คำพิพากษาฎีกาที่ 1928/2534
จำเลยรับซื้อสินค้าไว้ โดยไม่มีพฤติการณ์ใดส่อให้เห็นว่าเป็นการรับซื้อไว้โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่ ร.ฉ้อโกงมาจากโจทก์ร่วม เป็นการซื้อไว้โดยสุจริต ย่อมไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร
คำพิพากษาฎีกาที่ 1020/2534
เมื่อคดีฟังได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองฝ่ายชนกัน ผู้ตายก็มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ซึ่งเป็นภริยาย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 5 (2) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 330/2535
พวกจำเลยล้อมรถขายไอศกรีมของผู้เสียหายไว้ จำเลยที่ ๓
เข้าต่อรองราคา แม้จะเป็นราคาที่อาจรู้ว่าผู้เสียหายไม่ตกลงด้วย ก็ไม่ถือว่า
เป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อผู้เสียหาย การล้อมรถโดยไม่ปรากฏว่ามี
ทีท่าทางว่าจะเข้ามาทำร้ายผู้เสียหาย เพียงแต่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ก่อน ไม่ถือว่า
เป็นการใช้พวกเข้าขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ผู้เสียหายยอมจะให้
ทรัพย์แก่พวกจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์
จำเลยที่ ๓ เข้ามาขอซื้อไอศกรีม ๗-๘ แท่ง ในราคา ๑ บาท จนผู้
เสียหายไม่พอใจและชักอาวุธออกมาจำเลยทั้งสามจึงกลุ้มรุมทำร้ายผู้เสียหาย
เพราะผู้เสียหายชักอาวุธออกมา มิใช่เพราะเจตนาจะทำร้ายผู้เสียหายเพื่อ
ประสงค์ต่อไอศกรีมของผู้เสียหายแต่แรก ทั้งยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ หยิบ
เอาไอศกรีมไปแจกจ่ายพวกจำเลย ประกอบกับหลังจากนั้น โจทก์ไม่พีพยาน
ยืนยันว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันลักเอาไอศกรีมดังกล่าวไป การกระทำของ
จำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานทำร้าย
ร่างกายผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์มีความเห็นว่า มีรอยบวมเล็กน้อยที่
ขมับด้านซ้าย บาดแผลรักษาหายภายใน ๓ วัน เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๙๑
คำพิพากษาฎีกาที่ 1400/2538
แม้มีดคัดเตอร์จะไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ แต่ทุกครั้งที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยเอามีดคัดเตอร์ที่จำเลยพาไปออกมาขู่เข็ญผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยพามีดคัดเตอร์ไป โดยเจตนาจะใช้เป็นอาวุธ จึงมีความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง
คำพิพากษาฎีกาที่ 2264/2538
จำเลยทั้งสองเข้าไปปักเสาขึงลวดหนาม และจำเลยที่ 2 ปลูกต้นผลไม้ในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์จำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิกัน และต่างฟ้องคดีแพ่งอ้างว่า ตนมีสิทธิครอบครอง โดยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองจึงไม่มีเจตนาบุกรุก ตาม ป.อ. มาตรา 326
คำพิพากษาฎีกาที่ 47/2538
ประจักษ์พยานทั้งสามของโจทก์เบิกความได้สอดคล้องต้องกัน
และรับกันเป็นอย่างดี ไม่มีตอนใดขัดต่อเหตุผล หรือขัดกันเอง โดยเฉพาะ
การรู้เห็นของพยานทั้งสามมิได้เห็นเหตุการณ์ตลอดหมดทุกคนแต่เห็นเหตุการณ์
คนละตอนกัน เหตุการณ์ตอนใดที่พยานคนใดไม่รู้เห็นก็ไม่เบิกความถึง คำเบิก
ความจึงน่าเชื่อถือ ประกอบกับชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยทั้งสี่ก็ให้การรับ
สารภาพ โดยมีรายละเอียดเจือสมพยานโจทก์ เมื่อฟังคำให้การชั้นสอบสวน
ประกอบกับคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์แล้ว เชื่อโดยปราศจากสงสัย
ว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมเป็นคนร้าย
จำเลยทั้งสี่กับพวกมาด้วยกันและหลบหนีไปด้วยกัน แม้จำเลยทุกคนจะ
ไม่ได้ลงมือยิง และพวกของจำเลยคนอื่นเอาทรัพย์สินของผู้ตายกับผู้เสียหาย
ไปแต่ก็มีจำเลยที่ ๑ รวมอยู่ในกลุ่มคนร้ายที่เข้ามาในบ้าน จำเลยที่ ๒ เป็น
ผู้ขับรถพาคนร้ายมาและพาคนร้ายหลบหนี จำเลยที่ ๓ ใช้ปืนจี้บังคับ จ.ไว้
และจำเลยที่ ๔ รวมอยู่ในกลุ่มคนร้ายที่หน้าบ้านขณะเกิดเหตุ เป็นการคุมเชิงอยู่
ใกล้ ๆ ในลักษณะที่พร้อมช่วยเหลือกันได้ทันที เป็นลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำ
ถือได้ว่าร่วมกระทำผิดด้วยกัน
คำพิพากษาฎีกาที่ 360/2542
การค้นในคดีนี้เป็นการค้นเมื่อพบและยึดยาเสพติดซึ่งเป็น
สิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ การออกหมายค้น
จึงกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๙(๒)
และไม่จำต้องออกหมายจับบุคคลตามมาตรา ๗๐ ด้วย เมื่อตรวจค้นแล้ว
พบว่าจำเลยมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นความผิด
ซึ่งหน้าเจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจจับจำเลยได้ตาม มาตรา ๗๘(๑