
รู้มั้ยว่าสาเหตุแรกที่เราเชิญพวกคุณมาสวิสเพราะอะไร ลีโอ มิทเทลโฮลเซอร์ กก.ผจก. บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงหรือปูนกลาง ซึ่ง โฮลซิม กรุ๊ป สวิส ถือหุ้นอยู่ 35% ถามคณะสื่อมวลชนไทยวันที่ไปเยี่ยมสำนักงานใหญ่ ไม่ได้ให้มาดูโรงงานหรอก แต่เพราะปีนี้เป็นปีสำคัญมาก เป็นปีที่ในหลวงของคนไทยทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ยาวนานที่สุดในโลก ลีโอเฉลย
สำคัญกว่านั้น ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ยอดเยี่ยม ชาวสวิสชื่นชมพระเจ้าอยู่หัวมาก เพราะพระองค์ทรงเติบโตและศึกษาในประเทศสวิส จึงเป็นเหมือนชาวสวิสคนหนึ่ง เราจึงขอมีส่วนร่วมถวายพระพร ขอให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
สอดคล้องกับที่ พีระพล ติยะเกษม ที่ปรึกษาโฮลซิมกรุ๊ป และ ปฏินันท์ สันติเมทะนีดล ผู้ประสานงาน บอกว่า โฮลซิมเป็นบริษัทที่สมถะ อยู่เงียบ ๆ ไม่ค่อยอยากเป็นข่าว ทั้งที่มีสาขากว่า 80 ประเทศ แต่เพราะเป็นวาระสำคัญยิ่ง
การตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวง ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 31 พ.ค.-8 มิ.ย. 2549 จึงเกิดขึ้น แม้เป็นห้วงเวลาสั้นๆ แต่ก็น่าซาบซึ้งใจและประทับใจเป็นที่สุด ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ ทำให้พวกเราคณะสื่อมวลชนเล็ก ๆ มีโอกาสย้อนเวลากลับไปตามรอยพระยุคลบาท ได้ทราบถึงการใช้ชีวิตและพระจริยาวัตร เมื่อทรงพระเยาว์ในต่างแดน ทรงใช้ชีวิตและศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์รวมกันนานถึง 17 ปี
สภาพแวดล้อม ระบบการศึกษา ประเทศที่อยู่มีอิทธิพลต่อพระองค์ท่านหรือไม่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเขียนในคำนำหนังสือ เจ้านายเล็ก ๆ-ยุวกษัตริย์ พิมพ์ครั้งที่ 2 ว่า การวิเคราะห์ว่าส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนของบุคลิกและจริยาวัตรของคนทั่วไปนั้นมีสัดส่วนอย่างไร สำหรับทั้งสองพระองค์ ส่วนสำคัญนั้นขึ้นกับ
1. เซลล์สืบพันธุ์ (genes) ซึ่งจะได้จากบิดาและมารดาในจำนวนเท่ากัน และซึ่งก็ได้มาจากบิดามารดาของตนหรือจะเรียกว่ากรรมพันธุ์ก็ได้ ในที่นี้เราก็ทราบว่าเซลล์สืบพันธุ์ของพระชนกทั้ง 2 พระองค์เป็นอย่างไร มาจากไหน ทางด้านพระชนนีเราก็ทราบว่าเซลล์สืบพันธุ์นั้นมาจากคนธรรมดา ซึ่งก็เป็นข้อมูลที่สำคัญ
2. สิ่งแวดล้อมหรือสังคม ซึ่งต้องพิจารณาจากฐานะที่เกิดมาและการเปลี่ยนแปลงของฐานะนี้ อาจเป็นในด้านยศศักดิ์ก็ได้ หรือในด้านเศรษฐกิจ หรือที่อยู่เช่นเมืองหรือประเทศ
3. การอบรมและการศึกษา ซึ่งจะเป็นทั้งในครอบครัวและในสถาบันการศึกษาทุกระดับ
การได้ตามรอยพระยุคลบาทในหลวง ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในห้วงเวลาสั้น ๆ นี้ จึงมิอาจกล่าวเป็นอื่นได้ นอกจากเป็น บุญ ของพวกเราสื่อมวลชนเล็ก ๆ ร่วม 30 ชีวิต
......
สถานที่ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของราชสกุล มหิดล ในสวิตเซอร์แลนด์นั้น เริ่มที่ สมเด็จพระบรมราชชนก เมื่อทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมสังวาลย์ เมื่อ 9 ต.ค. 2463 จากนั้นได้เดินทางผ่านยุโรป โดยแวะที่เมือง โลซาน เป็นครั้งแรก และถูกเลือกเป็นสถานที่แวะเที่ยวในระหว่างที่พระบรมราชชนกประชุมและดูงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งยังเป็นสถานที่ฮันนีมูน ที่พำนักชั่วคราวของพระราชชนนี พระโอรส ธิดา ระหว่างต้องอยู่ลำพัง เมื่อพระชนกเสด็จกลับไทยในคราวถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2467) ด้วย
เมือง โลซาน ถูกเลือกเป็นที่ประทับถาวรระหว่างปี 2476-2488 ที่มีพระราชชนนีเป็นผู้นำครอบครัวเพียงลำพังในการอภิบาลพระธิดาและพระโอรส 2 พระองค์ หลังจากพระบรมราชชนกสวรรคตเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ปี พ.ศ. 2472 และในเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของทั้งครอบครัวเปลี่ยนไป
นั่นคือ 2 มี.ค. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ และรัฐบาลได้อัญเชิญ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8
ในเรื่องที่อยู่ มีการย้ายจากแฟลตเลขที่ 16 ถนนทิสโซ่ต์ ไปพระตำหนัก วิลลาวัฒนา เพื่อให้สมพระเกียรติ
สมเด็จพระพี่นางฯ ทรงเขียนในหนังสือ แม่เล่าให้ฟัง ถึงเหตุที่ครอบครัวเลือกไปสวิสว่า เพราะน้องชายคนโต (รัชกาลที่ 8) ไม่แข็งแรงมาตลอด แม่เลยคิดว่าควรไปอยู่ในประเทศสบาย ๆ ทีแรกคิดว่าควรไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เพราะเป็นประเทศที่รู้จักและชอบ เพื่อนอเมริกันก็มาก แต่เสด็จลุงกรมชัยนาทฯไม่ทรงเห็นด้วย เพราะเป็นสาธารณรัฐ เป็นเจ้านายควรไปอยู่ประเทศเช่นอังกฤษ แต่แม่ไม่อยากไปอังกฤษ เพราะอากาศไม่ดี แม่ทราบข้อนี้ดีตั้งแต่สมัยทูลหม่อมพ่อ เสด็จลุงจึงแนะนำให้ไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์
สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับ ราชสกุลมหิดล ในสวิส แบ่งตามประเภทกิจกรรมดังนี้ 1.ตำหนักและที่ประทับ 2.สถานศึกษา 3.สถานที่ท่องเที่ยว 4.สถานที่รักษาสุขภาพ 5.สถานที่ประสูติของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ และ 6.ที่ประทับเมื่อเสด็จประพาสยุโรป
ทั้งหมดล้วนมีส่วนเกี่ยวพันกับชีวิตและพระจริยาวัตรของ ในหลวง ทั้งเรื่องการศึกษา การปรับตัว การใช้ชีวิต ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงพระเยาว์จนกระทั่งเติบใหญ่เข้ามหาวิทยาลัย ในการตามรอยฯพระบาท มีหลายสถานที่ที่พวกเราได้ไปสัมผัสและย้อนนึกถึงภาพการใช้ชีวิตของพระองค์ท่านในห้วงเวลานั้น ๆ แต่อีกหลายสถานที่ด้วยเงื่อนไขเวลา ระยะทาง และการเดินทาง ทำให้ต้องใช้วิธีโฉบไปดูแบบผ่าน ๆ เพื่อให้เห็น เป็นบุญตา
ถือเป็นการตามรอยฉบับย่อ
สถานที่สำคัญนั้น มีหลายแห่งก็ถูกรื้อไปแล้ว เช่นโรงแรมมอนตานา ที่ประทับในโลซาน ซึ่งพระราชชนนีนำพระธิดามาฝากเลี้ยงที่ ชอง โซเล่ต์ โดยรัชกาลที่ 8 ยังเสวยกระกษิรธาราอยู่ ทั้งโรงแรมและสถานรับเลี้ยงเด็กดังกล่าวไม่ มีแล้ว แม้แต่ตำหนัก วิลลาวัฒนา เดิมที่พระองค์ท่านเคยประทับ ก็ถูกรื้อและสร้างเป็นแฟลตใหม่แล้ว เช่นกัน
ขณะที่บางแห่งก็ยังอยู่ เช่น ร้านน้ำชาน่ารักร้านเล็ก ๆ ชื่อมายงแนร์ ตรง 4 แยกหัวมุมถนน ที่สมเด็จย่าโปรดมาดื่มชาที่ร้านนี้ประจำ ซึ่งพวกเรามีโอกาสไปซื้อช็อกโกแลตและแวะกินกาแฟด้วย, ตลาดนัดผักผลไม้แซงฟรังซัวส์ ซึ่งสมเด็จย่าแวะมาซื้อผลไม้ใส่ย่ามเป็นเสบียงก่อนไปปีนเขา
......
สิ่งที่ทำให้การตามรอยฯของเรามีความสนุก น่าประทับใจ และได้รับความรู้มากขึ้น ก็คือไกด์กิตติมศักดิ์ พี่แอ๊ด พัชรินทร์ ไรเตอร์ อดีตข้าราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ที่แต่งงานกับคนสวิส ฟิลลิป ไรเตอร์ เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโลซาน สถาบันที่สมเด็จพระพี่นางฯและในหลวงเคยทรงศึกษาอยู่
นับถึงตอนนี้ พี่แอ๊ด ลงหลักปักฐานอยู่ที่สวิสมา 20 กว่าปีแล้ว มีลูกสาวน่ารักมากหนึ่งคน ชื่อ น้องเพลิน
ก่อนเริ่มต้นการตามรอยฯ พี่แอ๊ด ปูพื้นให้เข้าใจวิถีชีวิตคนสวิสว่า โดยทั่วไปชอบอยู่อย่างสมถะ ไม่ค่อยชอบแสดงความร่ำรวยให้ปรากฏ เพราะอยู่ในสังคมเกษตรกรรมมาแต่ต้นราก สวิสมีประชากรแค่ 7 ล้านคน มี 26 แคว้น รวมเป็นสมาพันธรัฐ ยึดความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่มีทรัพยากรสำคัญ นอกจากทิวทัศน์ที่งดงามเหมือนดั่งเทพนิรมิต พื้นที่อยู่ได้มีแค่ 25% ที่เหลือเป็นภูเขาและทะเลสาบ ต้องซื้อผลไม้จากฮอลแลนด์
คนสวิสจะคิดถึงการทำงานตลอด ทำจริง พักผ่อนก็จริง จะเที่ยวก็วิ่งเข้าหาธรรมชาติ อากาศดีก็แล่นเรือในทะเลสาบ แต่การเดินเขา เป็นของโปรด เวลาจะเดินขึ้นเขา ก็จะซื้อผลไม้ เช่น ลูกเกด เชอรี่ ใส่ย่ามเก็บไว้กิน 2-3 วันแล้วก็ลงจากเขา รู้จักวิธีเดินขึ้นเขาลงเขาอย่างไรไม่ให้เหนื่อย หน้าหนาว หิมะตก ก็เล่นสกี
ในหลวง สมเด็จย่า สมเด็จพระพี่นางฯ ทุกพระองค์จึงทรงเดินขึ้นเขาลงเขาเก่งมาก....ใครที่เคยตามเสด็จพระองค์ท่านก็จะประจักษ์ชัดในข้อนี้
เนื่องจากไม่มีระบบกษัตริย์ ที่สวิสจึงไม่มีวิวแบบฝรั่งเศส ไม่มีพระราชวังแวร์ซายน์ ไม่มีพระราชวังเชิร์นบรุน อย่างออสเตรีย
ประชาธิปไตยสำหรับคนสวิส อยู่อย่างเคารพสิทธิของกันและกัน โหวตทุกเรื่อง มี 1 หมื่นชื่อโหวตไม่เอากฎหมายฉบับไหนฉบับนั้นก็จะตกไปเลย
รัฐมนตรีมี 7 คน เลือกกันเอง 1 คนเป็นประธานาธิบดี มีวาระละ 1 ปี แล้วเลือกใหม่ คอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ว่าฯเจนีวา ไม่ยอมจ่ายค่าปรับจอดรถผิดที่ แต่ดันขยำใบสั่งทิ้ง ปรากฏว่าคนเจนีวาโหวตให้ออกทันที เรื่องเล็กยังโกง เรื่องใหญ่จะขนาดไหน
วันไหนเห็นแสงแดด ถือเป็นโชคอย่างหนึ่ง
การศึกษาภาคบังคับ ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย ใครเข้าเรียนโรงเรียนรัฐฟรี 100% ไม่ใช่แค่คนสวิส แม้แต่คนชาติอื่นมาอยู่สวิส 2 ปี มีใบอนุญาตเช่าบ้าน เสียภาษี ลูกได้เรียนฟรีเหมือนคนสวิส แต่จะเรียนอะไร สายอาชีพ สายวิชาการ ดูจากคะแนน ครูประจำชั้น โรงเรียน จะร่วมกันพิจารณา ส่งจดหมายบอกก่อน ตัดสินอย่างไรก็ตามนั้น ไม่มีอุทธรณ์หรือฎีกา
แต่หากไม่พอใจ ก็สามารถย้ายไปเรียนเอกชนได้
เด็กสวิสไม่ต้องเอนทรานซ์ จึงไม่ต้องกวดวิชาแบบบ้าคลั่ง และไม่มีข้อสอบรั่ว จะเข้าคณะไหนเป็นไปตามที่ถูกกรองมาแล้วตั้งแต่มัธยม อย่างที่บอกคนสวิสถือความเป็นส่วนตัวสูงมาก 4 ทุ่มห้ามโทรฯหาไม่ว่าจะรักแค่ไหน เพราะถือเป็นเวลาพักผ่อน มีธุระอะไร รอโทรฯตอนเช้า และไม่ชอบมากหากใครทำเสียงดังหนวกหู เพื่อนบ้านจะโทรฯบอกตำรวจมาซิวไป
สวิสจึงน่าจะถูกพระราชอัธยาศัยของสมเด็จย่า ซึ่งชอบอยู่อย่างสมถะและสงบ.....