|
|
|
You are here: Home>>บันทึกการทำงาน>>ชีวิตพนักงาน>>Details |
|
'แน็ต' ลูกครึ่งสาว 4 เชื้อชาติกับประสบการณ์พริตตี้.. |
|
Last
update:2006-02-14 Source :Blog |
 |
|
|
|
 |
สาวพริตตี้ อาชีพที่หลายคนมักจะมองว่าเป็นอาชีพที่ล่อแหลม ทั้งโดยบุคคลิกและการแต่งกายรวมทั้งช่วงหลังมีข่าวคราวออกมาให้ได้ยินบ่อนครั้งว่าสาวๆหลายคนซึ่งส่วนใหญ่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษาจะใช้เป็นเส้นทางในการประกอบอาชีพแฝงนั่นคือการขายบริการ จึงทำให้ภาพของพริตตี้ติดภาพลบไปในสายตาของคนในสังคม แต่สำหรับ แน็ต นิสา ตระกูลลาภา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต สาวลูกครึ่งจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย โดยคุณพ่อมีเชื้อสายจีน สิคโปร์ มาเลเซีย ฝั่งคุณแม่เป็นคนไทย และขณะนี้เธอกำลังทำงานเป็นพริตตี้ และเราขอให้เธอช่วยเล่าประสบการณ์ที่ได้รับจากการเป็นสาวพริตตี้ ให้กับร้านแถวถนนข้าวสาร มาดูกันสิว่าอาชีพพริตตี้ของเธอจะเป็นอย่างไร... แน็ต เริ่มเล่าเส้รทางเข้าสู่วงการพริตตี้ว่า มีพี่ๆจากบริษัทออการ์ไนส์ซึ่งรับจัดงานทั่วไปมาชักชวนให้เธอไปลองแคสติ้งงาน และเธอเห็นว่าไม่น่าจะเสียหายอะไรเลยลองไปแคสติ้งงานตามคำชักชวน งานแรกที่เธอได้ทำคือการเป็นประชาสัมพันธ์หน้างาน ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้ก็ถือว่าคุ้ม งานแรกทำอยู่สวนนงนุชค่ะตอนนั้นเป็นงานคริสต์มาสและงานปีใหม่ พี่เขาให้หนูไปเป็นพีอาร์หน้างานคือประมาณว่าชวนคนที่ผ่านไปมาให้เข้าร่วมงานค่ะ ก็ไม่ยากเท่าไหร่ ทำอยู่วันเดียวได้เงิน 1,500 บาท แต่ทางบริษัทจะหักค่าหัวเราอีกคนละ 300 ก็เหลือ 1,200 บาท สำหรับหนูถือว่าคุ้มนะคะทำงานแค่วันเดียวก็ได้เงินตั้งพัน หนูเริ่มทำเป็นพริตตี้มาตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 เทอม 2 ค่ะ รายได้ตรงนี้ถือว่าดีมากบางงานก็มีเสื้อผ้าให้ บางงานเราก็ต้องนำไปเอง แต่ถ้าไม่มีจริงๆเขาก็จะหาให้ แต่พอทำไปได้สักพักก็เริ่มเบื่อเพราะ กว่าที่เราจะได้งานแต่ละงานมันไม่ใช่เรื่องง่าย ทางออกาไนส์เขาจะติดต่อเรามาว่ามีงานอะไรบ้าง แล้วก็ให้เราไปแคสฯ กับทางบริษัทที่จัดงาน ถ้าบุคคลิกตรงกับที่เค้าต้องการเราก็ได้งานนั้น แต่ถ้าไม่ตรงก็ไม่ได้ ตรงนี้ถ้าได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้เราก็เสียเงินค่ารถไปฟรีๆ ส่วนใหญ่ทางบริษัทเขาก็จะมีเด็กที่เขาเลือกไว้ตั้งแต่แรกอยู่บ้างแล้วเราไปก็เหมือนไปเป็นตัวสำรองเขา เรื่องนี้ทำให้เพื่อนๆ ที่ทำงานแบบหนูเบื่อที่จะไปแคสฯงาน จากการต้องเดินทางไปแคสติ้งงานไกลๆ อีกทั้งบางงานก็ไม่ได้ เป็นเหตุให้เสียเงินค่ารถไปเปล่าๆ เธอเบื่อจึงขอพักงานไว้ระยะหนึ่ง เมื่อหยุดทำงานไปสักพักสาวแน็ตเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า.. แน็ตไม่อยากเดินสายไปแคสฯงานค่ะ แต่จะให้หยุดทำงานก็ไม่ได้ไม่อยากอยู่เฉยๆ จะให้ไปทำงานตอนกลางวันก็ไม่ได้อีกเพราะเราต้องเรียน พอดีรู้จักกับพี่ที่เขากำลังหาพริตตี้อยู่ ก็ไปบอกเขาว่าอยากได้งานทำประจำ พี่เขาแนะนำให้ไปเป็นพริตตี้ให้กับเหล้ายี่ห้อหนึ่ง ที่ร้านตรงถนนข้าวสาร ทำงานที่นี่ได้หยุดสองวันคือวันอาทิตย์กับวันจันทร์ เริ่มเข้างานตั้งแต่ 1 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน ซึ่งที่ร้านเขาให้เป็นเงินเดือนๆละ 8,000 บาท แล้วก็จะมีค่าคอมมิชชั่นอีกในแต่ละเดือนจากยอดที่เราขายสินค้าได้ รายได้ทุกวันนี้ก็ถือว่าพอสมควรค่ะไม่ต้องรบกวนเงินทางบ้าน ค่าใช้จ่ายทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าเช่าหอพัก ค่าน้ำ ไฟ ทุกอย่างเป็นเงินที่เราหาเองได้หมด ที่เหลือก็มีเก็บไว้บ้าง" แน็ต ยังบอกอีกว่าปกติทางบ้านค่อนข้างที่จะห่วงและหวงเธอเอามากๆ ห้ามทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่องเที่ยวกลางคืน ห้ามคบผู้ชาย แต่การที่เธอเลือกทำงานตรงนี้ได้เพราะพ่อแม่ได้มาเห็นกับตาขณะที่เธอทำงานแล้วว่าไม่เป็นสิ่งที่เสียหาย ประกอบกับร้านที่ทำอยู่จะเป็นลูกค้าที่ทำงานแล้วมาเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ค่อนข้างจะให้เกียรติแก่พนักงานแบบพวกเธอ ตอนแรกๆแม่ไม่อยากให้แน็ตทำงานเลยค่ะไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม แล้วยิ่งงานแบบนี้เป็นงานกลางคืนด้วยแล้วแม่ยิ่งห้ามใหญ่ แต่แน็ตรั้นที่จะทำ แม่ก็เคยตามมาดูการทำงานของเราพอเห็นว่ามันไม่ได้มีอะไรเสียหาย แม่ก็ค่อนข้างสบายใจค่ะ และหากเดือนไหนมีเงินเหลือเก็บก็จะส่งให้แม่บ้างค่ะ ลูกค้าที่ร้านส่วนมากจะเป็ยแขกขาประจำทั้งนั้นซึ่งก็จะคุ้นเคยกันดีค่ะ แน็ตเองไม่เคยเจอประเภทที่มาลวนลามนะคะ แต่จะมีลูกค้าขาจรที่เขาไม่รู้จักเรา อย่างแขกฝรั่งพอเข้ามานั่งเห็นเราเขาก็จะถามเลยว่าราคาเท่าไหร่ คิดยังไง หมายถึงค่าตัวเราค่ะ ซึ่งแน็ตก็ปฏิเสธไปว่าเราไม่ได้ทำงานแบบนั้น ตอนนี้เรากำลังเรียนหนังสืออยู่และก็ไม่คิดเรื่องนั้นด้วย และก็มีที่ชวนเรานั่งดื่มเหล้า ก็ปฏิเสธไปค่ะ โดยอ้างว่ามันเป็นกฏของร้าน ถ้าดื่มเราก็จะถูกตัดเงินเดือนก็ต้องหาเหตุผลปฏิเสธเขาไปค่ะ นอกจากนั้น แน็ต ยังบอกต่อว่า งานที่เธอทำอยู่หลายคนมักมองว่าเป็นงานที่ไม่ดีนักสำหรับผู้หญิงที่ทำ แต่เธอก็ไม่ปฏิเสธว่ามีเพื่อนร่วมวงการหลายคนที่แอบให้บริการอย่างอื่นด้วยและสำหรับตัวเธอนั้นขอบอกว่าไม่มีทางทำเด็ดขาด จะอย่างไรก็ย่อมมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเรา ตอนนี้เรื่องเรียนเท่านั้นที่สำคัญที่สุด หลายคนมองเราในแง่ลบ ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกค่ะเพราะมันก็มีบางส่วนที่ทำอาชีพแบบนั้น แต่สำหรับแน็ต ไม่เคยคิดจะทำหรอกค่ะ เราสามารถเลือกได้ แล้วร้านที่เราทำอยู่ก็มีกฏระเบียบเข้มงวดมากก็ถือว่าเป็นเรื่องดีด้วยที่เจอร้านแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามแน็ตให้ความสำคัญกับการเรียนมากที่สุดค่ะ เพราะแน็ตคิดว่าคนที่มีการศึกษาจะเป็นที่ยอมรับของสังคม ส่วนการทำงานตรงนี้ทำให้เราได้ประสบการณ์ ได้เจอคนเยอะซึ่งจะทำให้เราเป็นคนทันคน ทันโลก ไม่ถูกหลอกง่ายๆค่ะ แน็ตเล่าทิ้งท้าย
| | | | | | | |
|