ปัจจุบันสินค้าหลายชิ้นนำภูมิปัญญาจากอดีตมาใช้ จนกลายเป็นสินค้าขายดีสร้างช่องทางอาชีพมานักต่อนัก ยิ่งรู้จักประยุกต์ดัดแปลงให้เข้ากับวิถีชีวิตของยุคสมัย จากงานโบราณก็กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยได้
อย่างเช่นงาน ลงรักปิดทองบนหิน ของ กรกช มั่งมีชัย รายนี้...
เจ้าของผลงานเล่าว่าแนวความคิดที่จะทำงานชิ้นนี้เกิดจากในช่วงที่เรียนจบมาใหม่ ๆ ซึ่งตรงกับช่วงปี 2541-2542 ที่เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้คิดว่าหากจะหางานบริษัททำให้ตรงกับวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาคงหาได้ยาก จึงตัดสินใจจะทำธุรกิจส่วนตัวขึ้นมาเอง โดยใช้เวลามองหาลู่ทางและสำรวจตลาดอยู่พอสมควร พอดีได้มาเห็นกลุ่มลูกค้าต่างชาติซึ่งมักสนใจงานศิลปะแบบไทย ก็เลยคิดว่าหากนำเทคนิคโบราณอย่างการ ลงรักปิดทอง มาผลิตเป็นสินค้าก็น่าจะขายได้ไม่ยาก
มองกลุ่มลูกค้าต่างชาติเป็นอันดับแรกเลย เพราะตอนนั้นคิดว่าหากจะจับกลุ่มเป้าหมายที่คนไทยคงทำตลาดลำบาก เนื่องจากช่วงนั้นเศรษฐกิจไม่ดีคนมีกำลังซื้อน้อย เจ้าของงานกล่าว ส่วนแบบที่ขายดีเป็นพิเศษนั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นลายจิตรกรรมไทย สัตว์ในวรรณคดี ดอกบัว และลายเกี่ยวกับพระพุทธรูปซึ่งจะเป็นแบบที่ขายดีมาตลอด เพราะลูกค้าต่างชาตินิยมเป็นพิเศษ (กรณีลายพระพุทธรูปควรทำความเข้ากับลูกค้าต่างชาติ มิฉะนั้นอาจมีการนำไปจัดวางไม่เหมาะสมดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ)
เหตุที่เลือกงานลงรักปิดทองมาผลิตเป็นชิ้นงานนั้น เนื่องจากศิลปะแบบนี้หากทำถูกวิธีชิ้นงานแต่ละชิ้นจะมีอายุการเก็บรักษายาวนานมาก ซึ่งลงตัวกับตลาดสินค้าของที่ระลึก แต่ขั้นตอนแบบโบราณซึ่งใช้รักแท้หรือยางรักจริงจะมีต้นทุนที่สูงมาก และหายาก อีกทั้งยางรักแท้อาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ จึงตัดสินใจดัดแปลงในส่วนของน้ำยามาใช้น้ำยารักเทียมแทน มีลักษณะคล้ายสีน้ำมัน มีคุณสมบัติไม่ต่างกับรักแท้ เพียงแต่ว่าการผสมต้องให้ถูกหลัก
จะรีบไม่ได้เพราะหากน้ำยาไม่ผสมตัวกันดีเวลาปิดทองลงไปจะทำให้ทองไม่ค่อยติดกัน อีกทั้งทำให้ทองเปลวที่ปิดไม่เรียบ ไม่มันวาวอีกด้วย
กับวัสดุที่จะลงรักปิดทองหรือหินนั้นใช้หินชนวนเป็นหลัก เนื่องจากมีจุดเด่นที่เป็นหินเนื้อสีดำซึ่งช่วยขับสีทองจากทองคำเปลวที่ติดให้ดูเด่น อีกทั้งยังหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง มีคุณสมบัติเหมาะกับการทำงานที่ง่ายกว่าพื้นผิวชนิดอื่น โดยขนาดมาตรฐานคือ ขนาด 10x20 เซนติเมตรหรือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เหตุที่ทำขนาดนี้เป็นหลักเพราะลูกค้าสามารถถือสินค้ากลับได้เลย ไม่ต้องแพ็กของเพื่อนำกลับให้ยุ่งยาก เนื่องจากมีน้ำหนักไม่มากและขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป สำหรับราคาขายนั้นเริ่มตั้งแต่ 250 บาทจนถึงสูงสุด 850 บาท หรือแล้วแต่ความยากง่ายของชิ้นงานเป็นสำคัญ
ทุนเบื้องต้นนั้น กรกชบอกว่าน่าจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000 บาท ซึ่งรวมค่าอุปกรณ์และวัตถุดิบเบื้องต้นไว้แล้ว แต่หากเป็นราคาทุนวัตถุดิบต่อสินค้า 1 ชิ้นแล้วก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 40% จากราคาขาย
วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในงานนี้ อาทิ พู่กัน, น้ำยารักเทียม, สีอะคริลิก, ทินเนอร์ สำหรับทำความสะอาด, หินชนวน และทองคำเปลว 100% โดยน้ำยารักเทียมนั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์ศิลปะได้ทั่วไป หินชนวนสามารถหาซื้อได้ที่ตลาดนัดจตุจักร และทองคำเปลวแหล่งวัตถุดิบสำคัญอยู่บริเวณแยกเสาชิงช้า หรือตามร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ทั่วไป ราคาทั่วไปตกแผ่นละประมาณ 4-5 บาท
ขั้นตอนการทำ เริ่มจากร่างแบบที่ต้องการลงบนกระดาษลอกลาย จากนั้นนำเอาแบบมาทาบลงบนหินชนวน ใช้ดินสอร่างแบบลงบนหิน นำน้ำยารักมาทาลงบนแบบที่ร่างไว้หรือบริเวณที่ต้องการปิดทองคำเปลวลงไป จากนั้นนำไปตากแดดหรือผึ่งลมเพื่อรอให้น้ำยารักแห้ง ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
เมื่อน้ำยาแห้งได้ที่แล้วให้นำแผ่นทองคำเปลวมาปิดลงบนลายที่วาดไว้ โดยขั้นตอนนี้ต้องใช้ความชำนาญและต้องอาศัยความใจเย็นเพราะต้องปิดทองคำเปลวทีละแผ่นให้เต็มลายที่วาดไว้
ในขณะที่ปิดทองนั้นให้ใช้ไม้หรือปลายพู่กันค่อย ๆ กวดทองหรือรีดให้ ทองเรียบติดสนิทกับน้ำยา ซึ่งหากน้ำยาไม่แห้งพอจะทำให้ทองที่ติดมีผิวไม่เรียบ เป็นรอยยับตลอด โดยทั่วไปจะใช้ทองคำเปลวประมาณ 10-15 แผ่นต่อชิ้นงาน จากนั้นใช้พู่กันเบอร์ 0 พิเศษหรือพู่กันเบอร์เล็กจุ่มสีอะคริลิกทำการตัดเส้นที่รูปภาพ ทิ้งให้สีแห้งเป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ
งานแนวนี้ต้นทุนไม่สูงมากและตลาดยังไปได้อยู่ เพราะ ผลงานวัดกันที่ฝีมือ และลวดลายเป็น หลัก ที่สำคัญ หากคนไหนชำนาญแล้วก็อาจจะต่อยอดโดยการรับจ้างทำชิ้นงานขนาดใหญ่หรือรับทำงานนอกสถานที่ เช่น เขียนในห้องพระก็ยังได้...เจ้าของงานลงรักปิดทอง กล่าวเสริม
ใครที่สนใจสามารถชมสินค้าของ กรกช มั่งมีชัย ได้ที่กลุ่มผลิตงานหัตถ กรรมลงรักปิดทองบนหิน เลขที่ 138 ซอยลาดพร้าว 81 วังทองหลาง กรุงเทพฯ หรือที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โครงการ 8 ซอย 18/1 ห้อง 356 หรือติดต่อสอบถามที่ โทร. 0-2933-0677 กับ 0-9893-1180
...ส่วนคนที่อยากจะหัดทำงานแนวนี้ ก็ลองสอบถามโดยตรงได้เลยครับ...
ศิริโรจรน์ ศิริแพทย์ : รายงาน
จเร รัตนราตรี : ภาพ