|
แม้ว่าปีนี้คนไทยจะต้องเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนไทยทั้งประเทศที่ไม่อาจปล่อยให้หลุดลอยไปจากความทรงจำได้ และล่าสุด เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. เยาวชนไทยกลุ่มหนึ่งก็ได้คว้าถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดหุ่นยนต์กู้ภัยระดับโลกในรายการ World Robocup 2006 จากเยอรมนีมาฝากคนไทยให้ได้ดีใจกันอีกครั้ง
Independent ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ เป็นชื่อทีมของเยาวชนผู้พัฒนาหุ่นยนต์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งเอาชนะคู่ต่อสู้ระดับดอกเตอร์มาด้วยรูปแบบการทำงานเป็นทีม ทุ่มเทมันสมอง ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และความมุ่งมั่น ที่แม้แต่คณะกรรมการชาวต่างชาติยังต้องมาขอจับมือและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ท่ามกลางความแปลกใจของทีมนักพัฒนาหุ่นยนต์ประเทศอื่นๆ ที่สงสัยว่าด้วยเทคโนโลยีเพียงแค่นี้ เด็กไทยเอาชนะพวกเขาไปได้อย่างไร
พินิจ เขื่อนสุวงศ์ หรือ โน้ต หนึ่งในทีม Independent ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นโฆษกประจำทีม เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นความสำเร็จของหุ่น Independent และ Inpulse ให้ฟังว่า พวกเขามีการแบ่งหน้าที่การทำงานกันอย่างชัดเจนด้วยความสามารถเฉพาะตัวที่แต่ละคนมี โดยในการผลิตหุ่นยนต์นั้น จะมี ยิ้ม อดิศักดิ์ ดวงแก้ว เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค หนุ่ม สุชาติ จันลี ออกแบบกลไก เน เนติ นามวงศ์ และ ก๊อบ ธงชัย พจน์เสถียร เป็นโปรแกรมเมอร์ โดยก๊อบจะทำหน้าที่อินเตอร์เฟส ติดต่อระหว่างตัวหุ่นไปหาคอมพิวเตอร์ เนจะดูแลเรื่องการแสดงผล ทั้ง 4 คนนี้จะเป็นฝ่ายเตรียมความพร้อมของหุ่นในสนามแข่งขันด้วย ส่วนโน้ตจะเป็นผู้ออกแบบอิเล็กทรอนิก และควบคุมหุ่นขณะแข่งขัน

หุ่นยนต์ของเราคือตัว Independent พัฒนามาตั้งแต่ปี 2005 ที่เลือกทำหุ่นยนต์กู้ภัยก็เพราะเห็นโครงการการแข่งขันที่เครือซิเมนต์ไทยจัดขึ้นแล้วสนใจ เห็นว่าเอาไปใช้ได้จริง ก็เลยรวมกลุ่มกัน หาข้อมูลลงแข่ง สำหรับความยากในการทำหุ่น 2 ตัวทั้ง Independent และ Impulse อยู่ที่เรื่องของเวลา และทำอย่างไรให้ประหยัดงบประมาณมากที่สุด หุ่นของเราตกอยู่ที่ตัวละประมาณ 2 แสนบาท ในขณะที่เกาหลีใต้ตัวละ 2 ล้านบาท บางทีมเซนเซอร์ตัวเดียว ราคาเท่ากับหุ่นเราทั้งตัว และแทบทุกประเทศใช้เทคโนโลยีสูงกว่าเรามาก แต่ได้คุยกันก่อนไปแข่งทุกครั้งแล้วว่า คอนเซปต์ของทีมก็คือ เรายอมรับว่าเราสู้เทคโนโลยีเขาไม่ได้ แต่สำคัญอยู่ที่ไอเดีย คอนเซปต์ของเราต้องไม่ซ้ำกับเขา เราต้องสู้ด้วยการออกแบบที่ตอบโจทย์กติกาการแข่งขันมากที่สุด จุดนี้ทำให้เราชนะใจกรรมการ คว้ารางวัลมาได้ โฆษก ทีม Independent บอกเล่า
สำหรับข้อผิดพลาดและอุปสรรคที่พวกเขาต้องเผชิญในการแข่งขันนั้น เน โปรแกรมเมอร์ของทีม เล่าว่า ปัญหาน่าหนักใจอันดับแรกที่พบในการแข่งขันก็คือ คลื่นความถี่วิทยุใช้บังเอิญเป็นความถี่ที่สูงเกินไป ผิดกฎหมายเยอรมัน เลยจำต้องเสียกล้องที่ใช้สัญญาณนี้ไปหนึ่งตัว แต่โชคดีกล้องที่เหลืออีกสองตัวเป็นระบบไวเลสจึงสามารถแข่งขันต่อไปได้ แม้วิสัยทัศน์และเวลาการตัดสินใจจะนานขึ้นก็ตาม นอกนั้นก็เป็นเรื่องของภาษา แต่มีอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งประกอบด้วยอาจารย์โยทกา ชมพูศรี ผศ.ดร.วรา วราวิทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ ผศ. ดร. จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ ที่ปรึกษาจากสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย เข้าไปช่วยดูแลในส่วนนี้แล้ว
ทีม Independent เล่าให้ฟังด้วยความสนุกสนานว่า ปัญหาอีกเรื่องที่พวกเขาต้องเจอก็คือ หุ่นยนต์ไหม้เพราะซ้อมหนักเกินไป ซ้ำยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนก่อนแข่งรอบชิงด้วย ทำให้ต้องรื้อออกมาใหม่เพื่อซ่อม แทบจะไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว แต่ทุกคนก็บอกว่าไม่เป็นไร เพราะชินแล้ว ดีกว่าไปเสียตอนแข่งจริง ซึ่งคงจะแย่กว่านี้ ดังนั้นจึงนับเป็นโชคดีของทีมประการหนึ่ง
ก๊อบ บอกว่า สำหรับแนวทางพัฒนาหุ่นต่อไป ทีมตั้งใจว่าจะทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ ให้ทำงานได้เองโดยไม่ชนสิ่งกีดขวางหรืออะไร แล้วเมื่อเจอผู้ประสบภัยก็ส่งสัญญาณกลับมา และสำหรับทีมใหม่ๆ ที่จะพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมานั้น ทีม Independent แนะนำว่า อยากฝากให้รวมทีมโดยคำนึงถึงความสามารถของสมาชิก หาบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้าน ไม่ใช่เก่งด้านไฟฟ้าก็เก่งเหมือนกันหมด เพราะจะทำให้องค์ประกอบและความสามารถส่วนอื่นๆ ของหุ่นด้อยไป
ปารินทร์ ขันธหิรัญ ผู้ช่วยผู้จัดการกิจกรรมเพื่อสังคม สำนักงานสื่อสารองค์กร บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในพี่เลี้ยงของ ทีม Independent เล่าให้ฟังว่า เยาวชนกลุ่มนี้เก่งมากที่สามารถเอาชนะคู่แข่งขันมาได้ เพราะทีมของชาติอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับดอกเตอร์เป็นส่วนมาก และมักเป็นหุ่นยนต์ที่มาจากงานวิจัยหรือใช้งานในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีเทคโนโลยีสูงกว่าไทยหลายเท่า แต่จากการรู้จักประยุกต์และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอย่างเต็มที่ก็ทำให้ Independent คว้าชัยชนะมาได้อย่างใสสะอาด
คณะกรรมการทึ่งกับผลงานของเด็กไทยมาก โดยเฉพาะกรรมการชาวอเมริกันที่มาขอจับมือและถ่ายรูปคู่กับเด็กกลุ่มนี้เมื่อประกาศผลการแข่งขันออกมา ในขณะที่ทีมอื่นๆ ต่างก็แปลกใจในความสามารถและบางทีมยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเทคโนโลยีเพียงเท่านี้ สามารถทำงานได้ดีขนาดนั้นได้อย่างไร หนึ่งในพี่เลี้ยงทีมหุ่นยนต์กู้ภัยไทย กล่าว
ด้าน ณัฐ นาคะสุวรรณ นักประชาสัมพันธ์ สื่อสารภายนอก สำนักงานสื่อสารองค์กร อีกหนึ่งพี่เลี้ยงจากปูนซิเมนต์ไทย กล่าวถึงจุดเด่นและปัจจัยที่ทำให้ ทีม Independent ประสบความสำเร็จในปีที่ 2 ของการส่งเยาวชนเข้าแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยครั้งนี้ว่า เยาวชนกลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะที่สำคัญก็คือ ความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ทำงานเป็นทีม และค่อนข้างละเอียด อีกประการหนึ่งก็คือประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากสนามเดียวกันนี้ ณ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว ทำให้สามารถนำข้อบกพร่องมาแก้ไขปรับปรุง ช่วยให้มีความพร้อมมากขึ้น และสำหรับการแข่งขันประเทศไทยตาม โครงการ Thailand Rescue Robot Championship 2006 ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ที่จะคัดทีมเยาวชนไปแข่งขัน ณ สหรัฐอเมริกาในปี 2007 ก็จะทำสนามให้ยากขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันมีความพร้อมในการไปแข่งขันในต่างประเทศ ทั้งนี้ อยากให้ทีมใหม่ๆ มุ่งมั่นพัฒนาหุ่นยนต์เข้ามาร่วมแข่งขันกันให้มากขึ้นและอย่าเพิ่งท้อถอยไปเสียก่อน
นอกเหนือจากความภาคภูมิใจที่กลุ่มนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จะคว้าชัยในลีกหุ่นยนต์กู้ภัยแล้ว ทีมฟุตบอลหุ่นยนต์ไทย พลาสมา ซี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังคว้ารางวัลที่ 3 ในการแข่งขัน Robocup Soccer ในรายการเดียวกันอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ เป็นความสำเร็จอันน่าชื่นชมยินดีอีกประการหนึ่งของชาวไทยที่มีเด็กไทยเปี่ยมด้วยมันสมองและความมุ่งมั่น ในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองและเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้โดดเด่นได้ในระดับโลก และความมุ่งหวังต่อไปก็คือ การได้เห็นความตั้งใจจริงของเยาวชนกลุ่มใหม่ๆ ในอันที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เช่นนี้ขึ้นมาท่ามกลางการสนับสนุนจากภาครัฐ เอกชน รวมถึงทุกหน่วยในสังคม เพื่อที่คลื่นลูกใหม่นี้สามารถผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างแท้จริง |