เคยได้ยินแต่ธนาคารเลือด ธนาคารอสุจิ หรือแม้แต่ธนาคารตัวอ่อนมนุษย์ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ไทยจะมี 'ธนาคารแอนติบอดีมนุษย์ สำหรับผลิตเซรุ่มแก้พิษงู หรือแม้แต่รักษาโรคร้ายอื่นๆ โดยไม่ต้องไปพึ่ง แอนติบอดีจากสัตว์ และขจัดปัญหาขาดแคลน เซรุ่มแก้พิษอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญแอนติบอดีจากคน จะไม่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ จนถึงขั้นเสียชีวิต หรือไตวายเหมือนที่ได้จากสัตว์
เกษม กุลแก้ว นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของงานวิจัยเรื่องการสร้างโมเลกุลแอนติบอดีของมนุษย์ที่สามารถลบล้างพิษงูเห่าไทย อธิบายถึงข้อดีของแอนติบอดีมนุษย์ว่า
'โดยปกติการรักษาผู้ถูกงูกัด จะใช้เซรุ่มแก้พิษงูที่ได้มาจากม้า ซึ่งมีข้อจำกัดหลายอย่าง เริ่มแรกกว่าจะได้เซรุ่มจากม้าต้องใช้เวลากระตุ้นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 6 เดือน และม้าแต่ละตัวสามารถเจาะเลือดได้เพียง 1 ลิตร โดยน้ำเลือดที่มีแอนติบอดีที่เป็นภูมิต้านทานพิษงูมีไม่ถึง 500 ซีซี ต้องนำมาทำให้บริสุทธิ์อีก ทำให้เหลือมากสุด 5 ซีซี และยังเป็นภูมิคุ้มกันต่อพิษงูได้แค่ 1 ชนิดเท่านั้น'
เท่ากับว่าหากต้องการเซรุ่มแก้พิษงูหลายชนิด จะต้องเลี้ยงม้าหลายตัวเพื่อให้แต่ละตัวผลิตแอนติบอดีจำเพาะต่อพิษงูชนิดนั้นๆ และจากสถิติที่ผ่านมาพบอัตราการเสียชีวิตในคนมากถึง 20% เนื่องจากภาวะแพ้เซรุ่มที่ได้จากม้า หรือเสี่ยงต่อภาวะไตวาย
ด้วยเหตุนี้ นักศึกษา คปก. จึงคิดค้นวิธีผลิตเซรุ่มแก้พิษงู หรือแอนติบอดีที่ไม่ต้องพึ่งม้า แต่ใช้โมเลกุลแอนติบอดีจากมนุษย์แทน โดยใช้วิธีที่เรียกว่า ฟาจดิสเพลย์ (Phage Display) หรือการจำลองแบบเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโพซัยท์บี (Blymphocytes หรือ B cells) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตโมเลกุลแอนติบอดีที่เป็นภูมิต้านทานต่อสิ่งแปลกปลอมได้มากถึง 1 ล้านล้านชนิด ให้ออกมาอยู่นอกร่างกาย และเตรียมเก็บไว้ในหลอดเล็กๆ แช่แข็งไว้ในห้องปฏิบัติการ
ขั้นตอนการสร้างโมเลกุลแอนติบอดีมนุษย์นั้น จะเริ่มด้วยการผลิตฟาจขึ้นมาก่อน โดยฟาจในที่นี้จะหมายถึงไวรัสของแบคทีเรียที่ผ่านการจีเอ็ม หรือการนำยีนในส่วนที่สร้างโมเลกุลแอนติบอดีจากเซลล์ลิมโพซัยท์บีของคน ไปเชื่อมต่อกับโปรตีนบนผิวไวรัสนั่นเอง
จากนั้นทีมวิจัยจะสร้างคลังหรือธนาคารฟาจขึ้นมา ด้วยการนำไปเลี้ยงและเพิ่มจำนวนในแบคทีเรียอีโคไล เมื่อต้องการสร้างแอนติบอดีที่มีความจำเพาะต่อพิษใดๆ เพียงแค่นำฟาจที่มีอยู่ในคลัง ไปจับกับพิษงูที่ตรึงไว้บนผิวของพลาสติก หากฟาจตัวไหนไม่จับพิษก็ล้างออก คงไว้แต่ฟาจที่จับกับพิษงู และนำไปผ่านกระบวนการคัดกรองเพื่อให้ได้ฟาจที่บริสุทธิ์ และเฉพาะต่อพิษงูมากขึ้น
หลังจากได้ฟาจที่มีโมเลกุลแอนติบอดีเฉพาะต่อพิษนั้นๆ แล้ว เมื่อจะใช้งานก็สามารถนำไปเพิ่มจำนวนด้วยการนำไปเลี้ยงในแบคทีเรีย ใช้เวลาเลี้ยงเพียงข้ามคืน ก็สามารถผลิตแอนติบอดีต้านพิษงูชนิดนั้นๆ ในเวลาที่รวดเร็วตามปริมาณที่ต้องการ ไม่ต้องเสียเวลานับเดือนรอม้าสร้างแอนติบอดีเหมือนก่อน
จากการทดลองพบว่า อัตรารอดชีวิตในหนูที่ได้รับแอนติบอดีจากคน เทียบเท่ากับการได้รับเซรุ่มจากม้า สิ่งนี้บอกถึงความเป็นไปได้สูงที่จะใช้วิธีนี้ทดแทนการผลิตเซรุ่มจากม้า ที่สำคัญแอนติบอดีเหล่านี้เป็นโปรตีนที่สร้างมาจากพันธุกรรมของคนด้วยกันเอง จึงไม่เป็นสิ่งแปลกปลอมเมื่อเข้าสู่ร่างกาย เจ้าของงานวิจัย กล่าว
ด้าน ศ.ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา เมธีวิจัยอาวุโสสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และอาจารย์ที่ปรึกษา เพิ่มเติมว่า ข้อดีของคลังแอนติบอดีคือ ไม่ต้องเลี้ยง เพราะมันไม่ต้องการอาหาร เก็บไว้ได้ในหลอดเล็กๆ ไม่เปลืองพื้นที่ และเราสามารถสร้างฟาจสำหรับพิษงูต่างๆ ไว้ล่วงหน้า โดยจัดเก็บแยกประเภทไว้ หากจะใช้งานก็นำไปเลี้ยงในแบคทีเรียก็จะได้ปริมาณแอนติบอดีตามต้องการ ไม่ต้องไปลงทุนเลี้ยงม้าฟาร์มใหญ่
งานวิจัยชิ้นนี้นำมาซึ่งคุณประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศ เพราะเหมือนกับขณะนี้ไทยมีคลังหรือธนาคารของภูมิต้านทานในร่างกายมนุษย์ ที่มีจำนวนมากถึง 1 ล้านล้านชนิดอยู่ในมือ นอกจากจะใช้ผลิตเซรุ่มที่ลบล้างพิษงูได้แล้ว ยังอาจใช้ผลิตแอนติบอดีเพื่อการรักษาโรคอื่น ทั้งที่เกิดจากพิษของสัตว์ แบคทีเรีย ไวรัส รวมทั้งโรคไม่ติดเชื้ออื่นๆ อย่างพิษสุนัขบ้า หรือไข้หวัดนกได้ด้วย
แต่คงต้องอดใจรอสักระยะ เพราะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม และที่สำคัญยังต้องได้รับอนุมัติให้ทดลองในมนุษย์ก่อน ทีมงานถึงจะกล้าประกาศได้เต็มปากว่า ธนาคารแอนติบอดีคนไทยพร้อมใช้แล้ว