|
|
|
You are here: Home>>คอลัมน์>>สุขภาพ>>Details |
|
เตือนหนุ่ม-สาวหน้าใส |
|
Last
update:2006-04-24 Source :Blog |
|
ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ อาจารย์พิเศษศูนย์ผิวหนัง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เตือนสาวหน้าใสระวังอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังว่าจะรักษาด้วยวิธีใดจึงจะเหมาะกับสภาพผิวของตน ไม่ว่าจะเป็น เลเซอร์ ฉายแสง คลื่นเสียง และคลื่นวิทยุ ฯลฯ ควรให้แพทย์ผิวหนังพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น
หากมีปัญหาสิว แพทย์จะสอบถามและตรวจว่าเป็นสิวชนิดใด มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาทา ยากิน กดสิว เจาะสิว ฉีดยาเข้าที่หัวสิวหรือไม่ หากมีการอุดตันของสิว ก็อาจเลือกใช้การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ หรือ AHA (Alpha Hydroxy Acid) หรือ BHA (Beta Hydroxy Acid) เพื่อช่วยผลัดผิวเก่าชั้นบนให้หลุดลอกเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการอุดตันของสิว หรืออาจใช้วิธีการลอกหน้าด้วยสารอื่นที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความลึกของผิวที่ต้องการลอก ตามการวิเคราะห์ของแพทย์
นอกจากนี้ แพทย์อาจใช้เครื่องมือเพื่อช่วยผลักยาหรือสารบำรุงเข้าสู่ผิวด้วยการทำไอออนโตโฟรีซิส (Iontophoresis) หรือโฟโนโฟรีซิส (Phonophoresis or Ultrasound) สำหรับผู้ที่เป็นสิวมากจนเกิดหลุมสิว แพทย์อาจพิจารณาให้ขัดผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (MD หรือ Microdermabrasion) เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนๆ ไม่มีบาดแผล และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้หลุมสิว
ส่วนเครื่องกรอแบบ Microdermabrasion ค่อยๆ กระตุ้น โดยต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังมีการใช้แสงเลเซอร์ มาช่วยในการรักษาสิวโดยตรงหรือช่วยรอยแดงจากสิว สำหรับการรักษาสิวด้วย Blue Light เป็นการฉายแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะที่สามารถลดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว (P.Acne) แต่คนไข้ต้องมาทำบ่อย สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยอาการสิวจะดีขึ้นเมื่อฉายแสงไปแล้ว 8-10 ครั้ง
แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีในการรักษาผิวหน้าจะก้าวหน้าไปเพียงใด การดูแลตัวเองก็ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงสุรา บุหรี่และแสงแดดจัด รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องสำอางที่เหมาะสมกับสภาพผิว | | |
|