|
|
|
You are here: Home>>คอลัมน์>>ท่องเที่ยว>>Details |
|
"ห้วยอะนะ" "ตะนาวศรี" ป่าผืนสุดท้าย ของ "กะเหรี่ยงห้วยน้ำหนัก" |
|
Last
update:2006-04-20 Source :Blog |
ป่าไม้ที่เขียวขจีบนเทือกเขาตะนาวศรี ก่อเกิดสายน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ช่วงเขตรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี คงเป็นป่าผืนสุดท้ายที่เหลือจากการบุกรุกของชาวบ้านแถบนี้
สายน้ำที่ไหลผ่านเทือกเขาลงสู่ "ห้วยอะนะ" ถูกปิดกั้นเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่กว้างกว่า 1,000 ไร่ ชุบเลี้ยงชีวิตชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในหมู่บ้านห้วยน้ำหนัก ให้ดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้
สายน้ำอันชุ่มฉ่ำกับพื้นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้สัตว์ป่านานาชนิดยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ ควบคู่ไปกับการประกาศเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีทางทิศตะวันตก ที่อยู่ในความดูแลของสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า ตั้งขึ้นในปี 2541
ด้านหน้าหันไปทางทิศเหนือติดกับอ่างเก็บน้ำห้วยอะนะ ด้านหลังโอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาตะนาวศรี เขตรอยต่อระหว่าง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ห่างจากชายแดนประเทศพม่าเพียง 7 กิโลเมตร
พื้นที่ห้วยอะนะตั้งอยู่ในเขตเงาฝน จึงมีฝนตกชุกในช่วงเดือนสุดท้ายของฤดูนี้ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก เป็นที่มาของคำว่า "อะนะ" ซึ่งเป็นภาษากะเหรี่ยงอันเป็นชนกลุ่มใหญ่ในหมู่บ้านห้วยน้ำหนัก หมายถึง "น้ำมากหรือน้ำหนัก" นั่นเอง
เขตพื้นที่ชายแดน อ.สวนผึ้ง มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่แล้วถูกพัฒนาให้มีความเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วไปพร้อมกับการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ และการท่องเที่ยว ตามคำขวัญที่ว่า "สาวกะเหรี่ยง เคียงถิ่นตะนาวศรี ลำภาชี แก่งส้มแมว แนวหินผา ธารน้ำร้อนบ่อคลึง ตรึงติดตา น้ำผึ้งป่าหวานซึ้ง ติดตรึงใจ"
เนื่องจากบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีมีต้นไม้ใหญ่ ที่ผึ้งมาเกาะทำรังจำนวนมาก จึงเป็นชื่อเรียกกันว่า สวนผึ้ง ทุกปีชาวกะเหรี่ยงจะอาศัยความชำนาญปีนป่ายขึ้นไปตีผึ้งบนต้นไม้สูง เพื่อนำน้ำผึ้งไปขาย
มีสายน้ำที่ไหลจากห้วยอะนะในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี ลงสู่หมู่บ้านห้วยน้ำหนักหล่อเลี้ยงผู้คน ก่อนจะไหลผ่านไปยังแก่งส้มแมว หรือสวนป่าสิริกิติ์ ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาพันธุ์ไม้ป่า และโครงการอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ที่สำคัญคือธารน้ำร้อน "บ่อคลึง" ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติจากใต้พื้นดิน ที่มีอุณหภูมิความร้อนอยู่ระดับ 70 องศาเซลเซียส หลายคนเชื่อว่าหากได้อาบน้ำร้อนบ่อคลึงแล้วสามารถรักษาโรคบางอย่างได้
ปัจจุบันห้วยอะนะถูกพัฒนาเข้าสู่ระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์ ด้วยสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าห้วยอะนะ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้ศึกษาธรรมชาติ มีกิจกรรมให้ความรู้ ของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรม และประสบการณ์ถ่ายทอดให้กับผู้สนใจ ผลัดเปลี่ยนกันไปจัดนิทรรศการตามสถานที่ต่างๆ โปรแกรมการสื่อความหมาย พร้อมกิจกรรมนันทนาการ
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ 2 เส้นทาง สร้างขึ้นเมื่อปี 2542-2543 คือเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอ่างเก็บน้ำห้วยอะนะ ระยะทางประมาณ 2,600 เมตร เลียบตามลำห้วยอะนะ ช่วงสุดท้ายต้องใช้เรือเป็นพาหนะ เหมาะสำหรับประชาชนและเยาวชนระดับชั้นมัธยมขึ้นไป
และเส้นทางศึกษาธรรมชาติเห็ดโคน ระยะทาง 975 เมตร ผ่านป่าเบญจพรรณบนไหล่เขา และจอมปลวกมากมาย จึงเป็นพื้นที่ที่มีเห็ดโคนขึ้นอยู่มาก เหมาะสำหรับเด็กเล็กและเยาวชนระดับต่ำกว่ามัธยมศึกษา
สำหรับการอำนวยความสะดวก สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้จัดห้องประชุม 12 ที่นั่ง ห้องโสตทัศนูปการณ์ พร้อมอุปกรณ์ความจุ 80 ที่นั่ง เส้นทางเดินศึกษาธรรม 2 เส้นทาง บ้านพักรับรอง เต๊นท์ สถานที่ แคมป์ไฟ ห้องสมุด พร้อมเจ้าหน้าที่สื่อความหมายธรรมชาติ
รวมทั้งอ่างเก็บน้ำห้วยอะนะที่มีความกว้างใหญ่ มีปลาหลากหลายชนิด อาทิ ปลายี่สก ปลาจีน ปลาตะเพียน ปลาดุก และกุ้งแม่น้ำที่มีน้ำหนัก 3 ตัวต่อกิโลกรัม สามารถเป็นที่พักผ่อนตกปลาได้
แต่ปัจจุบันเส้นทางไปยังสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า เป็นถนนลูกรังไม่สะดวกในการเดินทางด้วยรถยนต์มากนัก "วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์" พ่อเมืองราชบุรี เคยไปตรวจเยี่ยมและนอนพักค้างคืนมาแล้ว รู้ถึงบรรยากาศธรรมชาติอย่างแท้จริง จึงอนุมัติงบประมาณสร้างถนนลาดยางระยะทาง 4-5 กิโลเมตร พร้อมทั้งพัฒนาสถานที่อำนวยความสะดากของนักท่องเที่ยว
"กมลทิพย์ พรมเพ็ชร์" นักวิชาการป่าไม้ 7 หัวหน้าสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าราชบุรี บอกว่า งบประมาณที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติให้ 6 ล้านบาท สร้างถนนลาดยาง ทําถังพักน้ำ เครื่องกรองน้ำบ้านโฮมสเตย์ แพตกปลา ห้องน้ำ 6 ห้อง
ส่วนการเก็บค่าบริการนั้นยังไม่มีประกาศจากกรม จึงไม่มีค่าบริการ แต่ผู้ที่มาท่องเที่ยวทำโครงการเป็นหมู่คณะต้องขออนุญาตต่ออธิบดีภายใน 15 วัน ทั้งนี้ เพื่อจะได้ให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ สำหรับเส้นทางการเดินทาง เริ่มออกจากจังหวัดราชบุรีไปยัง อ.สวนผึ้ง ระยะทาง 59 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายหน้าอำเภอไปตามเส้นทางหลวงชนบท รบ.ที่ 6007 ระยะทาง 26 กิโลเมตร ถึงบ้านห้วยม่วงลงถนนลูกรังตรงไปผ่านบ้านห้วยน้ำหนัก ตรงไปอีก 5 กิโลเมตร สุดเส้นทางเป็นที่ทำการสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า |
|