|
|
|
You are here: Home>>วิทยาศาสตร์และศิลป์>>วิทยาศาสตร์>>Details |
|
สร้างแบรนด์นวัตกรรมไทย คนไทยต้องคิดเป็น |
|
Last
update:2006-04-24 Source :Blog |
| การเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง นวัตกรรมกับตราสินค้า โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ | |
 |
สำนักงานนวัตกรรมฯ จัดเสวนา นวัตกรรมกับตราสินค้า แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนวัตกรรมของคนไทย ด้านผู้ประกอบการย้ำ คนไทยยังคิดเองไม่เป็น ต้องตามกินปลายน้ำจากต่างชาติ แนะชูตราสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม ปฏิวัติความคิดใหม่ ฝึกคนไทยให้ใช้ความคิดสร้างนวัตกรรมให้เป็น นับวัน เรามักได้ยินคำว่า นวัตกรรม บ่อยขึ้นทุกขณะ ยิ่งในเชิงการค้าการลงทุนด้วยแล้ว นวัตกรรมกำลังเป็นของใหม่ที่ต้องก้าวให้ทันต่างชาติ โดยหลังจากที่ได้มีการแถลงข่าวพิธีลงนามโครงการ หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการนวัตกรรม ระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว สนช.ยังได้ถือโอกาสเดียวกันจัดการเสวนาเรื่อง นวัตกรรมกับตราสินค้า ด้วย วิทยากรพิเศษที่มาบรรยายได้แก่ นายประจวบ ไชยสาส์น นายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตเจ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) นายเกียรติพงศ์ น้อยใจบุญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร กรรมการบริหารบริษัท สเติร์นสจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด และนายเรวัต จินดาพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิสลิลลี่ ฟลาวเวอร์ จำกัด โดยมี นายศุภชัย หล่อโลหการ ผอ.สนช.เป็นผู้ดำเนินรายการ ในเบื้องต้น นายประจวบ กล่าวถึงพื้นฐานของการสร้างนวัตกรรมว่า จะต้องใช้คณิตศาสตร์คือตรรกะเป็นเครื่องในการช่วยคิดอย่างเป็นระบบ อยู่ในขอบเขต และไม่เพ้อเจ้อ รวมถึงต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการคิดอย่างวิทยาศาสตร์ เพื่อนำงานวิจัยมาต่อยอดให้เป็นนวัตกรรมเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ทั้งนี้ นวัตกรจะต้องมีมุมมองที่กว้างขวางกว่าการมีความรอบรู้ในสายงานของตัวเอง เช่น ต้องมีความรู้ในด้านเศรษฐศาสตร์ด้วย นายประจวบได้ยกตัวอย่างหนึ่งของประเทศที่ประสบผลสำเร็จด้านนวัตกรรม คือ ประเทศอินเดียซึ่งใช้ความคิดสร้างซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ใหม่ๆ ออกมาเป็นสินค้าสำคัญที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ามีมูลค่ามากกว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าการเกษตรของไทยทุกชนิดรวมกันเสียอีก จึงเป็นที่น่าสนใจว่าทำไมอินเดียจึงมีความสามารถเช่นนี้ โดยพบว่า คนอินเดียจะเป็นคนที่มีหลักการคิด มีตรรกะ และมีความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีภาษาอังกฤษที่เข้มแข็ง ซึ่งจากตัวอย่างนี้เองที่เขาอยากให้สังคมไทยดำเนินรอยตามบ้าง เพราะเป็นงานความคิดเป็นงานที่เบากว่าการใช้แรงงาน และความคิดเป็นของที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด อย่างไรก็ดี ดร.เชียรช่วง กล่าวเป็นรายต่อมาว่า ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการสร้างนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ เช่น การใช้หลักการทางบัญชีที่มีอายุยาวนานและแทบใช้งานไม่ได้แล้ว ทำให้คนไทยมีความคิดที่ผิด โดยได้รวมเอาการทำวิจัยพัฒนาเป็นค่าใช้จ่ายในบัญชี แต่ไม่ใช่การลงทุน การทำวิจัยพัฒนาจึงเกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว ต้องมองมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นมากกว่า และตราสินค้าเองก็ตีเป็นมูลค่าได้ ทั้งนี้ เขาเห็นว่า ประเทศไทยมีสินค้าที่มีแนวโน้มการพัฒนาไปเป็นนวัตกรรมได้หลายชิ้น ตัวอย่างความสำเร็จหนึ่งของคนไทยคือ ตรายี่ห้อของเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อกระทิงแดงที่เป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วโลก โดยมีมูลค่าการตลาดในต่างประเทศถึง 96.8% แม้ว่าจะมีมูลค่าการตลาดในประเทศไทยเพียง 3.2% เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันระดับโลกหลายรายการ ส่วนการสร้างตราสินค้านั้น เขาให้นิยามว่าคือความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ลูกค้าจะไม่ซื้อสินค้าเดียวกันของยี่ห้ออื่น แต่จะซื้อเฉพาะของยี่ห้อเราเท่านั้น ดังนั้น คนไทยจะต้องทำให้ตราสินค้าของตัวเองมีคุณค่า และบริหารจัดการให้มีมูลค่าสูงขึ้นต่อไป จากนั้น นายเกียรติพงศ์ กล่าวเสริมถึงนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมที่ผ่านมาของประเทศไทยว่า มักเป็นการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้คิดขึ้นเองเลย ซึ่งสินค้าบางตัวอาจมีส่วนที่คนไทยได้รับส่วนแบ่งปลายน้ำบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย คือประมาณ 15% ของมูลค่าทั้งหมด เนื่องจากคนไทยขาดความรู้ความเข้าใจว่านวัตกรรมคืออะไร จึงไม่สามารถสร้างนวัตกรรมขึ้นเองได้ ซึ่งหากพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่า นวัตกรรมของต่างชาติล้วนมีราคาแพงทั้งที่มีราคาวัตถุดิบไม่มากนัก แต่มีต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าความคิด กระนั้น ประเทศไทยก็สามารถสร้างตราสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าให้นวัตกรรมที่ผลิตในประเทศได้ หากมีการบริหารจัดการที่ดีและมีความรู้ความคิดทางนวัตกรรม เพราะมีความได้เปรียบด้านทรัพยากรที่มีอยู่มากอยู่แล้ว สำหรับวิทยากรคนสุดท้าย คือ นายเรวัต แลกเปลี่ยนมุมมองบ้างว่า โลกในขณะนี้มีความเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมรวดเร็วมากจนประเทศไทยตามไม่ทัน เพราะมีการทำการวิจัยพัฒนาน้อยมาก เช่นเดียวกับการเรียนหลักสูตรเอ็มบีเอ (MBA) ที่นำไปใช้ไม่ได้อีกต่อไป สิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ในสถานการณ์นี้คือการสร้างตราสินค้า ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยความคิดสร้างสรรค์ที่ดีต้องมีความใหม่ และต้องเป็นที่ยอมรับของสังคมเพื่อให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้ เพราะหากสังคมไม่ยอมรับย่อมล้มเหลวในที่สุด และหลังจากที่ได้ความคิดแล้วก็ต้องลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้นวัตกรรมออกมา อนึ่ง นายเรวัต ได้ตั้งข้อสังเกตโดยให้คำนิยามของตราสินค้าที่แตกต่างออกไปว่า เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าการเผยแพร่ให้คนได้รู้จักสินค้า โดยสุดยอดของการสร้างตราสินค้าคือ การสร้างคุณค่าทางสังคมบนธุรกิจของตัวเองให้กับลูกค้าได้อย่างชัดเจน เปรียบได้กับการสร้างการเป็นที่ยอมรับให้แก่ลูกค้า เพื่อบ่งบอกถึงตัวตนและระดับของลูกค้า เช่นเดียวกับความนิยมในกระเป๋าถือสตรียี่ห้อดัง ซึ่งหากไม่มีตราสินค้าของยี่ห้อนั้นแล้วก็จะไม่มีใครยอมซื้อ แต่หากได้ติดตรายี่ห้อเมื่อใด การยอมรับจากสังคมก็จะทำให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินแพงขึ้นมากกว่าราคาวัตถุดิบ กลยุทธ์สำคัญของการสร้างตราสินค้าตามความคิดเห็นส่วนตัวของนายเรวัต ได้แก่ นวัตกรรมด้านรูปแบบธุรกิจ นวัตกรรมด้านสินค้าและการผลิต และที่มีความสำคัญมากอีกจุดหนึ่งคือนวัตกรรมด้านลูกค้า ซึ่งในส่วนนี้ ผู้ประกอบการต้องหาต้นแบบของกลุ่มเป้าหมายตัวเองให้เจอแล้วใช้เป็นพรีเซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เช่น การใช้ภาพลักษณ์ของนักกีฬาชื่อดังที่มีความดุดันมาจับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น เป็นต้น สุดท้ายนี้ สำหรับหลักสูตรการบริหารจัดการนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่มีการเปิดตัวขึ้น นายเรวัต แนะทิ้งท้ายว่า จำเป็นต้องมีการสอนให้ผู้เรียนมีความคิด และคิดเป็นมากกว่าการเรียนตามคำจำกัดความแบบเดิม ซึ่งเมื่อเรียนจบไปแล้วอาจนำไปใช้ไม่ได้จริง โดยเขาเชื่อว่า เมื่อสอนด้วยวิธีที่เสนอแล้วคนไทยมีความสามารถที่จะทำได้เป็นอย่างดี | | | | | |
|