|
|
|
You are here: Home>>คอลัมน์>>ท่องเที่ยว>>Details |
|
กฏหมายคุ้มครองปลาสวยงาม : ก้าวแรกที่ต้องไป / ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ |
|
Last
update:2006-04-24 Source :Blog |
หลังจากกรณีสังหารปลาสวยงาม การจับปลาจากแนวปะการังส่งอะควอเรี่ยมและผู้ต้องการรายอื่น ๆ เป็นประเด็นที่ผมเขียนถึงใน "ผู้จัดการ" เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อน ๆ สื่อมวลชนหลายท่านสนใจนำไปขยายผล จนกลายเป็นข่าวติดต่อกันยาวนาน แทรกอยู่กับข่าวการเมืองเป็นระยะ เมื่อการเมืองเริ่มเย็นลง ข่าวเรื่องนี้กลับมากระหึ่ม เพราะในทะเลยังไม่เย็น ยังร้อนระอุเป็นไฟ ปลาสวยงามจำนวนมหาศาลถูกจับส่งเข้ากรุงเทพ ทั้งทางรถทั้งทางอากาศ มีผู้หวังดีติดต่อมาทางผมหลายท่าน บอกเบาะแสและเหตุการณ์ จนทำให้เกิดการตรวจค้นปลาสวยงามหลายครั้งครา ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปลาสวยงาม 35 หีบ ถูกค้นพบที่สนามบินจังหวัดตรัง ก็ดีแล้วนี่...จับได้ก็มีผลทางปฏิบัติ ปัญหาคือ "ตรวจค้น" กับ "จับกุม" เป็นคนละความหมาย ตรวจได้ค้นได้แต่จับกุมไม่ได้ เพราะเราไม่มีกฏหมายคุ้มครอง เราใช้ได้เพียงกฏหมายอุทยาน ห้ามจับสัตว์น้ำจากเขตนั้น การจับกุมต้องเกิดขึ้นเมื่อมีการกระทำผิดชัดเจน เหมือนครั้งหนึ่งเคยจับได้ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ แต่ถ้าปลาถูกจับมาแล้ว ไม่มีกฏหมายใดเอาผิดได้ กรณีนี้ต่างจากสัตว์ป่าและนก พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มีบัญชีรายชื่อแนบท้าย ทั้งสัตว์ป่าทั้งนกมากหลายล้วนอยู่ในบัญชี ผิดกับสัตว์ทะเล มีอยู่เพียงน้อยนิด เช่น พะยูน ไม่มีสัตว์สวยงามในแนวปะการังตัวไหนได้รับการคุ้มครอง หากเราพิจารณาด้านความสำคัญ ในป่าหรือในแนวปะการังต่างกันตรงไหน ? ในด้านระบบนิเวศ ปลาในแนวปะการังก็เหมือนสัตว์ในป่า ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แนวปะการังจะเกินหน้าด้วยซ้ำ จากข้อมูลวิชาการศึกษายาวนาน เราพอระบุได้ว่า สัตว์สวยงามในแนวปะการังไทยหลายกลุ่ม มีอยู่ร้อยละ 20 ของทั้งโลก ขณะที่นกมีอยู่เพียงร้อยละ 10 (ไม่ได้บอกว่านกไม่ดี แค่เป็นการเปรียบเทียบ) ในด้านการท่องเที่ยว ตรงนี้ชัดเจน คนเที่ยวทะเลมากกว่าเที่ยวป่า ข้อมูลททท.รายงานว่า การท่องเที่ยวดำน้ำคือกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศทำรายได้สูงสุดติดต่อกันยาวนานหลายปี ทะเลถือเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวสำคัญสุดของไทย ทั้งหมดที่เปรียบ อยากชี้ให้คุณเห็นชัด แนวปะการังมีความหมาย ผู้คนทั่วไปล้วนห่วงใยระบบนิเวศแสนงาม มีความหลากหลายสูงสุดบนโลกใบนี้ แล้วทำไม...ไฉนหนอ สัตว์ในแนวปะการังจึงไม่ได้รับการคุ้มครอง จนมาถึงเมื่อสองสามวันก่อน ท่านรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศให้แนวปะการังในทะเล 6 จังหวัดของอันดามัน ได้รับการคุ้มครองตามกฏหมาย ห้ามจับสัตว์สวยงามหลายร้อยชนิดตามบัญชีรายชื่อแนบท้าย รวมทั้งปลาการ์ตูนและปลาสลิดหินทุกชนิด ใครคิดฝ่าฝืน มีโทษทั้งปรับทั้งจำ ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่เห็นความสำคัญ แม้อาจช้านิด แต่ก็ยังเกิดประกาศฉบับนี้ รวมทั้งผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ท่านไมตรี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้พยายามผลักดันมาโดยตลอดระยะเวลาหลายเดือน ตุ๊ง ! ทุกอย่างควรจบ แต่ยังไม่จบ เพราะกฏหมายดังกล่าวแม้มีกรอบกว้างกว่ากฏหมายอุทยาน หมายถึงแนวปะการังในอันดามัน ไม่ว่าจะเป็นอุทยานหรือไม่ใช่อุทยาน ไม่สามารถจับสัตว์ทะเลสวยงามหลากหลายชนิดได้ แต่หากพิจารณาให้ดี เรายังมีช่องโหว่ เพราะกฏหมายคุ้มครองพื้นที่ ไม่ได้คุ้มครองสัตว์เป็นรายตัว เราอาจกลับมาลงเอยที่เดิม เพราะต้องจับผู้กระทำผิดเฉพาะตอนที่พวกนั้นจับสัตว์น้ำในพื้นที่คุ้มครอง หากสัตว์ทะเลถูกจับมาแล้ว กำลังขนส่งหรืออยู่ในความครอบครองของใคร กฏหมายมิอาจเอาผิด จึงกลับมาถึงประเด็น สัตว์สวยงามควรได้รับการคุ้มครองตามกฏหมาย ผมเคยติดตามประเด็นนี้มาหลายปี เคยจัดทำรายชื่อ จัดประชุม จนถึงขั้นสรุปรายชื่อส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา แต่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติสักที มาถึงวันนี้ เป็นโอกาสดียิ่ง ก่อนแนวปะการังไทยจะไร้ปลา เราน่าจะพยายามผลักดันให้คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ประกาศสัตว์ทะเลสวยงามเพิ่มเติมในบัญชีรายชื่อสัตว์คุ้มครอง ก่อนอื่น...ต้องอธิบายให้แน่ชัด ผมไม่ได้กล่าวถึงปลาหรือสัตว์เศรษฐกิจอื่นใด ที่เป็นทรัพยากรประมงทั้งของพื้นบ้านทั้งของประมงพาณิชย์ ผมเน้นเฉพาะสัตว์ในแนวปะการัง และไม่ใช่ทุกชนิด เราต้องมีกรอบแน่ชัด สัตว์ใดควรอยู่ในการคุ้มครอง และด้วยเหตุผลใด เหตุผลที่ 1 เป็นสัตว์ชนิดใหม่ของโลก ค้นพบในเมืองไทย เช่น ปลาสร้อยนกเขาอันดามัน หรือเป็นสัตว์ทะเลสวยงามที่มีการค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้ เช่น กุ้งตัวยาว เหตุผลที่ 2 เป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกติกาสากล เช่น CITES ตัวอย่างง่าย ๆ ปลานกขุนทองหัวโหนก ประกาศขึ้นบัญชีไซเตสในประเทศไทย หรือกรณีของม้าน้ำบางชนิด เหตุผลที่ 3 เป็นสัตว์หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ หรือมีการแพร่กระจายในพื้นที่จำกัด หรือมีการค้นพบในปริมาณน้อยมาก เช่น ปลาไหลริบบิ้น เหตุผลที่ 4 เป็นสัตว์ที่หายาก มีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างมาก เช่น ฉลามวาฬ กระเบนราหู ปลากบ กุ้งตัวตลก เหตุผลที่ 5 เป็นสัตว์ที่กำลังถูกคุกคามอย่างมาก เช่น ปลาสินสมุทร ปลาผีเสื้อบางชนิด ปลาการ์ตูนบางชนิด กฏหมายสัตว์สงวนสัตว์คุ้มครองมีผลกระทบในวงกว้าง เพราะหมายถึงการห้ามซื้อขายและมีในครอบครอง ผมนำเสนอเหตุผลเหล่านี้เพื่อชี้ชัด เราไม่ได้หวังอยากคุ้มครองสัตว์แสนชนิดในทะเล ไม่ได้ตีความรวมถึงปลาสวยงามในแนวปะการังกว่า 900 ชนิด ทุกตัวต้องมีเหตุมีผล สามารถชี้แจงได้ ข้อมูลด้านสถานภาพและการถูกคุกคาม ล้วนมีอยู่เรียบร้อย ทั้งจากการดำเนินงานของหลายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่ท่านอธิบดีกรมประมง ให้ความเห็นว่า ควรต้องพิจารณาให้ดี ผมเข้าใจว่าคงเป็นกรณีปลาการ์ตูน เพราะสัตว์สวยงามในแนวปะการังที่เพาะเลี้ยงได้อย่างชัดเจน มีเพียงม้าน้ำกับปลาการ์ตูน ผมจึงอยากชี้ชัดในประเด็นนี้ กรณีที่ 1 มีสัตว์ทะเลสวยงามชนิดอื่นหมื่นแสนที่ไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้ ไม่มีวี่แววด้วยซ้ำ ในความเป็นจริง เราเพาะพันธุ์ปลาสวยงามได้เพียงน้อยนิด ไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ของปลาสวยงามหลากชนิดที่มีในทะเล เราจึงสามารถคุ้มครองปลาที่ยังไม่มีโอกาสเพาะเลี้ยงจนเป็นอุตสาหกรรมได้ในระยะเวลาอันใกล้ เช่น ปลากบ ปลาผีเสื้อ ปลาสินสมุทร ปลาผีเสื้อกลางคืน ฯลฯ กรณีที่ 2 ในประเด็นปัญหาปลาการ์ตูน เรามีทางออก เพราะสัตว์คุ้มครองมีหลายประเภท สามารถออกใบอนุญาตให้มีการเพาะเลี้ยงได้ เช่น เสือ เก้ง กวาง นกหลายชนิด ล้วนแต่มีการเพาะเลี้ยง ขอเพียงให้อยู่ในกรอบกติกาชัดเจน ยังมีส่วนช่วยในการควบคุม เพราะอาจมีผู้ไม่หวังดีบางราย อ้างว่าขายปลาเพาะเลี้ยง แต่แท้จริงเป็นการจับปลามาขาย หากมีการออกใบอนุญาต เราย่อมสามารถติดตามดูแล ในระยะแรก ผมคิดว่าเราน่าจะมีการประชุม ปรึกษาหารือเรื่องรายชื่อของสัตว์ทะเลที่สมควรเสนอให้ได้รับการคุ้มครอง โดยแยกเป็นกรณีที่เพาะเลี้ยงไม่ได้แน่ และอยู่ในเหตุผล 1-5 ข้อใดข้อหนึ่ง สำหรับกรณีปลาการ์ตูน ควรต้องปรึกษาให้แน่ชัดเพื่อหาทางออก ก่อนดำเนินงานต่อไป ผมเชื่อแน่ ทุกคนล้วนรักทะเลไทย ผมจึงฝากความหวังไว้ ทุกฝ่ายหันหน้าพูดคุยด้วยเหตุและผล ทั้งผู้ผลักดันอย่างมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชฯ ทั้งข้าราชการผู้เกี่ยวข้องสามารถสนับสนุนได้ ทั้งท่านรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็มในการคุ้มครองชีวิตน้อย ๆ เหล่านั้น ทั้งผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยวหรือด้านอะควอเรี่ยมหรือการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม เพราะนี่คืออนาคต คือการสืบต่อความภาคภูมิใจของลูกหลาน บ้านเรามีในสิ่งที่บ้านอื่นเมืองอื่นค่อนโลกไม่มี บ้านเรามีทะเลสวยที่สุด...ในโลก | | |
|