ทิ้งงานแสดงในวงบันเทิงไปนานเพื่อค้นหาแนวทางแห่ง "ศิลป์" ที่ตนเองชื่นชอบ ทั้งในเรื่องของการวาดรูป บทกวี รวมถึงการร่วมเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองและมวลชน ฯลฯ ล่าสุดอดีตนักแสดง "ทราย วรรณพร ฉิมบรรจง" ก็ได้สร้างเสริมประสบการณ์ให้กับชีวิตของตนเองเข้าไปอีกหนึ่ง กับงานถ่าย "นู้ด" ในคอนเซ็ปต์ที่เจ้าตัวเรียกมันว่า Living Compound
...แม้จะเป็นสิ่งไม่เที่ยง แต่เราคงจะต้องยอมรับว่าความแน่นอนอย่างหนึ่งของ "สังขาร" ก็คือการก่อให้เกิด "กิเลส" โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายที่เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ปกปิด
ห้วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสดารา - คนดัง "เปลื้องผ้า" ถ่ายนู้ดถือเป็นสีสันที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งแม้หลายรายจะยกอ้างเหตุผลของความเป็น "ศิลปะ - สิทธิส่วนบุคคล" ทว่าก็มิอาจจจะสยบกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของคนส่วนใหญ่ที่แสดงออกถึงความห่วงใยต่อสังคมที่กำลังถูกกระหน่ำด้วยสิ่งเร้าจากเรื่องในลักษณะที่ว่านี้ไปได้
กับ Living Compound ของ "ทราย" นี้ แม้จะเป็น "นู้ด" ที่ต้องอิงกับร่างที่เปลือยเปล่า แต่เจ้าของงานเธอยืนยันว่ามีความต่าง
เพราะในขณะที่นู้ดคนอื่นเน้นการขาย "รูปกาย" แต่นู้ดของเธอคือการขายจิตวิญญาณและสัจจะของความจริงแห่งชีวิต ซึ่งน่าสนใจทีเดียวว่างานของเธอชิ้นนี้จะก้าวพ้นเสียงแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบไปได้มากน้อยเพียงใด?
เรื่อยไปจนถึงมุมมองชีวิตที่น่าสนใจของเธอที่ผูกพันอยู่กับงานศิลปะและแนวทางของศาสนา
"ทรายถ่ายภาพไว้ชุดหนึ่งเมื่อปีที่แล้วเป็นภาพเงาของบอดี้ของเราเอง ตอนนั้นทรายไปเที่ยวแล้วพักที่โรงแรมแล้วทรายชอบถ่ายรูป จะมีกล้องพกติดตัวตลอด เช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วเปิดหน้าต่างเสร็จแล้วมันก็มีเงาเรากระทบตกมาบนผนังบนเตียงก็เลยเกิดอารมณ์มันสวยดีน่ะ และมันสามารถมองเป็นอย่างอื่นได้"
ทรายบอกเล่าถึงที่มาของงานชิ้นนี้ พร้อมอธิบายของคอนเซ็ปต์ที่ว่านี่คือนู้ดที่นำเอาวิญญาณมาขายว่า...
"จริงๆ ทุกภาพเป็นนู้ดน่ะแหละ มันแค่เห็นวันนั้นแล้วเกิดคอนเซ็ปต์ว่า เอ๊ย! วิญญาณออกจากร่างแล้ว ตอนนั้นถ่ายเสร็จก็รู้สึกภาพเหมือนเป็นวิญญาณเลยน่ะ มันทำให้คนดูได้คิดมากดีเหมือนกับแล้วแต่จินตนาการของใคร มีรูปหนึ่งเต้นแล้วก็ถ่ายมีเด็กเห็นบอกว่ารูปช้าง บางคนก็มองว่าโป๊จังเลย ไม่ไหวรับไม่ได้ก็มีบ้าง"
"สำหรับตัวเรารู้สึกดีอยากให้คนตั้งคำถามเยอะๆ แต่จริงๆ ตัวเองเห็นแล้วคิดถึงวิญญาณแบบเราจะนึกถึงเป็นพวกเงาๆ แสงๆ ไม่มีตัวตน แล้วมาบวกกับเราตั้งใจถ่ายรูปตัวบอดี้มันคอนทราสต์กันอย่างรุนแรง เลยมีความรู้สึกว่าทำเรื่อง "Living Compound" เลยดีกว่าคือสังขาร คือร่างกายน่ะ แต่เราถ่ายร่างกายเป็นแค่แสงกับเงาของมันซึ่งไม่มีตัวตน"
"ก็พูดในมุมกลับว่าแล้วตกลงมันคืออะไร มันก็คือเงาของสิ่งที่สถิตของวิญญาณมันอีกทีหนึ่ง จริงๆ ร่างกายเราคือที่อยู่ของวิญญาณเราแต่นี่เราถ่ายเงาของที่อยู่ของวิญญาณ ซึ่งมันไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรเลย แต่เราให้คนตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร จริงๆ แล้วเราไปยึดติดกับสิ่งที่มันเป็นตัวตน เป็นวัตถุ เป็นร่างกายกันมากเกินไป"
"ขนาดถ่ายเงายังถูกวิจารณ์ว่าโป๊เป็นนู้ด มันไม่มีอะไรหรอก มันเป็นแค่อะไรสิ่งหนึ่งแสงที่มันกระทบไปโดนแค่นั้นแหละ อย่าไปคิดมาก เลยเอาอันนี้มาทำให้เกิดประเด็น ให้คนมองแล้วก็คิด"
นี่คือจุดเด่นที่ต่างจากคนอื่นรึเปล่า?
"ทรายไม่ได้ตั้งใจจะมาขายร่างกายเพื่อยั่วอารมณ์ใคร คือกำลังนำเสนอความคิดว่าทรายมองร่างกายในมุมกลับ ทรายมองสิ่งที่อยู่ข้างในมันน่ะแต่นี่ทรายสะท้อนแค่เงาของภายนอก แต่บางคนก็ไปคิดกันว่าแบบมองไปอีกอันหนึ่งมากกว่า แล้วอีกอย่างอวบขนาดนี้ถ่ายคงขายไม่ออก (หัวเราะ)"
"ถามถึงเรื่องเตรียมตัวไม่มีน่ะ ทรายเลิกลดความอ้วนไปแล้ว เมื่อก่อนทรายอดตลอดแต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยได้ไปตรงนั้นแล้ว คืออันนี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจถ่าย มันเป็นความลงตัวน่ะก็ตั้งกล้องถ่ายเลย ถ่ายเองด้วย อีกอย่างทรายเคยทำงานแสดงภาพถ่ายด้วย รู้สึกว่าแสงแบบนี้ๆ โอเคสวยอ่ะถ่าย ทรายไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายนู้ดไงแค่อยากบันทึกมันเท่านั้น ไม่ได้มีความคิดจะแสดงโชว์มาก่อน ไม่ได้เตรียมการมาก่อน"
"ลองไปทำกันดูก็ได้นะคะตอนเช้าๆ เลยตื่นขึ้นมาแล้วไปยืนตรงแสงอาทิตย์ตกพอดีก็จะเห็นเงาตัวเองทอดอยู่บนผนังแล้วลองหยิบกล้องมา คุณก็จะสามารถบันทึกรูปของตัวเองได้ แล้วทรายจะเป็นคนเวลาเดินทางไปไหนก็จะถ่ายเงาตัวเองที่กระทบกับวัตถุต่างๆ"
สำหรับงานชุดนี้เจ้าตัวบอกว่าจะนำไปแสดงโชว์ที่ "HOF ART" ซ.โชคชัยร่วมมิตร ในวันที่ 6 ก.ค. - 6 ส.ค. และเสนอขายรูปให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบ โดยรายได้จากการขายรูปส่วนหนึ่งเธอจะนำไปทำบุญให้ศพไร้ญาติ
นอกจากการแสดงนิทรรศการรูปถ่ายชุดนี้แล้วอดีตดาราสาวยังได้ทำหนังสั้นนู้ดจริงๆ โชว์ในงานอีกด้วย
"ในส่วนของวิดีโออาร์ตเนี่ยก็คือนำเสนอเป็นเรื่องเดียวกัน พูดถึงร่างกายว่าแบบจริงๆ แล้วมันก็แค่นั้นเอง ก็เอาภาพคนที่เขาเต้นเป็นอาชีพน่ะพวกนั้นก็ใช้ร่างกายหากิน หาเงิน จริงๆ แล้วเขาตกลงขายร่างกายหรือเขาขายวิญญาณ สุดท้ายแล้วทุกคนก็เหี่ยว ก็แห้ง ก็เฉา แล้วก็เผาทิ้งน่ะ"
"จะเรียกว่าหนังสั้นก็ได้ เป็นคอนเซ็ปต์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปถ่ายชุดนี้ มีตัวเองอยู่ในนั้นด้วย สื่อสารร่างกายของผู้หญิงกับคนแก่ ที่มีคนเต้นตรงนั้นไป เป็นนู้ดจริงๆ เลย แก้ผ้าโชว์เลย มาดูได้"
"ถ้าถามว่าไม่กลัวกระทรวงวัฒนธรรมหรือ...ก็ถ้าจะจับช่วยไปจับให้หน่อยนะพวกขายแผ่นผี ไปจัดการตามร้านหนังสือหรือร้านขายซีดีโป๊ๆ ดีกว่ามั้ง เพราะตรงนี้เป็นงานศิลป์น่ะค่ะ เป็นการถ่ายทอดสื่อสารความคิด และเราจัดแสดงแค่เดือนเดียว ไม่ได้ทำออกมาปั๊มขายแผ่นละ 199 หรือมีขายอยู่ตามพัฒน์พงษ์ สีลมซะเมื่อไหร่"
ไม่กลัวกระแสของการถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะคนทำงานศิลปะจะต้องเข้าใจและยอมรับกับสิ่งที่ว่านี้ รวมถึงความมั่นใจในเจตนาดีของตนเอง แต่วอนใครจะติติงขอให้มาดูงานก่อน
"ไม่กลัวค่ะ งานศิลปะมันเป็นอะไรที่เรายอมรับคำวิจารณ์ คือเรามีความคิดแบบนี้เราก็สื่อสารออกมา ใครชอบหรือใครไม่ชอบ วิจารณ์งานเราก็แล้วแต่คนมองตรงนั้น เราก็แค่มีหน้าที่เป็นผู้โชว์ เอาออกมาแสดง อย่างทรายสื่อถึงวิญญาณ ร่างกาย อันนี้ไม่ต้องมาพูดถึงนู้ดกัน เราไม่ได้เลือกที่จะถ่ายนู้ดตัวเองแล้วบอกว่าเป็นศิลปะเราก็ไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย"
"คือต้องมาดูก่อนแล้วค่อยวิจารณ์ แต่ถ้าวิจารณ์ก่อนมาดูก็น่าเบื่อ แต่บ้านเราส่วนใหญ่ชอบวิจารณ์ก่อนเห็น"
กลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ห่างหายไปจากวงการฯ นานๆ ที่เวลาจะกลับคืนวงการครั้งก็มักจะใช้งานแรงๆ อาทิ แก้ผ้าถ่ายนู้ด หรือการสร้างข่าวหวือๆ เป็นใบเบิกทาง เมื่อถามเจ้าตัวว่ากลัวจะถูกมองเช่นนั้นหรือไม่? ทรายบอกว่าไม่เลย
"เรื่องอยากกลับเข้าวงการบันเทิงไม่น่ะ คือทรายไม่ใช่คนในวงการซะทีเดียวแล้วเลยไม่คำนึงไปถึงตรงนี้ ทรายกำลังสื่อสารไปถึงผู้ชมที่มีคุณภาพ บางอย่างทรายอาจจะต้องไม่เลือกรับฟังอะไรที่มันไม่ใช่บ้าง ไม่ใช่ไปรับซะหมดทุกอย่าง แต่คนที่คิดว่าทรายทำตรงนี้เพราะทรายอยากกลับเข้าวงการคนพวกนี้อยากจะมาดูงานก็ดีก็ลองมาดูเผื่อจะเปลี่ยนความคิด"
"ทรายไม่คิดจะกลับวงการและไม่รับงานบันเทิงเลยเพราะตอนนี้ทรายกำลังมีความสุขกับศิลปะมากๆ ทรายคิดว่าทรายค้นพบชีวิตจริงๆ ว่าทรายเหมาะกับอะไร ทรายชอบสุดๆ เลยก็คือแบบตื่นเช้ามาวาดรูป ไปเดินทางถ่ายรูป คิดทำหนังสั้นซึ่งตอนนี้กำลังทำหนังสั้นอยู่ก็มีความสุขดี"
"แต่ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคนมากๆ เพราะมันเป็นเหมือนโอกาสที่เด็กคนหนึ่งได้เข้ามาทำงานในวงการ ได้มีรายได้ มีชื่อเสียง มีอะไรทุกอย่าง ซึ่งตอนนั้นมันเด็กมากๆ คนเราก็ต้องโตขึ้นต้องพัฒนาแล้วก็ต้องเรียนรู้ว่าเป้าหมายของตัวเองจริงๆ คืออะไร พอเริ่มโตขึ้นก็ได้มองเห็นว่าจริงๆ แล้วชีวิตเนี่ยนอกจากงานถ้าถามตัวเองย้อนกลับไปทั้งหมดแล้วคือวันนี้วรรณพรเป็นอะไร คิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นดาราค่ะ"
เผยงานชิ้นต่อไปคือการอยากทำหนัง
"ค่ะ ทรายทำหนังสั้นมา 2 เรื่องและเคยทำหนังสั้นขนาดยาวเป็นสารคดีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งทรายหวังว่าความคิดที่ทรายอยากถ่ายทอดสื่อสารออกมามันจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างและสื่อสารไปถึงคนได้ ตอนนี้ทรายกำลังปั้นมันอยู่เรื่อง "โนบอดี้" พล็อตก็เป็นเรื่องชีวิตคนไทยในนิวยอร์ก เดี๋ยวเสร็จเมื่อไหร่จะรีบออกมาโชว์เลย"
"ตอนนี้คุยกับเทศกาลหนังอยู่ค่ะ หนังสั้น 2 เรื่องที่ผ่านมาก็ฉายเทศกาลหนังสั้นปีที่แล้ว ถามว่าประสบความสำเร็จมั้ยคือบ้านเรายังเป็นวงแคบอยู่น่ะ ยังไม่ได้สนับสนุนจริงจัง หนังดีๆ น่าจะฉายก็เซ็นเซอร์ซะหมด คนไทยอดดูหนังไทย"
ถือว่ายังไม่ทิ้งวงการเสียทีเดียว?..."คือวงการเนี่ยกว้างมากนะ มันก็มีแขนง มีละคร, หนังสั้น, หนังสือ นางแบบอะไรแบบนี้ แต่จะเรียกว่ายังอยู่มั้ยก็ยังอยู่นะ เพราะงานที่ทำก็ยังเกี่ยวข้องอยู่บ้าง"
"ความรู้สึกตอนนี้กับตอนที่เป็นดารามันแตกต่างแน่นอน ถ้าไม่แตกต่างก็ไม่ออกมาอยู่แล้ว ตอนนั้นไม่ได้คิดว่ามันเป็นแค่หน้าที่นะคือมันก็เป็นบทบาทที่เราเป็นอยู่ ณ ตอนนั้นถ้าให้ย้อนกลับไปก็จะเป็นแบบนั้นนะ คือไม่ได้คิดว่ามันไม่ดีหรืออะไร คิดว่าก็ดี แค่ทรายมองเห็นเป้าหมายในชีวิต ทรายรู้ว่าทรายจะเป็นอะไรเท่านั้นเอง เหมือนวันหนึ่งเราเรียนอยู่ม.3 แล้วเรารู้ว่าเราจะเข้ามหาวิทยาลัยอะไร เรียนอะไรแค่นั้นเอง"
มองว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ค้นหาชีวิตได้มั้ย?
"ไม่ใช่ ตอนนั้นก็แค่ทำงาน ทำหน้าที่ในช่วงวัย เรียนไปด้วยเป็นดาราไปด้วย พอถึงช่วงโตก็มีนักแสดงหลายคนที่ออกไปทำอาชีพอื่นแล้วก็ไปมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง มันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตแค่นั้นเอง ก็คือถ้าคนจะพูดถึงทราย วรรณพร ฉิมบรรจง ดาราวัยรุ่นจบ แล้วทรายก็ผ่านช่วงนั้นมา"
"ตอนนี้ทรายก็ได้เรียนรู้กับชีวิตของตัวเองแล้ว ได้มีความสุขกับการทำกิจกรรม งานศิลปะ ทำหนัง ทำโครงการนู่นนี่ ไปอยู่ต่างจังหวัด ไปอยู่กับชาวบ้าน ทรายทำงานกับองค์กรโน้นนี้ทรายรู้สึกว่าเป็นตัวเองและได้ใช้ข้างในที่มันมีบางอย่างไอ้เรื่องที่อยากจะพูดเนี่ย แต่ตอนที่เป็นดาราก็ได้เล่นหนังเล่นละครไปออกรายการมันก็อีกบทบาทหนึ่ง"
"ตอนนี้เป็นอิสระชนแล้วกัน (หัวเราะ) จริงๆ เราไม่เห็นจะต้องจำกัดความว่าใคร เป็นอะไร คือทุกคนก็มีบทบาทมีหน้าที่ของตัวเอง ในอนาคตวรรณพร ฉิมบรรจงอาจจะเป็นคุณแม่ของลูก 2 คนหรือแม่บ้าน เราไม่รู้น่ะ ชีวิตบางชีวิตเราแค่กำหนดเป้าหมายว่าเราอยากจะเป็นสิ่งนี้ แล้วเป้าหมายเราจะอยู่ในระยะที่มันต้องมีการเปลี่ยนเพราะว่าทุกคนต้องวางเป้าหมายอีก 5 ปี 10 ปี"
"เป้าหมายระยะสั้นของทรายตอนนี้คืออยากทำหนังเรื่องหนึ่ง เป้าหมายในอนาคตทรายอาจจะอยากแต่งงาน เป้าหมายไกลกว่านั้นอาจะเป็นแม่ของลูกหรือยายของหลานซึ่งมันสุดท้ายต้องตายไปถึงตรงนั้นหมด แต่ระหว่างทางตรงนี้คือเรามีบทบาทอะไรมากกว่าในความคิดทราย"
"อยากอยู่ต่างจังหวัด ตื่นเช้ามาเขียนรูป เดินทางไปที่นู่นที่นี่ไปถ่ายหนังสารคดี มีที่ให้แสดง จริงๆ ชีวิตอยากเป็นแบบนี้ เขียนหนังสือ (เขาเรียกว่าศิลปินเลยนะ?) นั่นคือความฝันและก็คิดว่าจะทำให้เป็นแบบนี้แหละ พยายามไม่ทำอย่างอื่นให้เดินออกไปนอกเป้าหมายมาก พยายามจะเดินว่อกแว่กนิดหน่อย แต่ก็พยายามเรียกตัวเองกลับมาแล้วบอก ทรายไปเป้าหมายเธอ"
ต้องการถึงขนาดให้คนยอมรับเลยมั้ยว่าเราเป็นศิลปินหญิงของเมืองไทยคนหนึ่ง?
"ตรงนั้นเป็นเรื่องของที่ว่าคนอื่นจะยอมรับมั้ย ความต้องการเรามันไม่ได้แบบต้องไปบอกอย่างนั้นอยู่แล้วจริงๆ สิ่งที่คนเราทำทุกอย่างมันก็คือการสนองนี้ด (need) ความต้องการของตัวเอง ถ้าเราทำแล้วเรามีความสุขทรายคิดอย่างนี้นะก็ทำไป คนจะยอมรับเรามั้ยก็อยู่ที่เรายอมรับตัวเองรึเปล่าแค่นั้น และงานเราก็คงจะบอกเองถ้าเราดูแล้วมันแย่มากเราก็คงไม่มีความสุขถูกมั้ยแล้วเราก็คงไม่ทำแต่ทรายบอกจริงๆ ว่าทรายแฮปปี้"
"จริงๆ แล้วทรายไม่รู้ว่าคนมองทรายเป็นอะไรแต่ทรายรู้ว่าทรายอยากทำอะไร อยากสื่อสารอะไร คนอาจจะติดภาพอะไรก็แล้วแต่ ก็ทุกอย่างเราไม่สามารถไปเปลี่ยนความคิดคนได้ในวัน 2 วันสิ่งหนึ่งที่เราจะยืนยันความคิดเราก็คือเราต้องเพียรทำมันว่าเราทำอะไรเราเป็นอย่างไรคนก็จะเห็นเอง ไม่ต้องมาบอกว่าชั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้"