|
| ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน |
|
| นักเรียน นักศึกษา ขณะร่วมพิธีเปิด และรับฟังการบรรยาย |
| | |
 |
โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพฯ ศูนย์ TMC สวทช. จัดค่ายวิทย์เน้นเด็ก ม.ปลาย ปริญญาตรี หวังปูทางอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านประธานโครงการฯ เผย ทิศทางการวิจัยของประเทศในอนาคต ควรมุ่งเน้นเรื่องพลังงาน และเทคโนโลยีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยนำแสงอาทิตย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ วันนี้ (21 เมษายน) ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน ได้เป็นประธานในพีธีเปิดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 1 โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปริญญาตรี รุ่งที่ 9 ประจำปี 2549 ซึ่งจัดขึ้นโดยโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน (Junior Science Talent Project: JSTP) ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาสาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) โดยโครงการวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ เป็นโครงการที่ส่งเสริมเด็กและเยาวชนผู้ที่มีความสนใจทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ได้รับการพัฒนาทักษะความสามารถที่มีอยู่ให้เพิ่มพูนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง จนสามารถก้าวสู่อาชีพนักวิทยาสาสตร์ นักวิจัยที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป ซึ่งเป็นการส่งเสริมการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ค่ายวิทยาศาสตร์ฯ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-28 เมษายน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งได้เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนไทยในระดับมัธยมศึกษา และนิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา ผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์กว่า 60 คนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ โดยพิจารณาจากความรู้ ความสามารถ ตลอดจนผลงานในรูปของโครงงานวิทยาศาสตร์ที่นำเสนอให้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการในระยะยาว เพื่อรับทุนการศึกษาและการวิจัยจนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก และเข้าสู่อาชีพนักวิชาการและนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงและนักเทคโนโลยีพี่เลี้ยงคอยดูแล และให้คำปรึกษา พร้อมกันนี้ ศ.ดร.ยงยุทธ ได้บรรยายพิเศษเรื่อง ทิศทางงานวิจัยของประเทศไทยในอนาคต โดยกล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับกลาง จึงควรต้องเพิ่มความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาที่ให้ความสำคัญในอนาคต เช่น เรื่องพลังงาน ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของประเทศ โดยต้องมองว่าในช่วง 10-20 ปี ทิศทางจะเป็นอย่างไร และจะนำเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังควรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสีเขียว หรือเทคโนโลยีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเรื่องสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นวิทยาการที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอีกด้วย ประเทศไทยมีขั้นตอนการพัฒนาการที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมบุคลากร ประสบการณ์ และความเข้าใจทางสังคม ส่วนนักวิจัยมีขั้นตอนการพัฒนาการ ซึ่งต้องเริ่มจากจากการเป็นผู้ร่วมงานจนสามารถเป็นผู้นำได้ โดยนักวิจัยจะต้องเป็นทั้งผู้ร่วมงานและผู้นำ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นผู้นำเสมอไป ศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว
| | |