทางด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย รศ.กรกฎอธิบายด้วยว่าในการบำบัดนั้น เมื่อเด็กขึ้นไปอยู่บนหลังม้า เด็กที่มีปัญหาในเรื่องการทรงตัว ก็จะสามารถจัดท่าร่างกายให้สมมาตรกันมากขึ้น เด็กที่มีความตึงตัวของกล้ามเนื้อผิดปกติก็จะช่วยลดอาการเกร็งลงมาได้มาก โดยร่างกายจะมีการปรับตัวเองเป็นเหมือนกลไกอัตโนมัติหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสัญชาตญาณความอยู่รอดของมนุษย์ที่พยายามจะรักษาสมดุลของตัวเองไม่ให้ตกลงมาจากหลังม้าก็เป็นได้ ทั้งนี้ การใช้ม้าในการช่วยบำบัดปัญหาของเด็กเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องเตรียมสภาพเด็กให้เหมาะสม ต้องเข้าใจสภาพปัญหาของเด็กในภาวะต่างๆ ในเด็กบางรายที่มีอาการกระตุกมากๆ ก็ไม่ควรใช้วิธีการนี้ในการรักษาเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายกับเด็กได้ขณะทำการขี่ม้า ดังนั้น เราจำต้องดูความเหมาะสมและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆประกอบ ด้วย ทางด้านของเด็กพิเศษหรือเด็ก ออทิสติกที่มีปัญหาและได้ใช้วิธีการดังกล่าวมาช่วยในการบำบัดรักษาและได้ผลการตอบสนองหรือพัฒนาการที่ดีขึ้นนั้น น้องแบงค์ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเด็กออทิสติกที่มีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด อรทัย ด่านดอน คุณแม่ของน้องแบงค์เล่าว่า ตอนก่อนมาขี่ม้าน้องแบงค์จะซนไม่ค่อยอยู่นิ่งและค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้ามากคือเขาจะพูดกับแม่คนเดียว ถ้าเป็นคนอื่นเขาจะไม่สนใจเลยแต่พอมาขี่ม้าได้แค่ 4-5 ครั้งก็เริ่มเห็นได้ว่าเขาจะนิ่งขึ้น รู้จักควบคุมตนเอง และมีความกล้ามากขึ้นไม่กลัวที่จะเข้าหาคนอื่นนักในช่วงแรกที่เขาขี่ม้าเราต้องอยู่ข้างๆช่วยจับ แต่พอหลังจากนั้นเมื่อทำบ่อยขึ้นเขาก็จะกล้าและสามารถขี่ม้าได้เอง
|
ส่วนพัฒนาการในด้านอื่นๆก็ดีขึ้นด้วย เช่น อารมณ์ของเขาจะดีขึ้นสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีสามารถเข้ากับคนอื่นได้ และอยากที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีมาก อรทัย ยังอธิบายว่า พัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ทำกิจกรรมกับเด็กด้วย โดยเฉพาะพ่อแม่ซึ่งจะเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่าลูกของตนควรจะได้รับการพัฒนา หรือช่วยกระตุ้นส่งเสริมทางด้านใดบ้าง และเมื่อมาทำกิจกรรมแต่ ละครั้งก็ต้องบันทึกพฤติกรรมความเปลี่ยนแปลงของลูกตนเอาไว้ด้วยไม่ว่าจะในด้านใดก็ตามเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาลูกของเราต่อไป อรทัยได้ฝากทิ้งท้ายว่าอยากให้มีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง มีการส่งเสริมศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาการเด็กในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เด็กพิเศษได้มีโอกาสในการบำบัดรักษาและส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้เด็กเหล่านี้ต่อไปด้วย สำหรับในเรื่องของการควบคุมดูแลเด็กเหล่านี้ รวมไปถึงการดูแลทางด้านความปลอดภัย ด.ต. มิตรชัย โสดา เจ้าหน้าที่กองกำกับการตำรวจม้า (191) กล่าวว่า เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกองกำกับการโดยตรง ซึ่งหน่วยงานเราเกิดขึ้นมาภายใต้การกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานเพื่อสังคม โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ประกอบกับทางกก.4(ตำรวจม้า) ได้รับแรงบันดาลใจจากที่เคยดำเนินการสอนคุณพุ่ม เจนเซ่น ขี่ม้าและทำการบำบัด ตามรับสั่งของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของเรา ทั้งนี้ภายใต้การดูแลของเราจะถือว่าการปฏิบัติภารกิจใดก็ตามจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสถานภาพมีความบกพร่องทางด้านใดเราก็จะให้ความสำคัญเท่าเทียมกันเสมอ ด.ต. มิตรชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า กับเด็กออทิสติกที่มีข้อบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญาเราจะมีการคัดม้าเล็กๆ มาฝึกประกอบกับต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์และทำการฝึกฝนม้าจากผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างดี โดยจะมีวิทยากรมาให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ ก่อนที่จะทำการบำบัดนั้นเราต้องปรึกษากับผู้ปกครองถึงสภาพปัญหาและพฤติกรรมของเด็กโดยตรงเพื่อการบำบัดและควบคุมดูแลอย่างเหมาะสม เราต้องมีการฝึกม้าให้ดีทำทุกอย่างให้เด็กคุ้นเคยกับเรา เด็กที่เข้ามาบำบัดครั้งแรกๆจะรู้สึกกลัวและไม่กล้าเราต้องคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด เมื่อหลายครั้งเข้า เด็กจะมีพัฒนาการและสามารถขี่ม้าได้คนเดียวอาการเกร็งก็หายไป ด.ต.มิตรชัยระบุว่า การขี่ม้าสามารถช่วยเด็กได้ โดยเมื่อเด็กอยู่บนหลังม้าจะช่วยรักษาสมดุล ประกอบกับจะรักษาสมดุลของร่างกายเนื่องจากจังหวะการเดินของม้ามีลักษณะคล้ายคน ในเด็กที่มีอาการเกร็งมาก อ่อนแรง ในเด็กพวกนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้ออยู่ในภาวะปกติ มีความสมดุลของร่างกายดีมาก นอกจากนี้พัฒนาการทางด้านอื่นๆก็ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถใช้บริการหน่วยงานต่างๆได้ที่ 1.แคมป์ขี่ม้าและศูนย์กีฬาแห่งแม่น้ำแคว สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร 034-512-733 และ 034-624-675 2. กองกำกับการ 4 (ตำรวจม้า) บก.ตปพ. ถนน บางบอน ซอย เอกมัย 111 ปัจจุบันเปิดให้บริการฟรีแก่เด็กพิเศษที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบกระดูก กล้ามเนื้อและสติปัญญา โดยเฉพาะเด็กออทิสติก ทุกวันอังคาร ตั้งแต่ 9.00-12.00น. 3. ชมรมบ้านสุขภาพของดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุวงศ์ โทร 038-880678 4. คณะสัตวแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับภาควิชากายภาพบำบัด เปิดให้บริการทุกวันเสาร์ เวลา 7.00น. มีทั้งอาจารย์และนักศึกษามาเป็นอาสาสมัครในการทำกิจกรรมนี้
| | |
|