|
|
|
You are here: Home>>กีฬา>>ฟุตบอล>>Details |
|
"จังโก้"แพ้แต่เข้า! ฝอยทองที่1"แองโกลา"เจ๊า-ร่วง |
|
Last
update:2006-06-22 Source :Blog |
"จังโก้"แพ้แต่เข้า! ฝอยทองที่1"แองโกลา"เจ๊า-ร่วง
กอดคอ"อิหร่าน"เก็บกระเป๋าสิงโตฉลุยไปตัด"เอกวาดอร์" สวีเดนฝ่าด่านหินอินทรีเหล็กแฉตร.ติดหนี้บอล-จำนำปืน!
 จูงกันเข้า- ฟรานซิสโก้ โรดริเกซ กองหลังเม็กซิโก โขกบอลผ่านมือริคาร์โด้ เปไรร่า นายทวารโปรตุเกสเข้าประตู ก่อนพ่ายไป 1-2 ที่สนามเมืองเกลเซ่นเคียร์เช่น แต่จูงกันเข้ารอบ โดยทีมฝอยทองเป็นที่ 1 ส่วนจังโก้เป็นที่ 2 กลุ่มดี
| ขุนพล"ฝอยทอง"โปรตุเกส ส่งสำรองลงหวด "จังโก้"เม็กซิโก ก่อนเอาชนะไปได้ 2-1 เข้ารอบด้วยสถิติหรูชนะรวด 3 นัด ขณะที่"จังโก้"ดวงแตกตีนบอดซัดโทษไม่เข้าแถมยังโดนไล่ออก ส่วน"แองโกลา"ลงเตะทิ้งทวนเสมอ"อิหร่าน"สุดมันส์ 1-1 สำหรับเบื้องหลังเกมเดือด "สิงโตคำราม" อังกฤษ พอใจฟอร์มแม้ถูก "สวีเดน" ตีเจ๊า 2-2 "รูนีย์" ยันร่างกายกลับมาฟิตแล้ว สุดซวย "ไมเคิล โอเว่น" เดี้ยงยาว หมอสั่งพักนานถึง 5 เดือน ขณะที่ "โจ โคล"ปลื้มฟอร์มทั้งยิงและจ่าย ด้านเจ้าภาพ "อินทรีเหล็ก" เยอรมัน ทำสถิติชนะรวด 3 นัดในรอบแรกในรอบ 36 ปี
-"สิงโต"ส่ง"รูนีย์"ลุยสวีเดน
ศึกลูกหนังโลกเข้มงวดมาทุกขณะ สำหรับผลนัดสุดท้ายรอบแรกของสายบี เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 21 มิ.ย. เป็นการพบกันระหว่าง "สิงโตคำราม" อังกฤษ และ "ไวกิ้ง" สวีเดน ที่สนามเมืองโคโลญจน์ โดยอังกฤษนำเป็นจ่าฝูงเตะ 2 นัด มี 6 คะแนน เข้ารอบแน่นอนแล้ว ส่วนสวีเดน เตะ 2 นัด มี 4 คะแนน โอกาสเข้ารอบยังต้องลุ้น และสถิติการพบกัน 11 ครั้ง นับแต่ปีค.ศ.1968 อังกฤษยังไม่เคยชนะสวีเดนได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
สำหรับ 11 ผู้เล่นของอังกฤษ ประกอบด้วย พอล โรบินสัน, เจมี่ คาร์ราเกอร์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, จอห์น เทอร์รี่, แอชลีย์ โคล, เดวิด เบ๊กแฮม, แฟรงก์ แลมพาร์ด, โอเว่น ฮาร์กรีฟส์, โจ โคล, ไมเคิล โอเว่น, และเวย์น รูนีย์
ส่วน 11 ผู้เล่นของสวีเดน ประกอบด้วย อันเดรส ไอแซ็กส์สัน, นิคลาส อเล็กซานเดอร์สัน, โอลอฟ เมลล์เบิร์ก, เท็ดดี้ ลูซิซ, เอริก เอ๊ดมัน, แมตเธียส ยอนสัน, โทเบียส ลินเดอรอท, คิม คาลล์สตรอม, เฟรดริก ลุงเบิร์ก, มาร์คุส อัลบัก, และ เฮนริก ลาร์สสัน โดยมีมัสซิโอม บูซักก้า จากสวิตเซอร์แลนด์ เป็นผู้ตัดสิน
-"โอเว่น"เจ็บ-"โจโคล"ยิง1-0
เริ่มเกมในครึ่งแรก สวีเดนเป็นฝ่ายเขี่ยบอลเล่นก่อน แต่ยังไม่ถึงนาที โอเว่นก็เล่นต่อไม่ได้ ขณะส่งบอลแล้วล้มผิดจังหวะหัวเข่าขวาบิด เล่นต่อไม่ได้ สเวน โกรัน อีริกส์สัน กุนซือชาวสวีดิชของอังกฤษ ต้องเปลี่ยนเอาปีเตอร์ เคราช์ ศูนย์หน้าร่างโย่งลงมาแทน
นาทีที่ 33 โจ โคล ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับกองหลังสวีเดน ก็แผลงฤทธิ์ จากจังหวะที่อังกฤษโยนเข้าใส่ กองหลังสวีเดนสกัดออกมา โจ โคล พักบอลด้วยอกก่อนหวดด้วยเท้าขวา ระยะกว่า 30 หลา บอลพุ่งโค้งมุดเข้าหากรอบประตู ไอแซ็กส์สัน ผู้รักษาประตูไวกิ้ง โดดปัดได้แค่ปลายมือ บอลมุดเข้าสามเหลี่ยมอย่างสวยงาม อังกฤษออกนำ 1-0
ด้านสวีเดนโดนนำแต่เกมยังไม่กระเตื้องขึ้น แม้จะครองบอลได้สูสีกับอังกฤษ พอลำเลียงมาถึงแดนหน้าก็เสียบอลอย่างง่ายๆ จนในนาทีที่ 39 อังกฤษเกือบได้ประตูที่ 2 แฟรงก์ แลมพาร์ด ยิงไกลบอลเฉียดคานออกไปนิดเดียว หมดครึ่งแรกอังกฤษยังนำ 1-0
-"ไวกิ้ง"บุกหนักไล่ตีเสมอ1-1
ครึ่งหลัง อังกฤษเป็นฝ่ายเขี่ยบอลเริ่มเล่น นักเตะสิงโตคำรามยังคงเปิดเกมบุกใส่สวีเดน โดยเน้นการขึ้นบอลทางกราบซ้ายให้ โจ โคล ลากเลื้อยสร้างความกดดันกองหลังคู่ต่อสู้ แต่กลับเป็นสวีเดนที่ทำเกมบุกขึ้นมาเพียงครั้งแรกของครึ่งหลังก็ได้ประตูตีเสมอในนาทีที่ 50 ลินเดอรอท เตะมุมด้านมุมด้านซ้ายเปิดเข้ามา มาร์คุส อัลบัก ขึ้นโหม่งเช็ดบอลพุ่งเข้าเสา 2 อย่างสวยงาม สวีเดนตีเสมอเป็น 1-1
เมื่อสวีเดนได้ประตูตีเสมอ เกมของอังกฤษชอร์ตไปดื้อๆ ผู้เล่นแดนหน้าแทบไม่เจอบอล ผิดกับสวีเดนที่บุกขึ้นมาแต่ละครั้งสร้างความหวาดเสียวและมีลุ้นตลอด ขณะที่ปั่นป่วนอยู่พักใหญ่ อังกฤษเริ่มตั้งหลักได้ พาบอลเข้ามาหน้ากรอบเขตโทษสวีเดนได้บ่อยครั้ง และนาทีที่ 69 อังกฤษต้องเปลี่ยนเอารูนีย์ ออก ส่ง สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ลงไปแทน ทำเอารูนีย์ไม่พอใจ
-สิงโตยิงอีก-ไวกิ้งฮึดเจ๊า2-2
จากนั้นนาทีที่ 75 โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ ของอังกฤษ โดนใบเหลืองเป็นคนแรกของเกม เมื่อเจตนาทำแฮนด์บอล และอีก 2 นาทีต่อมา ปีเตอร์ เคราช์ มีโอกาสโหม่งจากลูกเตะมุม แต่ผู้รักษาประตูสวีเดนเซฟไว้ได้
นาทีที่ 82 นิคลาส อเล็กซานเดอร์สัน ทำฟาวล์โจ โคล กรรมการให้ใบเหลืองไปอีกคน และแล้วในนาทีที่ 84 กลับกลายเป็นอังกฤษที่ยิงประตูขึ้นนำอีกครั้ง โจ โคล ได้บอลหน้าเขตโทษทางด้านขวา ตัดไปในเขตโทษด้านขวา เจอร์ราร์ด เทกตัวขึ้นสะบัดศีรษะโหม่งบอลเข้าประตูทางเสาแรกอย่างสวยงาม สิงโตคำรามนำอีกครั้ง 2-1
เข้าสู่ช่วงท้ายเกมในนาทีที่ 41 ลุงเบิร์กได้ใบเหลืองเมื่อไปทำฟาวล์โจ โคล ก่อนจะโหมบุกอีกระลอกหวังยิงประตูตีเสมอ อังกฤษต้องถอยไปช่วยกันตั้งรับ กระทั่งตามตีเสมอได้สำเร็จอีกครั้ง จากลูกทุ่มไกลทางฝั่งขวาเข้าในกรอบเขตโทษ ผู้เล่นอังกฤษโหม่งสกัดพลาด บอลกระดอนเข้ามาหน้าประตู เฮนริก ลาร์สสัน ชาร์จเข้าประตู เสมอกัน 2-2 จบเกมทำอะไรกันไม่ได้เสมอ 2-2 ส่งผลให้อังกฤษเป็นอันดับ 1 ของสายบี ไปเจอกับเอกวาดอร์ ที่ 2 ของสายเอ ส่วนสวีเดนไปเจอกับเยอรมัน เจ้าภาพ ที่ 1 สายเอ
-"ยอร์ก"นำทัพบดปารากวัย
อีกคู่ในรอบแรกสายบี นัดสุดท้ายเช่นเดียวกัน เป็นการพบกันระหว่าง ปารากวัย และ ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก ที่สนามฟริตซ์ วอลเตอร์ สตาดิโอน ในเมืองไกเซอร์สเลาเทิร์น โดยเกมนี้ปารากวัยหมดลุ้นไปแล้ว แต่ตรินิแดดฯ ยังมีลุ้นปาฏิหาริย์โดยต้องชนะปารากวัยให้ได้ก่อนลุ้นให้อังกฤษเอาชนะสวีเดนให้ได้มากกว่า 3 ประตู
อนิบัล รุยซ์ กุนซือปารากวัยส่ง 11 นักเตะลงหวดทิ้งท้ายดังนี้ อัลโด้ โบดาดิลญ่า, เดนิส คานิซ่า, ฮูลิโอ เซซาร์ คาเซเรส, คาร์รอส กามาร์ร่า, ฮอร์เก้ นูเยซ, ฮูลิโอ ดอส ซานโตส, เอ๊ดการ์ บาร์เรโต้, โรแบร์โต้ อคุนญ่า, คาร์ลอส เปเรเดส, โรเก้ ซานตา ครูซ, เนลสัน บัลเดส
ขณะที่ ลีโอ บีนฮักเกอร์ กุนซือตรินิแดดฯ ตัดสินใจดร็อป ชาก้า ฮิสล็อป นายทวารจอมหนึบไปโดยวาง 11 ตัวผู้เล่นดังต่อไปนี้ เคลวิน แจ๊ก, เอเวรี่ จอห์น, เบรนต์ ซานโช, เดนนิส ลอร์เรนซ์, คริสโตเฟอร์ เบอร์ชาลล์, เออร์ติส วิตลีย์, คาร์ลอส เอ๊ดเวิร์ด, คอร์เนลล์ เกล็น, สเติร์น จอห์น, เดนซิลล์ ธีโอบอลด์, ดไวต์ ยอร์ก โดยมีโรแบร์โต้ โรเซ็ตติ เชิ้ตดำจากอิตาลีลงทำหน้าที่ตัดสินเกม
-"ซานโช"โหม่งเข้าประตูตัวเอง
เริ่มเกม ตรินิแดดฯ เป็นฝ่ายเขี่ยบอลก่อน ค่อยๆ ตั้งเกมบุกขึ้นมากดดันปารากวัยอยู่เรื่อยๆ แต่ปารากวัยซึ่งรอจังหวะโต้กลับอยู่ได้ทีก่อกวนแผงหลังตรินิแดดฯ
นาทีที่ 25 ปารากวัยได้ลูกฟรีคิก โรแบร์โต้ อคุนญ่า ปั่นโค้งเข้ามาในกรอบเขตโทษให้ ฮูลิโอ ดอส ซานโตส ขวิดต่อไปที่เสาไกล แต่เบรนต์ ซานโช กองหลังผมยาวตัวเก่งของตรินิแดดฯ พยายามโหม่งสกัดแต่พลาด บอลเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง ส่งให้ปารากวัยขยับขึ้นนำ 1-0 ทันที
จากนั้นตรินิแดดฯเร่งตั้งเกมบุกหวังทำประตูคืน นาทีที่ 32 ดไวต์ ยอร์ก โดน คาร์ลอส ปาเรเดส หวดร่วง ผู้ตัดสินควักใบเหลืองใบแรกของเกมแจกนักเตะปารากวัยทันที ในนาทีเดียวกัน ลีโอ บีนฮักเกอร์ กุนซือตรินิแดดฯ ลุกขึ้นมาปรับเกมโดยถอดเอา เอเวรี่ จอห์น ออกและส่ง เคนวิน โจนส์ กองหน้าลงมาแทน ช่วงเวลาที่เหลือปารากวัยเป็นฝ่ายเก็บบอลไว้ได้หมดแต่ยังพังประตูเพิ่มไม่ได้ จบครึ่งแรกปารากวัยนำ 1-0
-"ปารากวัย"ยิงท้ายเกมฝัง 2-0
เข้าสู่ครึ่งหลังยังไม่มีการเปลี่ยนตัวแต่อย่างใด และเพียงแค่ 3 นาทีหลังสิ้นเสียงนกหวีด ตรินิแดดฯก็ได้ใบเหลืองเพิ่มอีกใบจากจังหวะที่ โรแบร์โต้ อคุนญ่า พยายามตักบอลไปข้างหน้า แต่เออร์ติส วิตลีย์ กลับยกมือขึ้นปัดบอลเอาดื้อๆ ตรินิแดดฯ ยังคงตั้งหน้าตั้งตาบุกต่อไป นาทีที่ 54 ฮูลิโอ ดอส ซานโตส ไปเตะบอลทิ้งหลังผู้ตัดสินให้ฟาวล์แก่นักเตะตรินิแดดฯ โรเซ็ตติ เชิ้ตดำชาวอิตาลีแจกใบเหลืองทันที
 บนยิงเป้า- ซิเมา ซาโบรซ่า ปีกเชิงสูงจากเบนฟิก้า ซัดลูกจุดโทษผ่านมือออสวัลโด้ ซานเชซ นายทวารเม็กซิโก ตุงตาข่าย ให้โปรตุเกสออกนำห่าง ก่อนนักเตะจังโก้จะฮึดสู้ทำประตูไล่ตามอย่างสุดมันในนัดสุดท้ายรอบแรก กลุ่มดี
ล่างร่วงทั้งคู่- โซห์รับ บักเตียริซาเดห์ กองหลังอิหร่าน โหม่งทำประตูตีเสมอ 1-1 ฉุดแองโกลาทีมจากกาฬทวีป ตกรอบฟุตบอลโลก 2006 ไปด้วยกัน ที่สนามเมืองไลป์ซิก เยอรมนี ปล่อยให้โปรตุเกสจูงเม็กซิโกเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย
|
เกมรุกของตรินิแดดฯ ขึ้นมากดดันปารากวัยได้ต่อเนื่อง แต่จังหวะสุดท้ายังไม่เฉียบคมพอ กระทั่งนาทีที่ 86 ปารากวัยโต้กลับ เนลสัน คูเอบาส ทำชิ่งกับ โรเก้ ซานตา ครูซ หลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับ เคลวิน แจ๊ก นายด่านตรินิแดดฯ และคราวนี้ไม่พลาด คูเอบาสยิงสวนเคลวิน แจ๊ก เข้าไปเป็นประตูให้ทีมนำห่าง 2-0 นาทีสุดท้าย ปารากวัยเปลี่ยนตัวอีกครั้งเอา เดนิส คานิซ่า ออกและส่ง เปาโล ดา ซิลวา ลงมาจบเกมปารากวัยถล่มตรินิแดดฯทิ้งท้ายด้วยสกอร์ 2-0 กอดคอตกรอบไปทั้งคู่
-"สิงโต"พอใจแม้ถูกสวีเดนตีเจ๊า
สำหรับเบื้องหลังเกม อังกฤษเสมอเดือดสวีเดน 2-2 สเวน โกรัน อีริกส์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษ กล่าวว่า พอใจที่ทีมสามารถคว้าแชมป์กลุ่มไว้ได้ทำให้ไม่ต้องเจอกับเยอรมันเจ้าภาพ แต่เตือนลูกทีมต้องปรับปรุงการเล่นเกมรับในจังหวะเสียลูกตั้งเตะ หลังเสีย 2 ประตู ให้สวีเดนจากจังหวะดังกล่าว
อีริกส์สันกล่าวว่า "เราป้องกันได้ไม่ดีเลยเวลาเสียลูกตั้งเตะ และเราจะต้องกลับไปแก้ไขก่อนเกมนัดถัดไป โดยปกติเราทำได้ดี แต่วันนี้เรากลับเสียสองประตูจากจังหวะดังกล่าว อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการคว้าแชมป์กลุ่ม ซึ่งผมก็พอใจ แต่เราต้องทำได้ดีกว่านี้ในอนาคต"
สเวนยังชี้แจงเหตุผลที่ถอดดาวยิง เวย์น รูนีย์ ออกในนาทีที่ 70 และส่ง สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ลงมาแทน เพราะไม่ต้องการเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บ ส่วนกรณีที่ดาวยิงจากแมนฯ ยู แสดงอาการไม่พอใจถึงกับถอดสตั๊ดขว้างลงบนพื้น คิดว่าเป็นนักเตะหัวเสียกับตัวเองที่เล่นได้ไม่ดีอย่างที่ต้องการในช่วงครึ่งหลัง ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด และทีมทำถูกต้องแล้วที่เปลี่ยนตัวเขาออก เกมนี้รูนีย์เล่นได้นานขึ้น แต่ก็เป็นเพียงนัดที่สองนับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บ และเป็นการลงตัวจริงนัดแรก จึงไม่อยากเสี่ยงให้ทำงานหนักเกินไป เพราะทีมยังต้องการเขาลงสนามในนัดต่อๆไปอีก ซึ่งเขาจะได้ลงเล่นมากขึ้นแน่นอน และอาจลงครบ 90 นาทีในเกมถัดไป และตนก็เชื่อว่ารูนีย์จะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
-"รูนีย์"ยันร่างกายกลับมาฟิตแล้ว
รูนีย์ กองหน้าความหวังของทีมชาติอังกฤษ ที่ถูกถอดออกจากสนามในช่วงครึ่งหลังของเกมและชักสีหน้าไม่พอใจกับการถูกเปลี่ยนตัว ยืนยันว่าสภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์เเล้วพร้อมที่จะลงเล่นในสนามได้นานกว่าที่ใครๆ คิด
ขณะที่รูนีย์ กล่าวว่าเป็นเรื่องดีที่ได้กลับมาเล่นอีกครั้ง สภาพความฟิตไม่ได้เป็นปัญหาเลยในตอนนี้ ตนรู้สึกดีขึ้นมากเเละรู้สึกว่าสามารถเล่นได้นานมากขึ้น แม้ยังยิงประตูไม่ได้แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา อีกไม่นานคงมีให้เห็นแน่ ตนพอใจที่ทีมสามารถคว้าแชมป์กลุ่มไว้ได้
อย่างไรก็ตาม หัวหอกเลือดร้อนของเเมนฯ ยูไนเต็ด ได้กล่าวถึงอาการบาดเจ็บของไมเคิล โอเว่น ศูนย์หน้าเพื่อนร่วมทีมว่า "เเน่นอน มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเราที่ต้องสูญเสียไมเคิล โอเว่น เขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่สามารถพังประตูได้ให้กับทีมได้"
-"โอเว่น"เดี้ยงยาว-พัก5เดือน
ส่วนไมเคิล โอเว่น ต้องชวดลงสนามช่วยทีม "สิงโตคำราม" ตลอดช่วงเวลาที่เหลืออยู่ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลังผลการสแกนระบุว่าเขาต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่านานถึง 5 เดือนเลยทีเดียว และเจ้าตัวก็เตรียมเดินทางกลับอังกฤษเพื่อไปรักษาตัวกับทีมแพทย์ของนิวคาสเซิลต้นสังกัด ขณะที่อีริกส์สันกล่าวแสดงความเสียใจกับโอเว่น
การบาดเจ็บของโอเว่น ทำให้อีริกส์สันเหลือกองหน้าไว้ใช้งานแค่ 3 คน คือ รูนีย์ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมา, ปีเตอร์ เคราช์ และธีโอ วัลค็อตต์ ที่ยังไม่ได้ส่งลงสนามเลย อย่างไรก็ตามกุนซือชาวสวีดิชยืนยันว่าตนไม่ได้รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าทีมมีผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์หลายคนที่สามารถดันขึ้นมารับบทบาทในแดนหน้าได้ทั้งโจ โคล และสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ซึ่งทั้งคู่ยิงประตูสวยๆ ให้ทีมมาแล้ว
-"เบ๊กแฮม"เสียดาย"โอเว่น"วืดลง
ทางด้านริโอ เฟอร์ดินานด์ กองหลังก็มีปัญหาบาดเจ็บที่บริเวณขาหนีบระหว่างเกมดังกล่าว และถูกเปลี่ยนออกในช่วงต้นครึ่งหลัง แต่อีริกส์สันมั่นใจว่านักเตะจะฟิตทันลงช่วยทีมในเกมรอบสองที่จะพบกับเอกวาดอร์ในวันอาทิตย์นี้
อีริกส์สันกล่าวถึงอาการบาดเจ็บของริโอว่า "ผมไม่คิดว่าเป็นอาการบาดเจ็บที่รุนแรง เขามีปัญหาที่ขาหนีบเล็กน้อย ซึ่งทางเราก็ทราบในช่วงพักครึ่ง และเขาก็ได้รับการรักษาไปบ้างแล้ว แต่มันไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าเขาจะพร้อมสำหรับช่วยทีมในวันอาทิตย์"
ส่วนเดวิด เบ๊กแฮม มิดฟิลด์กัปตันทีม กล่าวว่านักเตะสิงโตคำรามต่างรู้สึกผิดหวังที่เห็นโอเว่นได้รับบาดเจ็บ และประกาศจะพาทีมคว้าแชมป์โลกเพื่อมอบให้กับโอเว่น "มันน่าเศร้ามาก โอเว่นเป็นหนึ่งในนักเตะที่เราต้องการในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ถือเป็นเรื่องโชคร้ายสำหรับตัวเขาและพวกเรา"
-"โจโคล"ปลื้มฟอร์มทั้งยิง-จ่าย
ด้านโจ โคล ซึ่งยิงวอลเลย์ระยะ 30 หลา ให้ทีมขึ้นนำ 1-0 และเปิดให้เจอร์ราร์ดโหม่งขึ้นนำ 2-1 จนได้รับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์กล่าวว่า ประตูดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมสำหรับตนและทีมชาติอังกฤษ ตนมีความสุขมากที่ได้ลงเป็นตัวจริงในฟุตบอลโลก ได้มีส่วนร่วมใน 2 เกมแรก และมีส่วนช่วยทำทั้ง 2 ประตูในเกมกับสวีเดน พอใจกับฟอร์มการเล่นของตัวเอง และสิ่งสำคัญที่สุดการคว้าอันดับ 1 ของกลุ่ม ทำให้เจอกับเส้นทางที่ง่ายขึ้น การผ่านเข้าชิงชนะเลิศคือเป้าหมายของทีม
ดาวเตะวัย 24 ยังได้พูดถึงอาการบาดเจ็บหัวเข่าขวาบิดของไมเคิล โอเว่น ในช่วงต้นเกมว่า "มันน่าผิดหวังสำหรับไมเคิล และทำให้ทุกคนในทีมรู้สึกย่ำแย่ แต่ถ้าเราจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อตำแหน่งแชมป์โลก เราต้องรับมือกับอุปสรรคที่เข้ามาให้ได้"
ขณะที่จอห์น เทอร์รี่ ยกย่อง โจ โคล มีโอกาสลุ้นคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ เพราะมีทักษะที่ยอดเยี่ยม สามารถกดดันแผงกองหลังคู่ต่อสู้ได้ดี ปิดสกอร์ได้เฉียบคม และเป็นผู้เล่นที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ทำได้ดีเฉพาะเกมรุก ในเกมรับก็ช่วยทีมได้มาก
-"อินทรี"ลบสถิติ-โวไม่กลัวใคร
เจอร์เก้น คลิ้นสมันน์ กุนซือ "อินทรีเหล็ก" เยอรมัน ที่พาทีมผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการคว้าชัยชนะ 3 นัดรวดในรอบแรกเทียบเท่าสถิติที่ทำไว้ครั้งสุดท้ายตั้งแต่ปี 1970 ที่เม็กซิโก พอใจกับผลงานของทีมและประกาศลั่นถึงตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวทีมใด
คลินซี่กล่าวว่า "เป้าหมายของเราคือการคว้าแชมป์กลุ่ม เราทำสำเร็จแล้ว เราคว้าชัยชนะ 3 นัด และกองหน้าก็กำลังอยู่ในฟอร์มที่ดี เรามีความมั่นใจขึ้นมาก ทีมรู้ดีถ้าเราเล่นได้เต็มความสามารถก็ไม่จำเป็นต้องกลัวใคร แต่เราต้องทำงานหนักต่อไป อย่ามัวหลงเพลินกับคำเยินยอ ทัวร์นาเมนต์เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น"
ฉลามขาวยังกล่าวถึงเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่จะพบกับสวีเดนว่า "เกมนัดหน้าจะหนักกว่า 3 เกมที่ผ่านมา เพราะเราจะเจอกับทีมที่มีความที่แตกต่างออกไป เราต้องไม่ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดได้แม้แต่ครั้งเดียว เราไม่มีปัญหาที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในทีมเต็ง เราได้เล่นในบ้าน การคว้าชัยชนะเพิ่มขึ้นจะทำให้เราได้รับการยอมรับนับถือมากขึ้น"
-"โคลเซ่"ปลื้มฟอร์มทีมเจ้าภาพ
ส่วนมิโรสลาฟ โคลเซ่ หัวหอกของทีมที่นำเป็นดาวซัลโวหลังซัดไป 4 ประตู กล่าวว่าทีมได้โชว์ฟอร์มแชมป์โลกออกมาให้ทุกคนได้เห็นกันแล้ว "เราต้องการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก และผมคิดว่าคุณได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเราแล้วในวันนี้ นั่นเป็นฟอร์มการเล่นอันสุดยอด เรามั่นใจตั้งแต่เสียงนกหวีดดังขึ้น ผมภาคภูมิใจในทีมมาก" โคลเซ่ประกาศ
ทางฝั่งหลุยส์ ซัวเรซ นายใหญ่ของ เอกวาดอร์ กล่าวว่าทีมต้องปรับปรุง ถ้าหากต้องการไปให้ไกลกว่านี้ในฟุตบอลโลก ตนผิดหวังมากเพราะว่าทีมเล่นไม่ดีเลย แต่ก็สามารถเรียนรู้ได้จากความผิดพลาดในนัดนี้และหวังว่าจะไม่ผิดซ้ำสองอีก เยอรมันเล่นได้เยี่ยมมากในเกมนี้ และเกมก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังและลูกทีมก็ทำได้ไม่ดีเหมือนสองเกมแรก นักเตะทุกคนเล่นได้ย่ำแย่และต้องพัฒนาอีกเยอะ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์พ่ายยับแบบนี้อีก
-"โปรตุเกส"พักดาราหวด"จังโก้"
สำหรับเกมการแข่งขันฟุตบอลรอบแรกนัดสุดท้าย ในเวลา 21.00 น. เกมคู่แรก เป็นการแข่งขันของกลุ่มดี ระหว่างโปรตุเกส ปะทะ "จังโก้" เม็กซิโก ฟาดแข้งกันที่ เกลเซนเคอร์เช่น โดยโปรตุเกสผ่านเข้าสู่รอบต่อไปแน่นอนแล้ว ส่วนเม็กซิโกมีโอกาสสูงเช่นกันแค่เสมอก็เข้ารอบ แต่หากเพลี่ยงพล้ำพลาดท่าพ่ายเละเทะ และแองโกลาเกิดฟอร์มพุ่งขยี้อิหร่านมโหฬารตั๋วสู่รอบ 16 ทีมอาจจะตกเป็นของแองโกลาได้
เกมนี้ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือชาวบราซิลของโปรตุเกสดร็อป เดโก้, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เปาเลต้า, นูโน่ วาเลนเต้ และ ฟรานซิสโก คอสตินญ่า เป็นตัวสำรองเพื่อล้างใบเหลืองในรอบนี้ โดยจัด 11 ตัวผู้เล่นลงสนามดังต่อไปนี้ ริคาร์โด้ เปไรร่า, มิเกล มอนเตโร่, ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่, เฟอร์นันโด้ ไมร่า, มาร์โค คาเนโร่, อาร์มันโด้ เปอตีต์, มานิเช่ ริเบโร่, ติอาโก้ เมนเดส, หลุยส์ ฟิโก้, ซิเมา ซาโบรซ่า, เฮลเดอร์ ปอสติก้า
ส่วน ริคาร์โด้ ลา โวลเป้ กุนซือมาดเซอร์ของเม็กซิโก วาง 11 ตัวดังนี้ ออสวัลโด้ ซานเชส, กอนซาโล่ พิเนด้า, ราฟาเอล มาร์เกซ, ริคาร์โด้ โอโซริโอ, คาร์ลอส ซัลซิโด้, ฟรานซิสโก้ โรดริเกซ, พาเวล พาร์โด้, หลุยส์ เปเรซ, มาริโอ เมนเดซ, ฟรานซิสโก้ โฮเซ่ ฟอนเซก้า และ โอมาร์ บราโว่ โดยมี ลูบอส มิเชล ผู้ตัดสินชาวสโลวะเกียลงตัดสินเกม
-"มานิเช่"แปให้ฝอยทองนำ1-0
เริ่มเกม เม็กซิโก เป็นฝ่ายเขี่ยบอลก่อน และเปิดฉากบุกเข้าใส่ตั้งแต่ต้นเกมฟรานซิสโก้ โฮเซ่ ฟอนเซก้า กองหน้าจังโก้ได้บอลที่กราบขวาก่อนล็อกหลอกนักเตะโปรตุเกส 2 คน เข้าไปยิงยัดเข้าเสาแรกแต่ ริคาร์โด้ เปไรร่า ผู้รักษาประตูโปรตุเกสยืนดักบล็อกเอาไว้ได้ก่อน และเพียงนาทีที่ 5 กลับเป็นฝ่ายโปรตุเกสที่ได้เฮก่อน เมื่อซิเมา ซาโบรซ่า ได้บอลที่มุมเขตโทษฝั่งซ้ายดึงแผงหลังเม็กซิโกไว้ 2 ตัว ก่อนจ่ายเรียดเข้ากลางให้มานิเช่ วิ่งเติมจากแถวสองแปด้วยขวาเน้นๆ เป็นประตูให้โปรตุเกสขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0
พอโดนเข้าก่อนนักเตะจังโก้ต้องเร่งเครื่องทันที แต่โปรตุเกสคุมพื้นที่ในแดนกลางเอาไว้ได้หมด แม้จะขาดผู้เล่นมิดฟิลด์ไปหลายคน ทำให้เม็กซิโก ต้องใช้การสาดบอลโด่งข้ามแผงกองกลาง แต่ก็เสร็จกองหลังโปรตุเกสได้หมด นาทีที่ 22 มานิเช่ มิดฟิลด์โปรตุเกสดันขึ้นบุกเลี้ยงจี้เข้ากลางเขตโทษ ก่อนจะโดนโรดริเกซ รวบข้อเท้าจนกลิ้ง ผู้ตัดสินควักใบเหลืองใบแรกของเกมแจกให้เปเรซทันที
-"จังโก้"เสียโทษ-หวดเอาคืนไล่1-2
นาทีที่ 24 จากจังหวะเตะมุม มาร์เกซ เข้าประกบเฟอร์นันโด้ ไมร่า แต่กลับเอามือปัดบอลเอาดื้อๆ ผู้ตัดสินชาวสโลวะเกียตาไวพอ ชักใบเหลืองให้มาร์เกซ พร้อมชี้เป็นจุดโทษทันที ซิเมา ซาโบรซ่า รับหน้าที่สังหารไม่พลาดให้โปรตุเกสนำห่าง 2-0
จากนั้นเกมเริ่มเดือด นาทีที่ 26 มิเกล มอนเตโร่ เข้าอัดหลุยส์ เปเรซ ผู้ตัดสินชักใบเหลืองแจกให้นักเตะโปรตุเกสต่อเนื่องในนาทีถัดมา หลุยส์ เปเรซ คนเดิมเอาคืนพุ่งเข้าชาร์จ มานิเช่ โดนใบเหลืองอีกใบ กระทั่งนาทีที่ 29 โอมาร์ บราโว่ กองหน้าเม็กซิโกสบโอกาสตั้งป้อมหวดไกลบอลพุ่งตรงตัว ริคาร์โด้ ไปเรร่า แต่นายด่านโปรตุเกสเห็นท่าไม่ดีตัดสินใจปัดทิ้งออกไปก่อนแต่ จังหวะถัด พาเวล พาร์โด้ เปิดเตะมุมของให้ ฟรานซิสโก้ โฮเซ่ ฟอนเซก้า เทกตัวขึ้นโขกเปลี่ยนทางเป็นประตูให้เม็กซิโกไล่ตามเป็น 1-2
เกมเริ่มเปิดทั้งสองทีมเดินเกมรุกใส่กันอย่างต่อเนื่อง นาทีที่ 43 เม็กซิโกโต้คืน พาเวล พาร์โด้ ได้ตั้งป้อมหวดเต็มข้อระยะกว่า 25 หลา บอลพุ่งตรงไปที่โอมาร์ บราโว่ แต่บราโว่ก้มตัวหลบได้ทัน อย่างไรก็ตาม ริคาร์โด้ ยังไวทายาดพุ่งปัดทิ้งไปได้ จบครึ่งแรกโปรตุเกสนำ 2-1
-"จังโก้"ตีนบอด-โดนไล่ออก
เข้าสู่ครึ่งหลัง ริคาร์โด้ ลา โวลเป้ กุนซือเม็กซิโกส่ง อันโตนิโอ นาเอลสัน ซินญ่า ลงมาแทนฟรานซิสโก้ โรดริเกซ พร้อมกับโยกราฟาเอล มาร์เกซ ลงไปยืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตำแหน่งถนัดตามเดิม โปรตุเกสหันมาเคาะบอลทำชิ่งตามช่อง แต่เกมกลับเป็นฝ่ายเม็กซิโกที่บีบจนโปรตุเกสเสียบอลและเป็นฝ่ายพาบอลขึ้นมาป้วนเปี้ยนหน้ากรอบเขตโทษโปรตุเกสได้บ่อยครั้งมากขึ้น
นาทีที่ 58 เม็กซิโกได้ฟรีคิกระยะ 30 หลา พาเวล พาร์โด้ อาสายิงไกลบอลพุ่งกระดอนลงพื้นก่อนถากเสาออกไป นาทีที่ 56 เม็กซิโกทำชิ่งก่อนเปิดเข้ากลางให้ หลุยส์ เปเรซ ได้พักบอลโล่งๆ ล็อกบอลหนึ่งจังหวะให้เข้าขวาข้างถนัดแต่โดน มิเกล มอนเตโร่ กองหลังโปรตุเกสเกี่ยวร่วงในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นลูกจุดโทษที่ 2 ของเกมนี้ทันที โอมาร์ บราโว่ รับหน้าที่สังหารแต่กลับหวดข้ามคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง
ถัดมาไม่กี่นาที มิเกล มอนเตโร่ ไปเกี่ยว หลุยส์ เปเรซ คว่ำในกรอบโทษอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เป็นจุดโทษทำเอาหลุยส์ เปเรซออกอาการโวยวาย ผู้ตัดสินควักใบเหลืองที่ 2 เป็นใบแดงไล่ออกทันที จากนั้น หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือโปรตุเกส เห็นท่าไม่ดี เนื่องจากทีมโดนเม็กซิโกขึงเกมเอาไว้ได้หมด เปลี่ยนเอา มิเกล มอนเตโร่ ที่เกมนี้เล่นโฉ่งฉ่างหลายจังหวะออกและส่ง เปาโล แฟร์ไรร่าลงมาแทน
-"จังโก้"ฮึดไม่ขึ้นจบเกมพ่าย1-2
ช่วงท้ายครึ่งหลัง เม็กซิโกพยายามไล่ตีคืนแต่ผู้เล่นที่น้อยกว่าจึงทำเกมไม่ถนัด เป็นฝ่ายโปรตุเกส ที่ทำเกมได้อีกครั้ง นาทีที่ 69 มานิเช่ ของโปรตุเกส ได้รับใบเหลืองเมื่อใช้มือปัดบอล ถัดมาโปรตุเกสเปลี่ยนตัวเองคนโดยถอดเอา เฮลเดอร์ ปอสติก้า ออกและให้ นูโน่ โกเมส ลงไปเติมความสดในแนวหน้า
นักเตะแดนจังโก้ยังพยายามตีเสมอ เพราะโอกาสตกรอบมีอยู่เช่นกันหาก แองโกลาทีมร่วมสายไปถล่มอิหร่าน แต่โอกาสยังไม่มากนักเมื่อ โปรตุเกสซึ่งมีผู้เล่นมากกว่าตั้งรับได้เหนียวแน่น
นาทีที่ 80 โปรตุเกส ถอดเอาจอมทัพ หลุยส์ ฟิโก้ ออกแล้วให้ หลุยส์ บัว มอร์เต้ ลงไปเล่นแทน เป็นการเปลี่ยนตัวครบทั้ง 3 คนของทีมฝอยทอง
ท้ายเกม เม็กซิโกที่มีผู้เล่นน้อยกว่าฮึดไม่ขึ้น ขณะที่โปรตุเกส เริ่มประคองบอลทำชิ่ง หมดเวลาโปรตุเกสชนะไป 2-1 เข้ารอบเป็นที่ 1 ของสายด้วยสถิติที่ชนะรวด ส่วนเม็กซิโกแม้จะแพ้ แต่เข้ารอบตามไปเป็นที่สอง
-แองโกลาลุ้นขยี้อิหร่าน
ส่วนการแข่งขันของสายดี อีกคู่ เป็นการพบกันระหว่าง แองโกลา ยอดทีมจากแอฟริกา พบกับ อิหร่าน ตัวแทนจากเอเชีย ที่สนามเซ็นทรัล สเตเดี้ยม เมืองไลป์ซิก เริ่มเตะพร้อมกับคู่ระหว่างโปรตุเกส กับ เม็กซิโก
สถานการณ์ของนัดนี้ แองโกลา มี 1 คะแนน จากการเตะ 2 นัด ยังมีลุ้นเข้ารอบสองหากชนะนัดนี้ได้ และต้องลุ้นให้โปรตุเกส ชนะ เม็กซิโก ส่วนอิหร่านนั้น ตกรอบแรกแน่นอนแล้ว หลังจากแพ้ 2 นัดรวด ยังไม่มีคะแนน
นัดนี้อาลี คาริมี่ มิดฟิลด์ตัวทำเกมของอิหร่านยังบาดเจ็บ เป็นแค่ตัวสำรอง ขณะที่ จาวัด เนคูนัม ลงเล่นไม่ได้ เนื่องจากติดโทษจากใบแดงนัดที่แล้ว ขณะที่กองหน้าเป็นอาลี ดาอี และวาฮิด ฮาชีเมี่ยน โดยเฉพาะดาอีนั้นกลายเป็นนักเตะอายุมากที่สุดของอิหร่านที่ลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ด้วยอายุ 37 ปี
สำหรับรายชื่อนักเตะ 11 คนแรกของทั้งสองทีม แองโกลา ประกอบด้วย เจา ริคาร์โด้, จัมบา, คาลี่, โลโค่, เดลกาโด้, มิลอย, ฟิเกเรโด้, มาเตอุส, เมนดอนก้า, เซ คาลันก้า และอักวา
ส่วนอิหร่าน ประกอบด้วย อิบราฮิม เมอร์ซาปูร์, โซห์รับ บักเตียริซาเดห์, ราห์มาน เรซาอี, ฮอสเซน คาบี, โมฮัมหมัด นอสราติ, เมห์ดี้ มาห์ดาวิเกีย, เฟเรย์ดูน ซานดิ, อันเดรานิก เตย์มูเรียน, เมห์ซาด มาดานชี่, วาฮิด ฮาชีเมี่ยน และอาลี ดาอี
ผู้ตัดสิน มาร์ก ชีลด์ จากออสเตรเลีย
-ผลัดกันเปิดเกมบุกหวาดเสียว
เริ่มการแข่งขัน อิหร่านเขี่ยบอล จากนั้นเปิดเกมใส่ทันที มาห์ดาวิเกียลากขึ้นมาทางซ้าย หลุดเข้ามาในเขตโทษ ก่อนจะยิง แต่ริคาร์โด้ ผู้รักษาประตูแองโกลาคว้าไว้ได้ ช่วง 5 นาทีแรก อิหร่านครองบอล ทำเกมบุกใส่แองโกลามากกว่า แต่ยังไม่มีโอกาสยิง ทั้งสองทีมผลัดกันสร้างความหวาดเสียว โดยอิหร่านได้จังหวะก่อน เมื่อซานดิตามบอลเข้าไปในเขตโทษ แต่ผู้รักษาประตูแองโกลาออกมาคว้าไว้ได้อีก จากนั้นเป็นโอกาสของทีมจากแอฟริกาบ้าง อักวายิงในกรอบเขตโทษ แต่บอลตรงตัวเมอร์ซาปูร์ ผู้รักษาประตูอิหร่าน
นาที 8 นอสราติได้รับบาดเจ็บ ต้องออกไปปฐมพยาบาลนอกสนาม สุดท้ายไม่สามารถเล่นต่อได้ ต้องเปลี่ยนตัวออก อิหร่านส่งมาซูด โชไจ มิดฟิลด์ตัวรุกอีกคนลงเล่นแทน
ในจังหวะเดียวกันนี้ แองโกลาทำเกมรุกใส่ อักวาจ่ายบอลต่อให้มาเตอุสยิงจากระยะ 25 หลา บอลข้ามคาน
จากนั้นอิหร่านมีโอกาสได้ประตู เมื่อเรซาอีจ่ายบอลเข้าในเขตโทษ ซานดิสับไกด้วยเท้าซ้าย แต่ผู้รักษาประตูแองโกลาบล็อกไว้ได้
นาที 18 มาเตอุสกระชากบอลขึ้นมาทางปีกซ้าย ก่อนจะลื่นล้มบริเวณริมเส้นเขตโทษ ไม่มีโอกาสยิง ขณะเดียวกันต้องหามออกไปปฐมพยาบาลนอกสนาม เกมต้องหยุดชั่วคราว
จากนั้นเกมหยุดชะงักอีกครั้ง เมื่อโลโค่เสียบสกัดฮาชีเมี่ยนจนล้มกลิ้ง ผู้ตัดสินแจกใบเหลืองให้กับโลโค่
ขณะที่มาเตอุสเล่นต่อไม่ได้ ต้องเปลี่ยนตัวทันที เนื่องจากเล่นต่อไม่ได้ ต้องส่งเลิฟ กองหน้าอีกคนลงเล่นแทน
นาที 23 อิหร่านพลาดได้ประตูอีกครั้ง จากอาลี ดาลี มีโอกาสโขกโล่งๆ ระยะ 6 หลา แต่บอลข้ามคานเหลือเชื่อ
-อิหร่านบุกหนักเกือบได้ประตู
อิหร่านบุกได้อย่างน่ากลัว จนกองหลังแองโกลาปั่นป่วน นาที 27 ทีมจากเอเชียเกือบได้ประตูขึ้นนำจากลูกเตะมุม ซานดิขึ้นโขกเต็มหัว แต่กองหลังแองโกลาสกัดจากเส้นประตูได้อย่างหวุดหวิด ถัดมาไม่ถึงนาที อักวาได้จังหวะยิงในเขตโทษบ้าง แต่ข้ามคาน และมีจังหวะอีกครั้ง แต่ดีดบอลโด่งข้ามคานอีกครั้ง
เกมของแองโกลาดีขึ้น มีโอกาสเตะมุม 4 ครั้งติดต่อกัน แต่กองหลังอิหร่านโหม่งสกัดทิ้งไว้ได้หมด นาที 36 มาดานชี่ได้รับใบเหลือง เนื่องจากทำฟาวล์คาลานก้าที่กำลังลากบอลขึ้นไปยิงประตู ถัดมา 2 นาที ฮาชีเมี่ยนได้รับบาดเจ็บเล่นต่อไม่ได้ ต้องส่งราซุล คาติบี้ ลงเล่นแทน
-แองโกลายิงเสียวช่วงทดเวลา
ทั้งสองทีมขับเคี่ยวกันอย่างสนุก แต่อิหร่านมีจังหวะจะแจ้งกว่า นาทีที่ 40 เตย์มูเรียนลองยิงไกลระยะ 30 หลา บอลพุ่งตรงกรอบ ผู้รักษาประตูแองโกลาล้มตัวปัดไว้ในจังหวะแรก บอลกระฉอกออกมาแต่บัคเตียริซาเดห์ ตามซ้ำไม่ทัน ท้ายครึ่งแรกทั้งสองทีมผลัดกันบุก แต่ยังไม่มีโอกาสยิงประตู
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 5 นาที เมนดอนก้าได้รับใบเหลือง เนื่องจากดึงเตย์มูเรียน แองโกลาก็สร้างความหวาดเสียว และเกือบได้ประตูขึ้นนำ เมื่ออักวาพาบอลขึ้นมาทางปีกขวา ก่อนจ่ายเข้ากลางให้เลิฟยิงจากบริเวณเขตโทษ เมอร์ซาปูร์พุ่งปัดออกหลังไปได้ หมดครึ่งแรก เสมอ 0-0
-"อักวา"ตัวทำเกมเจ็บ-ถอดออก
เริ่มครึ่งหลัง แองโกลาเป็นฝ่ายเขี่ยบอลบ้าง และมีโอกาสยิงก่อนจากเมนดอนก้าจากหน้ากรอบเขตโทษ บอลเฉี่ยวเสาชนิดได้ลุ้น จากนั้นเป็นทีของอิหร่านบ้าง มาห์ดาวิเกียลากลุยขึ้นมาทางขวา แตะบอลลอดขากองหลังแองโกลามาได้ แล้วโยนไปที่เสาสอง แต่กองหลังแองโกลาโหม่งทิ้งไปได้
นาทีที่ 50 แองโกลาต้องเปลี่ยนอีกคน ส่งฟลาวิโอลงมาแทนอักวา เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ได้ นาทีที่ 54 เตย์มูเรียนได้รับใบเหลืองหลังจากปะทะกับนักเตะแองโกลา
-"ฟลาวิโอ"โขกแองโกลานำ1-0
นาทีที่ 57 อิหร่านน่าจะได้ประตู เมื่อมาห์ดาวิเกียลากบอลขึ้นไปยิงจากระยะ 25 หลา บอลพุ่งตรงตัวผู้รักษาประตูแองโกลาทุบออกมาได้ ก่อนที่กองหลังจะช่วยเตะสกัดทิ้งไปได้ ทีมจากแอฟริกาทำเกมบุกได้มากขึ้น กระทั่งนาทีที่ 60 แองโกลาพลิกยิงประตูขึ้นนำ เมื่อคาลันก้าลากบอลขึ้นมาทางปีกขวา ก่อนจะเปิดโด่งมาที่เสาสอง ฟลาวิโอโขกคนเดียว บอลย้อนศรเข้าประตูสุดสวยงาม แองโกลานำ 1-0 หลังจากนั้นทีมจากแอฟริกาเกือบได้ประตูเพิ่ม แต่เมนดอนก้าปั่นโค้งมากเกินไป บอลออกนอกกรอบหวุดหวิด
-อิหร่านบุกหนักเกือบได้เพิ่ม
หลังตีเสมอได้ ทีมจากเอเชียได้ใจ ต่อบอลบุกใส่แองโกลา นาที 82 อาลี ดาอี กัปตันทีมอิหร่านมีโอกาสขึ้นโขกในกรอบเขตโทษ แต่เบาเกินไป จากนั้นนาที 84 น่าจะได้ประตูที่สอง จากการทำชิ่งอย่างสวยงามบริเวณหน้าเขตโทษ ก่อนที่คาติบีสับไกด้วยเท้าขวาเต็มข้อ บอลพุ่งเข้ากรอบ แต่ผู้รักษาประตูแองโกลาปัดไว้ได้
-อิหร่านส่งหอกดาวรุ่งลงสนาม
หลังจากโดนนำ อิหร่านต้องแก้เกม โดยส่ง เอแรช บอร์ฮานี่ กองหน้าดาวรุ่ง ลงแทนคาบี เพื่อเติมเกมรุกหวังตีเสมอ นาที 67 คาลันก้าได้ใบเหลือง เนื่องจากเตะสกัดทำให้นัดหน้าไม่ได้ลงเล่น
เกมของแองโกลาเหนือกว่า ทำเกมบุกกดดันอิหร่านไม่เป็นระลอก จากนั้นอีก 2 นาทีถัดมา แองโกลาเปิดรุกใส่และเกือบได้ประตูเพิ่ม เมื่อคาลันก้ากระชากบอลไปทางปีกขวา แล้วเปิดโด่งเข้ากลาง เลิฟขึ้นโหม่ง แต่ผู้รักษาประตูอิหร่านคว้าไว้ได้ นาทีที่ 72 แองโกลาเปลี่ยนตัว โดยถอดฟิเกเรโด้ กัปตันทีม ออก และส่งรุย มาร์เกซ กองหลังจากสโมสรฮัลล์ ในอังกฤษ ลงสนามแทน
-"บักเตียริซาเดห์"โขกตีเสมอ
นาทีที่ 75 อิหร่านสามารถตีเสมอได้สำเร็จ จากลูกเตะมุมทางด้านขวา มาห์ดาวิเกียเปิดเข้ามาหน้าประตู บักเตียริซาเดห์ขึ้นโขกบอลผ่านมือ ผู้รักษาประตูแองโกลา ตุงตาข่าย อิหร่านตีเสมอ 1-1
ในจังหวะเสียประตู กองหลังและผู้รักษาประตูแองโกลาต่างโวยวายกันเอง
-เสมอ 1-1 ตกรอบทั้งคู่
ช่วงท้ายเกม แองโกล่าบุกโต้กลับและมีโอกาสบ้าง เมื่อคาลอนก้าเปิดฟรีคิกจากทางปีกซ้ายเข้าไปในเขตโทษ ผู้รักษาประตูอิหร่านออกมาได้ อิหร่านก็มีลุ้นยิงเหมือนกัน จากลูกโหม่งของซานดิ แต่บอลไม่ตรงกรอบ ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 3 นาที ซานดิ ได้รับใบเหลือง เนื่องจากทำฟาวล์ มาร์เกวซ หมดเวลาการแข่งขัน เสมอกัน 1-1 แบ่งกันทีมละ 1 คะแนน ทำให้อิหร่านมี 1 คะแนน ส่วนแองโกล่า มี 2 คะแนน จากการลงเตะ 3 นัด ตกรอบแรกทั้งคู่
แฉตร.จำนำปืนใช้หนี้บอล
วันเดียวกันพล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช โฆษกตร. กล่าวถึงปัญหาการพนันบอลวว่า มีการร้องเรียนว่าตำรวจระดับล่างเข้าไปเกี่ยวข้องถึงขั้นพบว่าเอาปืนประจำกายไปจำนำเพื่อใช้หนี้ฟุตบอล ซึ่งกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ |
|