|
|
 |
เอกชนไทยเสก ข้าว ให้เป็นนวัตกรรมสร้างเงินด้วยงานวิจัย เปิดตัว 2 โครงการนวัตกรรมข้าว แจง 4 ชิ้นผลิตภัณฑ์ ทั้งข้าวกล้องเพื่อสุขภาพและข้าวหุงสุกเร็ว หวังโกอินเตอร์ ดึงเงินต่างชาติ สนช.ตั้งเป้าภายในปีเดียวดึงเงินเข้าประเทศ 900 ล้านบาท เจ้ากระทรวงวิทย์ฯ เผยแลกเปลี่ยนออฟฟิศกับ ส.อ.ท. หวังสร้างนวัตกรรม-สร้างรายได้ ลองหลับตานึกถึงไข่เจียวหมูสับที่เพิ่งทอดเสร็จร้อนๆ ฟูเต็มจานกระเบื้องสีขาวเกลี้ยงตา และผัดกะเพราไก่หอมกรุ่นอีกสักจานหนึ่ง ซึ่งหากว่าเป็นความจริงแล้ว หลายคนก็คงจะไม่รีรอสั่งข้าวสวยคนละจาน-สองจานเพื่ออิ่มอร่อยกับสิ่งยั่วตายั่วใจตรงหน้าให้หายอยาก ซึ่ง ข้าว นี่เองที่เป็นหัวข้อสำคัญในครั้งนี้ ที่ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ จะพาผู้อ่านทุกคนไปชมกัน อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่การพาไปเปิดเมนูอาหารสุดอร่อยกับคุณหมึกแดงอย่างแน่นอน หากแต่วันนี้ (17 ม.ค.) ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมข้าวไทยพร้อมๆ กันถึง 2 โครงการ การเปิดตัวนวัตกรรมข้าวไทยทั้ง 2 ที่กล่าวถึงข้างต้นจัดขึ้นโดย 2 หน่วยงานสำคัญคือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี ดร.ประวิช รัตนเพียร รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นประธาน นวัตกรรมข้าวตัวแรกที่เราจะกล่าวถึงคือ ผลิตภัณฑ์ข้าวจาก โครงการนวัตกรรมการผลิตข้าวกล้องเพื่อสุขภาพโอไรซ์ (O-Rice) ของบริษัท เพชรบูรณ์ อินโนเวชั่น จำกัด โดยการบูรณาการความร่วมมือของหลายหน่วยงานได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ สถาบันเทคโนโลยีชีวภาพเพื่ออุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ข้าวกล้องโอไรซ์เป็นข้าวกล้องที่ผ่านกรรมการผลิตด้วยกระบวนการ โอไรซิเนชัน (orizination) เพื่อเก็บกักสารอาหารต่างๆให้คงอยู่ในเมล็ดข้าว ทำให้คุณค่าทางอาหารยังอยู่ครบถ้วนทั้งวิตามิน เกลือแร่ โดยเฉพาะวิตามินที่พบในส่วนของรำข้าวและจมูกข้าว อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินดี และวิตามินอี อีกทั้งยังอุดมด้วยเส้นใยอาหารซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย การควบคุมน้ำหนัก และมีค่าการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดร.จตุรพร พรศิลปทิพย์ ที่ปรึกษาบริษัท เพชรบูรณ์ อินโนเวชั่น จำกัด กล่าวว่า ด้วยคุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วนของข้าวกล้องโอไรซ์จึงตอบสนองกระแสความต้องการของคนในยุคปัจจุบันที่เอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพมากขึ้น จากที่ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราเพื่อซื้ออาหารเสริมสุขภาพจากต่างประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท ปัจจุบัน ทางบริษัทมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 120,000 ซอง/เดือน แต่ละซองมีน้ำหนัก 150 กรัม และมีราคาซองละ 50 บาท หรือประมาณกิโลกรัมละ 300 บาท ซึ่งหลังการวางจำหน่ายในร้านผู้แทนจำหน่ายหลายราย อาทิ ท็อปส์ ซูปเปอร์มาร์เก็ต ร้านเอเดน (สำนักงานใหญ่ประชานุกูล) และโครงการผู้จัดการสุขภาพ (บ้านเจ้าพระยา ถ.พระอาทิตย์) ได้รับเสียงตอบรับดีมาก จนเกรงว่าอาจผลิตไม่ทันต่อความต้องการทั้งในประเทศและรวมถึงต่างประเทศ โดยบางรายได้ติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายแล้ว นอกจากนี้ การผลิตข้าวกล้องเพื่อสุขภาพดังกล่าวยังทำให้เกิดเครือข่ายการผลิตข้าวใน จ.เพชรบูรณ์ ด้วย และเนื่องจากมีความต้องการข้าวกล้องเพื่อสุขภาพมาก ทางบริษัทจึงคิดจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 10 เท่า โดยกำลังดำเนินการขยายโรงงานแห่งที่ 2 พร้อมๆ กับการขยายการผลิตให้เป็นวิสาหกิจชุมชนโดยมีทางบริษัทเป็นผู้ดูแล ที่ปรึกษาบริษัท เพชรบูรณ์ อินโนเวชั่น จำกัด กล่าว ส่วนนวัตกรรมข้าวไทยโครงการถัดมาคือ โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวหุงสุกเร็ว ใบเมี่ยง และเส้นอูด้ง ของบริษัท เอเชี่ยน สุพีเรียฟูดส์ จำกัด บริษัทใหญ่ใน จ.ราชบุรี และเป็นที่รู้จักกันดีในวงการอาหาร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปข้าวที่พ่วงมาแถลงข่าวเปิดตัวถึง 3 ผลิตภัณฑ์ด้วยกันคือ 1.ข้าวหุงสุกเร็ว 2. ใบเมี่ยงและ 3.เส้นอูด้งสด ซึ่งแม้ว่าทั้ง 3 อาจไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ แต่ก็เป็นสิ่งที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาจนดีกว่าหรือแข่งขันกับต่างประเทศได้ นายวัฒนกุล มังคลรังษี กรรมการบริษัท เอเชี่ยน สุพีเรียฟูดส์ จำกัด แจกแจงว่า ข้าวหุงสุกเร็วเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ข้าวสวยและข้าวปรุงรสกึ่งสำเร็จรูป ที่สามารถคืนรูปเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทานได้ภายใน 3-5 นาที ด้วยการเติมน้ำร้อนคล้ายกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยมีสูตรเฉพาะซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ทางบริษัทนำไปต่อยอด โดยหวังว่าผลิตภัณฑ์นี้จะทำให้คนไทยหันมารับประทานข้าวไทยมากขึ้น ทดแทนการรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศจีนและเวียดนาม สำหรับใบเมี่ยง (rice paper/rice wrapper) ที่ใช้ห่ออาหารเช่น เฝอ (Pho) นั้นผลิตโดยอาศัยการออกแบบและพัฒนาเครื่องจักรในการผลิตแผ่นแป้งที่สามารถควบคุมความหนาของแผ่นแป้งได้ ซึ่งต้องสัมพันธ์กับกระบวนการนึ่งเพื่อให้แผ่นแป้งสุกสม่ำเสมอ เหนียวนุ่ม และไม่ขาดง่าย การออกแบบอุปกรณ์อบแห้งที่ทำให้แผ่นแป้งเรียบไม่บิดงอ รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้สินค้าเป็นที่ยอมรับจากชาวต่างชาติมากขึ้น ส่วนเส้นอูด้งสด เป็นการผลิตเส้นอูด้งสดและหมี่ฮ่องกง โดยใช้แป้งข้าวเจ้าทดแทนแป้งสาลี 30% และใช้กัม (gum) เป็นตัวประสานในการนวดแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวสาลีให้เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งยังคงคุณภาพเหมือนกับการใช้แป้งสาลี 100% จนได้เป็นผลิตภัณฑ์เส้นอูด้งและหมี่ฮ่องกงที่มีโปรตีนกูลเตนต่ำเหมาะกับผู้บริโภคที่แพ้โปรตีนกูลเตนซึ่งมีผลต่อระบบกระเพาะอาหาร และระบบขับถ่าย อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ยังไม่วางจำหน่ายในประเทศไทยในขณะนี้ แต่จะวางจำหน่ายในช่วงกลางปีหรือปลายปี โดยในการวางจำหน่ายในต่างประเทศพบว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก ทั้งนี้ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แสดงความคิดเห็นต่อนวัตกรรมทั้ง 2 ว่า นวัตกรรมทั้ง 2 โครงการไม่ได้เป็นเพียงโครงการนำร่องเท่านั้น แต่สามารถนำไปใช้ในทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน และไม่ได้มองเฉพาะคนไทย 60 ล้านคนเท่านั้น แต่มองไปถึงประชาคมโลก 6,000 ล้านคนทั่วโลกด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนานวัตกรรมข้าวไทยให้มีเอกลักษณ์ที่ต่างชาติไม่สามารถตามทัน เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นตติยภูมิ อีกทั้งต้องเป็นที่ยอมรับของสหภาพยุโรป (อียู) และของโลกด้วย โดยมั่นใจว่าได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างถูกทางแล้ว และตลาดโลกยังต้องการข้าวไทยอีกมาก ด้านนายศุภชัย หล่อโลหการ ผอ.สนช. กล่าวว่า ในโครงการนวัตกรรมข้าวกล้องเพื่อสุขภาพโอไรซ์ สนช.ได้ให้การสนับสนุนทางวิชาการเป็นมูลค่า 570,000 บาท จากเม็ดเงินการลงทุนทั้งสิ้น 11.8 ล้านบาท และในโครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวหุงสุกเร็ว ใบเมี่ยง และเส้นอูด้ง สนช.ได้ให้การสนับสนุนตามโครงการนวัตกรรมดี...ไม่มีดอกเบี้ยเป็นมูลค่า 2.7 ล้านบาท จากเม็ดเงินลงทุน 182.5 ล้านบาท โดยคาดว่าภายใน 1 ปี ทั้ง 2 โครงการจะสร้างรายได้แก่ประเทศไทยได้กว่า 900 ล้านบาท อีกทั้งเป็นการนำร่อง 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรมเกษตร เพื่อที่จะขยายผลให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในแต่ละจังหวัดต่อไป ผอ.สนช.กล่าวอีกว่า จากการศึกษาแบบมองจากภายนอก (Outside In) ร่วมกันระหว่าง สนช.กับบริษัทเอเชีย ไบโอ-บิสซิเนส ของประเทศสิงคโปร์ พบว่าปัจจุบันสังคมเมืองได้ทำให้คนมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น อีกทั้งข้าวไทยยังไม่เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลก ทำให้แนวโน้มการส่งออกข้าวไทยจะลดลงเช่น ขณะนี้ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวสารเฉลี่ย 60,000 ล้านบาท/ปี แต่หากไม่มีนวัตกรรมในด้านข้าวไทยเลย ต่อไปในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า มูลค่าในส่วนนี้จะลดลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 30,000 ล้านบาท ในโอกาสเดียวกันนี้ ดร.ประวิช กล่าวถึง ความร่วมมือระหว่าง สนช.และ ส.อ.ท. ด้วยว่า มีแนวคิดที่จะแลกเปลี่ยนสำนักงานระหว่างกัน คือให้มีสำนักงานของอีกฝ่ายในสำนักงานของตนเองเพื่อให้เกิดการประสานงานกันมากขึ้นกว่าการติดต่อผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์ หรือเครือข่ายอื่นๆ ซึ่ง สนช.ได้ทำสัญญาความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับ ส.อ.ท. มาตั้งแต่ 17 พ.ค. 2547 และมีโครงการพัฒนานวัตกรรมที่ดำเนินการร่วมกันมาโดยตลอด
| | |