นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก พัฒนายาเม็ด ที่สามารถควบคุมเวลา ปลดปล่อยฤทธิ์ยา ได้ตามต้องการ เหมาะใช้รักษาโรค ที่ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ระบุเป็นระบบนำส่งยารูปแบบใหม่ในไทย ที่พัฒนาด้วยเทคนิคไม่ซับซ้อน
ผศ.ดร.ศรีสกุล สังข์ทองจีน นักวิจัยจากโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) เปิดเผยถึงผลงานวิจัยเรื่อง การพัฒนายาเม็ดพัลสะไทล์ที่ประกอบด้วยชั้นเคลือบพองตัวและแตกได้ ว่า ระบบนำส่งยาพัลสะไทล์เป็นระบบนำส่งยาที่สามารถปลดปล่อยตัวยาได้อย่างรวดเร็วในเวลาที่กำหนด เหมาะสำหรับรักษาโรค ที่ความรุนแรงของอาการขึ้นกับช่วงเวลา เช่น โรคความดันโลหิตสูง หอบหืด ไข้ข้ออักเสบ ซึ่งมักเกิดอาการรุนแรงในช่วงเช้ามืด
"ระบบนำส่งยาพัลสะไทล์จะช่วยควบคุมเวลา ในการปลดปล่อยตัวยาตามกำหนดได้ เช่น หลังจากรับประทานยาไปแล้ว 1, 2, 4 หรือ 6 ชั่วโมง ตัวยาจึงจะออกฤทธิ์ ฉะนั้น หากผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงในช่วงเช้ามืดรับประทานยาก่อนนอน ยาจะไปแตกตัวและออกฤทธิ์ป้องกันอาการดังกล่าวได้ทันทีในช่วงเช้ามืด" นักวิจัย คปก.กล่าว
สำหรับระบบนำส่งยาทั่วไปจะปลดปล่อยตัวยาออกมาช้าๆ และสม่ำเสมอ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อยาบางกลุ่มถูกดูดซึมได้ดี เฉพาะบางตำแหน่งในทางเดินอาหาร หรือยาที่ค่าอัตราการเสื่อมสลายของตัวยาที่ตับสูง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของตัวยาลดลง เช่นเดียวกับยาที่ใช้สำหรับรักษาโรคที่ความรุนแรงของอาการขึ้นกับช่วงเวลา ตัวยาเหล่านี้จึงจำเป็นต้องใช้ระบบนำส่งยา ที่สามารถปลดปล่อยยาออกมาได้อย่างรวดเร็วในเวลาที่เหมาะสม
ผศ.ดร.ศรีสกุล กล่าวอีกว่า ระบบนำส่งยาที่ควบคุมการปลดปล่อยได้นั้น มักป็นการนำส่งยาหน่วยเดียวหรือหลายหน่วย โดยเทคนิคอยู่ที่การออกแบบเม็ดยาเป็นสามชั้น ได้แก่ ยาเม็ดแกน (อยู่ชั้นในสุด) ชั้นเคลือบพองตัวได้และชั้นเคลือบแตกได้ (อยู่ชั้นนอกสุด)
โดยการทดลองพบว่า หลังจากรับประทานยาเม็ดพัลสะไทล์เข้าสู่ร่างกายแล้ว ของเหลวจากทางเดินอาหารจะซึมผ่านชั้นเคลือบแตกได้เข้าไป ทำให้ชั้นเคลือบเกิดการพองตัวและแตกออก มีผลให้ยาที่อยู่ในยาเม็ดแกนถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็วตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ด้านการกำหนดเวลาให้ยาเม็ดแตกตัว หลังเข้าสู่ร่างกายแล้วนั้น อยู่ที่การปรับเปลี่ยนปัจจัยต่างๆ อาทิ ส่วนประกอบของยาเม็ดแกนและความหนาของชั้นเคลือบทั้งสอง เป็นต้น
ระบบนำส่งยาพัลสะไทล์ยังไม่มีการศึกษาและพัฒนาในไทย และที่สำคัญเราสามารถพัฒนาระบบนำส่งยาด้วยวิธีการเตรียมที่ไม่ยุ่งยาก เป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วไป ทั้งการตอกยาเม็ด เคลือบยา นอกจากนี้วัตถุดิบที่ใช้ก็มีความปลอดภัยสูง ไม่แพง เพราะใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในอุตสาหกรรมการผลิตยา เจ้าของงานวิจัยให้รายละเอียด