|
|
|
You are here: Home>>พูดคุยทั่วไป>>การสื่อสาร>>Details |
|
ไอดีซีชี้ขายชินคอร์ปเป็นผลดีธุรกิจโทรคม |
|
Last
update:2006-02-20 Source :Blog |
ไอดีซีเชื่อการขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็ก ส่งผลดีภาพรวมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งระบบ เป็นการแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจกับการออกใบอนุญาตของกทช. ซึ่งจะทำให้ 3G เกิดขึ้นได้เร็ว ในขณะที่ทีโอทีและกสทจำเป็นต้องเปิดรับทุนต่างชาติ หากต้องการอยู่รอดในเวทีโทรคมนาคมเสรี นายเจฟฟรีย์ แซ่อึ้ง ผู้จัดการประจำประเทศไทยบริษัท ไอดีซี (ประเทศไทย) กล่าวภายหลังครอบครัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถอนตัวจากเวทีธุรกิจโทรคมนาคมว่าในปัจจุบันบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสหรือเอไอเอส มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในตลาดผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยครอบครัวชินวัตรถือหุ้นมากกว่า 43% ซึ่งการถอนตัวออกจาก ธุรกิจโทรคมนาคมของครอบครัวชินวัตรนี้ถือเป็นการประกาศถึงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดขึ้นสำหรับธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศไทยในระยะยาวที่จำเป็นจะต้องเตรียมรับมือเปิดรับการเข้ามาของทุนต่างชาติและสอดคล้องกับการเปิดเสรีด้านโทรคมนาคมของประเทศ โดยการเข้ามาของทุนต่างชาติ ก็มีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันไป อาทิเช่น เงินทุน ประสบการณ์ และความรู้ (Know How) ต่างๆทำให้ทุนต่างชาติ มีข้อได้เปรียบมากกว่า ผู้ประกอบการภายใน ประเทศ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารของเราให้ทันสมัยเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนจำนวนมากรวมถึงความเหมาะสมทางเทคโนโลยีการสื่อสารประเภทต่างๆมาประยุกต์ใช้ดังนั้นการเข้ามาถือหุ้น ของต่างชาติ จึงเป็นพัฒนาการที่สำคัญในการผลักดันให้ ธุรกิจสื่อสารของประเทศเคลื่อนที่ไปข้างหน้า นายเจฟฟรีย์ยังกล่าวเสริมว่าการเข้ามาถือหุ้นของต่างประเทศในธุรกิจโทรศัพท์มือถือในปี 2549 ถือว่าเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งในอนาคตอันใกล้อาจจะเห็นผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานอย่างบริษัท ทีโอที หรือบริษัท กสท โทรคมนาคมต้องเปิดรับการเข้ามาถือหุ้นของต่างชาติ เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้อยู่รอดในธุรกิจโทรคมนาคมที่ต้องเปิดเสรี นอกจากนี้การถอนตัวจากธุรกิจของครอบครัวชินวัตรจะช่วยลดปัญหาข้อขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เกี่ยวกับ การออกใบ อนุญาตจัดสรรคลื่นความถี่ 3G ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นก้าวที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศ เพราะผู้ประกอบการจะจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต แทนระบบการให้สัมปทานเหมือนเมื่อก่อนสำหรับเอไอเอสเองก็ได้ประโยชน์จากความรู้ความเชี่ยวชาญ (know-how) ของ สิงเทล เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G โดยเทมาเส็กก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสิงเทลเช่นกัน ไอดีซี เชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็น ชินคอร์ป หรือสิงเทล เข้ามาบริหาร เอไอเอสก็ยังคงเป็นผู้นำในธุรกิจ โทรศัพท์มือถือที่มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ตามรายงานผลประกอบการของเอไอเอสล่าสุด พบว่า รายได้จากการให้บริการโทรศัพท์มือถือ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2548 ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปี 2547 ประมาณ 9% ในขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมของธุรกิจ โทรศัพท์มือถือประเทศไทยยังมีแนวโน้มในการขยายตัวของผู้ใช้ บริการเพิ่มขึ้นอีกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน อย่าง มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ที่อัตราของ จำนวนผู้ใช้บริการเริ่มอยู่ในภาวะที่อิ่มตัว นอกจากนี้ไอดีซีเชื่อว่าการเข้ามาของเทมาเส็กจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทย มีบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ใช้งานได้เร็วขึ้น เนื่องจากมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจนี้มาก่อน
|
|