ขื่อ:

รหัสผ่าน:

ลืมรหัสผ่าน?Email:

 อัลบั้ม Bloger - Blogth: Create your Blog Now -- Blog Thailand -- Free! -- blogth.com

หน้าแรกคอลัมน์  :  อัลบั้ม Bloger  :  รูปแบบ Bloger  :  บันเทิง : รู้จักจีน  :  ชีวิตประจำวัน  :  วิทยาศาสตร์และศิลป์  :  เกมส์ Bloger  
นักประพันธ์ : ธุรกิจและการเงินกีฬา : ความรักพูดคุยทั่วไป : กระทู้ Bloger : ท่องเที่ยวรายวันบันทึกการทำงาน : สีสันชีวิต : My Blog !

ค้นหา:

Relating Article
2 วิธีแก้นอนกรน/ผศ.นพ.ปารย
โทรศัพท์มือถือก่อภัยโรงพยา
ให้อาบน้ำยาต้านไวรัสธนบัตร
สหประชาชาติยกย่องประเทศไทย
หวังใช้อาหารเปลี่ยนนิสัยใจ
สธ.ตรวจสุขภาพเด็กฟรี เทิดพร
สารพัดประโยชน์กับ "ว่านหางจ
EMS Rally ฝึกปฏิบัติการกู้
เกิดโรคใหม่ยุคสมัยคอมพิวเต
โทรศัพท์มือถือก่อภัยโรงพยา

Hot Article
วัยรุ่นสะท้อนปัญหา “เพศ” ยิ
อายุ 40 ระวังข้อเข่าเสื่อม
ผ่าตัดลดเต้าเด็กวัย 13 ผ่าน
เด็ก 13 ปี พอใจเต้าเล็กลงหล
เอกชนไทยสนใจธนาคารรก สำหรับ
สธ.แจงลายเซ็นเพี้ยนในสัญญาร
ถอย!กลับไปทำฟันประกันสังคม
สุขภาพจิตคนไทยทรุดพบมีปัญห
สวยปิ๊ง...โดนใจ...ใช่เลย..
“พินิจ” รับ 30 บาทจุดอ่อนเพ

Relating Categories
  • นักเขียนชื่อดัง
  • นิยาย
  • กลอน
  • คุยทั่วไป
  • เพื่อนๆ
  • ท่องเที่ยว
  • ข่าวดารา
  • ดูหนังฟังเพลง
  • วิจารณ์
  • Cheap Hotels Booking

    Cheap  Hosting in  Thailand

    Thai search engine

       You are here: Home>>คอลัมน์>>สุขภาพ>>Details

    อาชาบำบัด สัญชาตญาณอยู่รอดบนหลังม้า

    Last update:2006-04-20 Source :Blog

     
                  มนุษย์มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับม้าเป็นเวลา 5,000 กว่าปีแล้ว นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ม้ามีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมของมนุษย์เพราะม้าช่วยในการติดต่อสื่อสารและการเดินทาง ฯลฯ ที่สำคัญในอดีตม้ายังเป็นพาหะคู่ชีพของนักรบยามออกทำศึกสงครามอีกด้วย
           
     
           มาวันนี้ ดูเหมือนว่าบทบาทของม้าจะถูกแทนที่ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทว่า ความเป็นจริงแล้วม้ายังเป็นสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจ พร้อมจะหยิบยื่นมิตรภาพให้กับคนทุกชนชั้น ที่สำคัญยังมีคุณค่ามากขนาดที่สามารถช่วยให้ผู้ขี่ที่มีความผิดปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจมีพัฒนาการไปในแนวทางที่ดีขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า “อาชาบำบัด” หรือ “ม้าบำบัด”
            
           รศ.กรกฎ เห็นแสงวิไล อาจารย์ประจำภาควิชากายภาคบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เอ่ยถึงเรื่องนี้ว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า ศาสตร์แห่งการขี่ม้าเพื่อบำบัดรักษา หรือ “Hippotherapy “ นั้น ชาวกรีกเคยใช้เพื่อรักษาเยียวยาจิตวิญญาณของผู้ป่วยอาการหนักมาตั้งแต่อดีตกาลแล้วก่อนที่จะเริ่มได้รับการยอมรับและนำไปใช้เป็นเสมือนเครื่องมือในการบำบัดรักษา ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของนักกายภาพบำบัด จนเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา
            
           สำหรับในประเทศไทยเพิ่งจะนำวิธีการรักษานี้มาใช้กับผู้ป่วยได้ไม่นานและยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก อาจเป็นด้วยเหตุผลที่เป็นวิธีการรักษารูปแบบใหม่และยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
            

     
                  ส่วนวิธีการรักษานั้น รศ. กรกฎ อธิบายว่า จะให้ผู้ป่วยทำการขี่ม้าเพราะม้าช่วยในเรื่องของการทรงตัวได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ควบคุมและผู้เชี่ยวชาญทางด้านม้าโดยตรง ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่ทำการสำรวจเรื่องของการใช้ม้าบำบัดรักษาอาการป่วย ผลสรุปคือสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ และผู้ป่วยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่การบำบัดด้วยวิธีการดังกล่าวไม่ใช่การนำมารักษาหรือเป็นคำตอบของผู้ป่วยทุกเรื่อง ทั้งนี้จะใช้ได้ดีหรือได้ผลมากกับเด็กพิเศษที่มีความผิดปกติทางด้านระบบการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ เช่น โรคสมองพิการหรือที่บางคนเรียกกันสั้นๆว่าโรค CP ซึ่งย่อมาจาก “Cerebral Palsy”
           

           ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ลำตัวจะมีอาการเกร็งทั้งตัวไม่สามารถเดินได้ปกติ บางคนมีการทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน การทรงตัวและการเคลื่อนไหวผิดปกติ ตลอดจนร่างกายมีการทำงานที่ไม่สมมาตรกัน รวมถึงเด็กที่มีกระดูกสันหลังคด เป็นอัมพาตครึ่งท่อนหรือในเด็กออทิสติกที่มีปัญหาทางด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย
            
           รศ.กรกฎอธิบายด้วยว่าในการบำบัดนั้น เมื่อเด็กขึ้นไปอยู่บนหลังม้า เด็กที่มีปัญหาในเรื่องการทรงตัว ก็จะสามารถจัดท่าร่างกายให้สมมาตรกันมากขึ้น เด็กที่มีความตึงตัวของกล้ามเนื้อผิดปกติก็จะช่วยลดอาการเกร็งลงมาได้มาก โดยร่างกายจะมีการปรับตัวเองเป็นเหมือนกลไกอัตโนมัติหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสัญชาตญาณความอยู่รอดของมนุษย์ที่พยายามจะรักษาสมดุลของตัวเองไม่ให้ตกลงมาจากหลังม้าก็เป็นได้
            
           ทั้งนี้ การใช้ม้าในการช่วยบำบัดปัญหาของเด็กเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องเตรียมสภาพเด็กให้เหมาะสม ต้องเข้าใจสภาพปัญหาของเด็กในภาวะต่างๆ ในเด็กบางรายที่มีอาการกระตุกมากๆ ก็ไม่ควรใช้วิธีการนี้ในการรักษาเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายกับเด็กได้ขณะทำการขี่ม้า ดังนั้น เราจำต้องดูความเหมาะสมและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆประกอบ ด้วย
            
           ทางด้านของเด็กพิเศษหรือเด็ก “ออทิสติก”ที่มีปัญหาและได้ใช้วิธีการดังกล่าวมาช่วยในการบำบัดรักษาและได้ผลการตอบสนองหรือพัฒนาการที่ดีขึ้นนั้น น้องแบงค์ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเด็ก”ออทิสติก”ที่มีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด
           
           อรทัย ด่านดอน คุณแม่ของน้องแบงค์เล่าว่า ตอนก่อนมาขี่ม้าน้องแบงค์จะซนไม่ค่อยอยู่นิ่งและค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้ามากคือเขาจะพูดกับแม่คนเดียว ถ้าเป็นคนอื่นเขาจะไม่สนใจเลยแต่พอมาขี่ม้าได้แค่ 4-5 ครั้งก็เริ่มเห็นได้ว่าเขาจะนิ่งขึ้น รู้จักควบคุมตนเอง และมีความกล้ามากขึ้นไม่กลัวที่จะเข้าหาคนอื่นนักในช่วงแรกที่เขาขี่ม้าเราต้องอยู่ข้างๆช่วยจับ แต่พอหลังจากนั้นเมื่อทำบ่อยขึ้นเขาก็จะกล้าและสามารถขี่ม้าได้เอง

     
                  ส่วนพัฒนาการในด้านอื่นๆก็ดีขึ้นด้วย เช่น อารมณ์ของเขาจะดีขึ้นสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีสามารถเข้ากับคนอื่นได้ และอยากที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีมาก
            
           
           อรทัย ยังอธิบายว่า พัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ทำกิจกรรมกับเด็กด้วย โดยเฉพาะพ่อแม่ซึ่งจะเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่าลูกของตนควรจะได้รับการพัฒนา หรือช่วยกระตุ้นส่งเสริมทางด้านใดบ้าง และเมื่อมาทำกิจกรรมแต่ ละครั้งก็ต้องบันทึกพฤติกรรมความเปลี่ยนแปลงของลูกตนเอาไว้ด้วยไม่ว่าจะในด้านใดก็ตามเพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาลูกของเราต่อไป
            
           อรทัยได้ฝากทิ้งท้ายว่า“อยากให้มีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง มีการส่งเสริมศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาการเด็กในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เด็กพิเศษได้มีโอกาสในการบำบัดรักษาและส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้เด็กเหล่านี้ต่อไปด้วย
            
           สำหรับในเรื่องของการควบคุมดูแลเด็กเหล่านี้ รวมไปถึงการดูแลทางด้านความปลอดภัย ด.ต. มิตรชัย โสดา เจ้าหน้าที่กองกำกับการตำรวจม้า (191) กล่าวว่า เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกองกำกับการโดยตรง ซึ่งหน่วยงานเราเกิดขึ้นมาภายใต้การกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานเพื่อสังคม โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
           
           ประกอบกับทางกก.4(ตำรวจม้า) ได้รับแรงบันดาลใจจากที่เคยดำเนินการสอนคุณพุ่ม เจนเซ่น ขี่ม้าและทำการบำบัด ตามรับสั่งของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของเรา ทั้งนี้ภายใต้การดูแลของเราจะถือว่าการปฏิบัติภารกิจใดก็ตามจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสถานภาพมีความบกพร่องทางด้านใดเราก็จะให้ความสำคัญเท่าเทียมกันเสมอ
            
           ด.ต. มิตรชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า กับเด็กออทิสติกที่มีข้อบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญาเราจะมีการคัดม้าเล็กๆ มาฝึกประกอบกับต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์และทำการฝึกฝนม้าจากผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างดี โดยจะมีวิทยากรมาให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ ก่อนที่จะทำการบำบัดนั้นเราต้องปรึกษากับผู้ปกครองถึงสภาพปัญหาและพฤติกรรมของเด็กโดยตรงเพื่อการบำบัดและควบคุมดูแลอย่างเหมาะสม
           
           “เราต้องมีการฝึกม้าให้ดีทำทุกอย่างให้เด็กคุ้นเคยกับเรา เด็กที่เข้ามาบำบัดครั้งแรกๆจะรู้สึกกลัวและไม่กล้าเราต้องคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด เมื่อหลายครั้งเข้า เด็กจะมีพัฒนาการและสามารถขี่ม้าได้คนเดียวอาการเกร็งก็หายไป”
           
           ด.ต.มิตรชัยระบุว่า การขี่ม้าสามารถช่วยเด็กได้ โดยเมื่อเด็กอยู่บนหลังม้าจะช่วยรักษาสมดุล ประกอบกับจะรักษาสมดุลของร่างกายเนื่องจากจังหวะการเดินของม้ามีลักษณะคล้ายคน ในเด็กที่มีอาการเกร็งมาก อ่อนแรง ในเด็กพวกนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้ออยู่ในภาวะปกติ มีความสมดุลของร่างกายดีมาก นอกจากนี้พัฒนาการทางด้านอื่นๆก็ดีขึ้นด้วย
            
           ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถใช้บริการหน่วยงานต่างๆได้ที่ 1.แคมป์ขี่ม้าและศูนย์กีฬาแห่งแม่น้ำแคว สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร 034-512-733 และ 034-624-675 2. กองกำกับการ 4 (ตำรวจม้า) บก.ตปพ. ถนน บางบอน ซอย เอกมัย 111 ปัจจุบันเปิดให้บริการฟรีแก่เด็กพิเศษที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบกระดูก กล้ามเนื้อและสติปัญญา โดยเฉพาะเด็กออทิสติก ทุกวันอังคาร ตั้งแต่ 9.00-12.00น. 3. ชมรมบ้านสุขภาพของดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุวงศ์ โทร 038-880678 4. คณะสัตวแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับภาควิชากายภาพบำบัด เปิดให้บริการทุกวันเสาร์ เวลา 7.00น. มีทั้งอาจารย์และนักศึกษามาเป็นอาสาสมัครในการทำกิจกรรมนี้

     

     

     

    [Top] [Tell Friend] [View Comment]
     

    Relating Article

    2 วิธีแก้นอนกรน/ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน
    โทรศัพท์มือถือก่อภัยโรงพยาบาล เป็นตัวการแพร่เชื้อโรคติดต่อกั
    ให้อาบน้ำยาต้านไวรัสธนบัตร เพื่อสกัดกั้นโรคระบาดอยู่หมัด
    สหประชาชาติยกย่องประเทศไทย แก้ไขปัญหาไข้หวัดนกระบาด
    หวังใช้อาหารเปลี่ยนนิสัยใจคอ คนกินของดีๆ ทำให้เป็นสุภาพบุรุษ

    Post Comment!

    ขื่อ: รหัสผ่าน: Hidden Post   ลงทะเบียนใหม่ 

    Create a new account!

    ขื่อ:

    รหัสผ่าน:

      Blog เป็นการใช้งานเว็บไซต์ของคุณแบบง่ายๆซึ่งคุณสามารถ
    โพสต์ข้อความหรือรูปภาพได้ทันทีและสามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

    หน้าแรกคอลัมน์  :  อัลบั้ม Bloger  :  รูปแบบ Bloger  :  บันเทิง : รู้จักจีน  :  ชีวิตประจำวัน  :  วิทยาศาสตร์และศิลป์  :  เกมส์ Bloger  
    นักประพันธ์ : ธุรกิจและการเงินกีฬา : ความรักพูดคุยทั่วไป : กระทู้ Bloger : ท่องเที่ยวรายวันบันทึกการทำงาน : สีสันชีวิต : My Blog !

    ค้นหา:

    All rights reserved. Privacy Policy - Terms of Service - Copyright Policy

    Copyright © 2005 blogth.com