ขื่อ:

รหัสผ่าน:

ลืมรหัสผ่าน?Email:

 อัลบั้ม Bloger - Blogth: Create your Blog Now -- Blog Thailand -- Free! -- blogth.com

หน้าแรกคอลัมน์  :  อัลบั้ม Bloger  :  รูปแบบ Bloger  :  บันเทิง : รู้จักจีน  :  ชีวิตประจำวัน  :  วิทยาศาสตร์และศิลป์  :  เกมส์ Bloger  
นักประพันธ์ : ธุรกิจและการเงินกีฬา : ความรักพูดคุยทั่วไป : กระทู้ Bloger : ท่องเที่ยวรายวันบันทึกการทำงาน : สีสันชีวิต : My Blog !

ค้นหา:

Relating Article
ไม่ไปเลือกตั้งเสียสิทธิอะไ
พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภา
กฏหมายเหตุฟ้องหย่า
ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์
เช่าซื้อ
กู้ยืมเงิน
ศาลนัดพิจารณาคดี ร่างพระราช
ศาลนัดไต่สวนคดี "สนธิ" ฟ้อง
ชินคอร์ปไม่ผิด กม.ธุรกิจต่
คำพิพากษาฎีกา คดีแพ่ง

Hot Article
ไม่ไปเลือกตั้งเสียสิทธิอะไ
คดีดำ - คดีแดง คือ อะไร?
เช่าซื้อ
ประกาศเกี่ยวกับธุรกิจการให
พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญ
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเ
วิธีการเลือกตั้ง
ไม่ไปเลือกตั้งเสียสิทธิอะไ
กู้ยืมเงิน
ค่าชดเชย

Relating Categories
  • การเมือง
  • การสื่อสาร
  • การข่าว
  • เรื่องที่น่าสนใจท้องถิ่น
  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
  • การทหาร
  • Cheap Hotels Booking

    Cheap  Hosting in  Thailand

    Thai search engine

       You are here: Home>>พูดคุยทั่วไป>>กฎหมาย>>Details

    กฎหมายป่าชุมชน ความหวังของคนรากหญ้า (การรอคอยที่ไม่สิ้นสุด)

    Last update:2007-03-30 Source :Blog

    เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ทั้งๆ ที่มีการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์กันเป็นว่าเล่น แต่ทำไมพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยจึงได้ลดลงทุกปี
           
           เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่องป่าไม้นับเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมานาน มีองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ให้ความใส่ใจ แต่สุดท้ายแล้วพื้นที่ป่าก็ยังลดลงอยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะทำการปลูกป่า (ซึ่งก็เป็นแค่การปลูกต้นไม้) กันกี่ล้านต้น หรือกี่ล้านไร่
           
           ช่วงระยะเวลาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ความเสื่อมทรุดของป่าไม้เมืองไทยถูกสังเคราะห์ วิเคราะห์ เพื่อหาปัจจัยแห่งความล้มเหลว ขณะเดียวกันทางเลือกใหม่ๆ เพื่อการดูแลจัดการป่าก็ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอ ‘ป่าชุมชน-Community Forest’ คือองค์ความรู้ชุดสำคัญที่เกิดขึ้น กระทั่งเกิดการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักในภาคประชาชนเพื่อผลักดันให้มีกฎหมายสักฉบับขึ้นมารองรับเรื่องนี้ จนถึงปัจจุบัน 20 ปีแล้ว ‘พ.ร.บ.ป่าชุมชน’ ก็ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของร่างพ.ร.บ.จนถึงวันนี้ ก็คงต้องยอมรับว่ามันถือเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีการต่อสู้ทางความคิดอย่างเข้มข้นและยาวนาน
           
           จวบจนในยุคของรัฐบาล ‘ฤาษีเลี้ยงเต่า’ พ.ร.บ.ป่าชุมชนถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางความหวังของชาวบ้านที่อยู่กับป่าทั่วประเทศประมาณ 10 ล้านคน
           
           ใครกันแน่ทำให้ป่าหมด?
           
           รากเหง้าของปัญหาป่าไม้เมืองไทยตามที่เราๆ ท่านๆ ถูกสั่งสอนกันในโรงเรียนก็คือ การตัดไม้ทำลายป่า (ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ไม่ค่อยจะเป็นคำตอบสักเท่าไหร่) เป็นการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดจากนายทุนหรือไม่ก็ชาวเขาที่ทำไร่เลื่อนลอย ถ้าย้อนกลับไป 10 กว่าปีก่อนนี่จะเป็นคำตอบสุดคลาสสิกที่ทุกคนเออออห่อหมกด้วยโดยไม่ฉุกใจว่าจริงหรือไม่
           
           แต่รากเหง้าที่แท้จริงมันเป็นอย่างที่เราถูกสั่งสอนมาอย่างนั้นหรือเปล่า???
           
           รัฐชาติแบบไทยๆ ถือกำเนิดอย่างจริงจังในสมัยรัชกาลที่ 5 เห็นจะได้ อำนาจถูกรวบเข้าสู่ศูนย์กลางซึ่งก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้เมื่อเงื่อนไขความจำเป็นในขณะนั้นเราต้องประคับประคองตัวจากการถูกคุกคามจากมหาอำนาจตะวันตก แต่เมื่อช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ผ่านพ้นไปวิธีคิดแบบรวมศูนย์กลับไม่ได้ถูกแก้ไข
           
           ตลอดระยะเวลา 40 กว่าปีของการพัฒนาประเทศนับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ความจริงข้อหนึ่งคือทรัพยากรทุกอย่างในประเทศตั้งแต่ดิน น้ำ ป่า คลื่นวิทยุ แร่ ฯลฯ ล้วนเป็นของรัฐ รัฐกลายเป็นผู้ชาญฉลาดเพียงคนเดียวที่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรกับทรัพยากร และนี่คือที่มาของสารพันปัญหาในยุคสมัยของเรา
           
           เช่นกัน มีชาวบ้านในชนบทจำนวนมากที่อาศัยอยู่กับป่ามานานนับนาน แต่วันหนึ่งเมื่อสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่างรุมบีบเค้นให้พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตน ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแผ่นดินถูกฉีกขาด
           
           “สภาพเศรษฐกิจสังคมของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากสังคมชนบทสู่การเติบโตแบบเมืองและอุตสาหกรรม เมื่อเป็นอย่างนี้ความเป็นชุมชนของสังคมชนบทจึงได้รับการกระทบกระเทือน และอ่อนแอเนื่องจากนโยบายที่ผ่านมาไม่ได้ไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน กลับดึงคนเก่ง คนดี คนที่เข้มแข็งออกจากชุมชนมาทำงานในเมืองหมด” ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการที่ติดตามประเด็นป่าชุมชน อธิบาย
           
           ชาวบ้านที่เคยดูแลรักษาป่าของตนเองมาตลอดถูกผลักไสให้ออกจากพื้นที่ป่าที่รัฐประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ ชาวบ้านไม่มีสิทธิเข้าไปใช้สอย หาอยู่หากินเช่นที่เคยเป็นมา แต่กลับอนุญาตให้นายทุนเข้าทำสัมปทานป่าไม้ เรื่องแบบนี้ส่งผลโยงใยกระทบถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน และสุดท้ายก็นำไปสู่ปัญหาที่เรียกว่า ‘ความยากจน’
           
           กว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน
           
           อย่างไรก็ตาม ยังมีชุมชนอีกไม่น้อยที่ยังคงเกาะเกี่ยวกันอย่างเข้มแข็ง ร่วมกันคัดง้างต่ออำนาจทุนและอำนาจรัฐที่จะเข้ามาฮุบพื้นที่ป่าของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อปี 2532 กรณีชาวบ้านบ้านห้วยแก้ว กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่รวมตัวกันคัดค้านการเข้ามาเช่าพื้นที่ป่าสาธารณะของนายทุน กลายเป็นการจุดกระแสการเรียกร้องกฎหมายป่าชุมชนครั้งแรก รจเรข วัฒนพาณิชย์ ผู้ประสานงานชุมชนคนรักป่าเล่าว่า
           
           “ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อดูแลรักษาป่าของชาวบ้านมีมานานประมาณ 20-30 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่นายทุนจะเข้ามาทำสัมปทานป่า หรือการทำเหมืองแร่ในเขตป่า ครั้งแรกสุดเป็นการต่อสู้กับนายทุน อย่างเช่นที่บ้านห้วยแก้วตั้งเกือบ 20 ปีมาแล้วที่มีนายทุนจะเข้าไปเอาพื้นที่ป่าของชาวบ้าน ชาวบ้านก็ไม่ยอม ออกมาต่อสู้ เพราะเป็นป่าที่ชาวบ้านช่วยกันรักษา เป็นป่าที่ให้น้ำ นายทุนก็จ้างคนมายิงแกนนำชาวบ้าน แต่สุดท้ายนายทุนก็ต้องถอยออกไป
           
           “หรือที่บ้านทุ่งยาว จ.ลำพูน ชาวบ้านดูแลป่าแถบนั้นมานาน จนกระทั่งกรมป่าไม้จะมาจัดตั้งเป็นวนอุทยาน ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไป ชาวบ้านก็รู้สึกว่าถ้าปล่อยให้ทางวนอุทยานเข้ามาจัดการ ป่ามันจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาช่วยกันดูแลกันมานานแล้วและก็ดูแลได้ ไม่เห็นจะต้องมาจัดตั้งเป็นเขตวนอุทยานและตั้งงบประมาณขึ้นมาให้เปลืองเงิน ชาวบ้านก็ต่อสู้”
           

           เธอยังเล่าอีกว่าหลังจากนั้นไม่นานคำว่า ‘ป่าชุมชน’ จึงถูกบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เรียกพื้นที่ป่าที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
           
           ทำไมต้องตั้งชื่อ? เพราะถ้าดูวิถีชีวิตแต่ดั้งเดิมของชาวบ้านในแต่ละภูมิภาคจะพบว่า วัฒนธรรมการดูแลจัดการป่าของชุมชนมีมานานมาก เช่น ป่าดงเซ้งของชาวม้งในภาคเหนือ หรือป่าบุ่งป่าทามของชาวอีสาน เป็นต้น การบัญญัติคำว่าป่าชุมชนก็เพื่อให้ง่ายในการเรียกขาน
           
           เมื่อกระแสป่าชุมชนจุดติด ชาวบ้านและองค์กรพัฒนาเอกชนจึงร่วมกันผลักดันเพื่อให้มีกฎหมายรองรับสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชนขึ้น เพราะถึงแม้ว่าชาวบ้านจะสามารถวางกฎระเบียบภายในชุมชนเพื่อร่วมกันจัดการป่าได้ แต่เมื่อมีบุคคลภายนอกเข้ามาชาวบ้านกลับไม่สามารถยกข้ออ้างทางกฎหมายใดๆ เพื่อป้องกันการบุกรุกจากภายนอกได้ รวมถึงประเด็นสำคัญอีกข้อคือการอนุญาตให้มีป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ เนื่องจากที่ผ่านมาการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐ ส่งผลให้ชาวบ้านดั้งเดิมที่อยู่กับป่ามาหลายชั่วอายุคนต้องถูกขับไล่ไสส่งด้วยฤทธิ์ของกฎหมายที่มาทีหลัง
           
           เรียกได้ว่ามีการขับเคี่ยวทางความคิดอย่างแหลมคมระหว่างภาคประชาชนกับรัฐมาอย่างยาวนาน แต่จนแล้วจนรอดกฎหมายป่าชุมชนก็ไม่สามารถคลอดออกมาได้สักที กระทั่ง รัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 46 ได้บัญญัติเรื่องสิทธิชุมชนในการดูแลจัดการทรัพยากร จึงเกิดการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญอีกระลอกหนึ่งในปี 2542 เมื่อเครือข่ายป่าชุมชนทั่วประเทศร่วมกันล่า 50,000 รายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายป่าชุมชน
           
           ปี 2544 ร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ค้างเติ่งมาตั้งแต่ยุคชวน 2 ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งในยุคของรัฐบาลทักษิณ 1 และได้ผ่านความเห็นชอบของสภาเป็นที่เรียบร้อย เรื่องก็น่าจะจบตรงนี้ แต่ไม่ เพราะวุฒิสภาได้ตัดหลักการสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยห้ามมิให้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์สามารถจัดตั้งป่าชุมชนได้ เมื่อสภาล่างและสภาสูงมีความเห็นไม่ตรงกันจึงต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณากันอีกรอบ ร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชนจึงลงเอยด้วยการ ‘แป้ก’ อยู่อย่างนั้นเรื่อยมา
           
           (ขนาดที่ว่าชาวบ้านเอาร่างพ.ร.บ.ตัวนี้ไปรดน้ำมนต์ ไปทำคุณไสย เพื่อให้กฎหมายผ่านสภาก็ทำมาแล้ว)
           
           What is Community Forest?
           
           ป่าชุมชนคืออะไร? ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร บางคนวิตกถึงขนาดว่ามันคือการยกพื้นที่ป่าให้ชาวบ้าน
           
           ‘ป่าชุมชนตามนิยามของศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก (และคณะ) ซึ่งเป็นนิยามที่ขบวนการภาคประชาชนที่ผลักดันเรื่องนี้ให้การยอมรับ มีความหมายว่า เป็นขบวนการทางสังคมหรือการรวมตัวกันขององค์กรประชาชนในระดับชุมชน และ/หรือระดับเครือข่ายภายในระบบนิเวศแห่งหนึ่ง เพื่อทำการใช้ประโยชน์ และจัดการทรัพยากรดิน-น้ำ-ป่า ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของท้องถิ่นอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม บนฐานของระบบความคิด ภูมิปัญญา อุดมการณ์ และสิทธิชุมชน ซึ่งเน้นหลักการทางศีลธรรมและความมั่นคงในการยังชีพของชุมชนเป็นหลัก’
           (จากหนังสือ ‘ป่าชุมชนของคนรากหญ้า’ จัดพิมพ์โดย สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ)
           
           ดร.เพิ่มศักดิ์ อธิบายว่า “สิทธิชุมชนถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในวงการกฎหมาย แต่ในวิถีชีวิตของชาวบ้านมันมีมานานแล้ว เพียงแต่ว่าสิทธิชุมชนในอดีตไม่ได้ใช้คำนี้ เขาใช้คำว่าการปฏิบัติตามจารีตประเพณี ส่วนสิทธิชุมชนเป็นคำใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจเท่าไหร่ เกิดการเข้าใจอย่างผิดๆ ว่าป่าชุมชนคือการเอาป่าให้ประชาชนเป็นเจ้าของ เพราะสิทธิชุมชนไม่ใช่สิทธิในการเป็นเจ้าของ แต่เป็นสิทธิในการดูแลรักษา จัดการร่วมกับรัฐเพื่อการยังชีพอย่างยั่งยืน สังคมไม่เข้าใจตรงนี้และยังมีคนที่บิดเบือน”
           
           ป่าชุมชนจึงเป็นการประสานเอาวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น กับการดูแลรักษาป่าเข้าด้วยกัน ทุกวันนี้แม้จะยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ แต่ก็มีป่าชุมชนเกิดขึ้นเกือบหมื่นแห่งทั่วประเทศ ในเมื่อภาครัฐเองก็มีงบประมาณและกำลังคนที่จำกัด จะดีกว่าหรือไม่ถ้าจะให้ชาวบ้านที่อยู่กับป่าประมาณ 10 ล้านคนมาช่วยรัฐดูแลรักษาป่าด้วย
           
           “เมื่อชาวบ้านเขาต้องใช้ประโยชน์จากป่า พวกเขาก็ต้องดูแลรักษาป่าเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ต่อไปเรื่อยๆ นั่นทำให้เราได้ค้นพบภูมิปัญญาชาวบ้านในการรักษาป่าชนิดที่มันไม่มีในหนังสือเรียน เราพบว่าชาวบ้านมีความรู้เยอะมาก เขารู้ว่าจะกินเห็ดหน้าไหน หน่อต้องเก็บแค่ไหน ผักกูดที่ขึ้นริมน้ำต้องฟันมันทิ้งบ้างเพื่อให้มันขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ชาวบ้านเขาเรียกว่าผักซาดิสต์ ยิ่งฟันทิ้งมันก็จะยิ่งขึ้นหน่ออ่อนอีกเรื่อยๆ หรือผักที่ขึ้นริมน้ำ ถ้าเกิดมีการจัดการน้ำแบบที่ไปก่อพนังกั้น ผักริมน้ำก็จะหายไป นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ มีการทำงานกันมาอย่างยาวนาน”
           
           “แต่ก็ใช่ว่าบางชุมชนจะเข้าใจเรื่องแบบนี้จนกว่าจะได้เจอวิกฤตด้วยตัวของเขาเอง อย่างบ้านม่วงชุมที่เชียงของ จ.เชียงราย เมื่อก่อนชาวบ้านก็ตัดไม้เผาถ่านไป ปรากฏว่าน้ำอิงแห้ง เขาก็รู้สึกขึ้นมาว่าเป็นเพราะพวกเขาตัดไม้เผาถ่านขายเยอะเกินไปหรือเปล่า ชาวบ้านจึงหันกลับมาคุยกันว่าจะจำกัดการเผาถ่านกันยังไง ไม่อย่างนั้นน้ำจะแห้ง ชาวบ้านจึงมีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นและปล่อยให้ป่าฟื้นตัว บ้านม่วงชุมนี่เพิ่งจัดการป่าชุมชนมาเมื่อปี 2546 นี่เอง เขาก็ไปเรียนรู้จากที่อื่น เขาเห็นว่าต้องฟื้นชุมชนของตัวเอง จะเห็นว่าวิธีการของป่าชุมชนมันช่วยขยายเครือข่ายให้ชาวบ้านหันกลับมาคิดและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้านตัวเอง”
           
           รจเรขอธิบายให้เห็นภาพว่ามีหลักฐานไม่น้อยที่ยืนยันความสำเร็จของป่าชุมชน เธอย้ำว่าเพียงแค่รัฐพลิกวิธีคิดนิดเดียว โดยไม่มองว่าทรัพยากรทุกอย่างเป็นของรัฐ แต่มันเป็นของทุกคนในประเทศที่ต้องช่วยกันดูแลรักษา ปัญหาหลายอย่างก็จะคลี่คลาย
           
           กฎหมายป่าชุมชนในปี 50 (อนาคตที่ยังต้องลุ้น)
           
           “ในครั้งนั้นมีความเห็นที่ต่างกันระหว่างองค์กรอนุรักษ์ที่มองเรื่องสิทธิชุมชน และมองเห็นศักยภาพของชุมชนที่จะดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างยั่งยืน ด้วยวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา โดยเฉพาะตัวอย่างที่ถูกพูดถึงกันมากคือกลุ่มพี่น้องชาวปกากะญอหรือชาวกะเหรี่ยง แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นกลุ่มอนุรักษ์ที่มีความเป็นห่วงว่า พ.ร.บ.ป่าชุมชนคือการยกป่าให้ชาวบ้าน ยกตัวอย่างความกลัวว่าตามเกาะต่างๆ ที่มีป่า เกิดมีนายทุนเอาคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปสัก 50 คน ไปอยู่สัก 5 ปี เดี๋ยวก็ฮุบป่าได้ จึงทำให้ ส.ว.ชุดที่แล้วไม่รับ พ.ร.บ.ป่าชุมชน”
           
           เตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เธอเป็นคนหนึ่งที่มีทีท่าชัดเจนในการสนับสนุนกฎหมายป่าชุมชน เล่าถึงความขัดแย้งทางความคิดในอดีตที่ทำให้กฎหมายป่าชุมชนไม่ผ่านสภาสูง
           
           ปี 2550 สนช.ส่วนหนึ่งที่มีเธอเป็นแกนกลางเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะนำร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชนกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อผลักดันให้ผ่านสภาเป็นกฎหมาย เพราะถ้าปล่อยผ่านไปอีกก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอคอยกันอีกนานแค่ไหน เตือนใจจึงทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างสนช. นักวิชาการ และชาวบ้าน ทำการรวบรวมรายชื่อสนช.เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชนเข้าสู่สภา
           
           เธอค่อนข้างมั่นใจว่ากฎหมายป่าชุมชนจะผ่านสภาออกมาใช้บังคับได้ หลังจากที่ชาวบ้านต้องรอกันมาเกือบ 10 ปี ซึ่งก็ยังต้องรอลุ้นอีก เนื่องจากฝ่ายข้าราชการที่ดูแลป่าไม้ก็ส่งร่างกฎหมายป่าชุมชนของตนเองเข้าไปด้วยเช่นกัน ซึ่งในฉบับข้าราชการนี้ยังคงยืนยันว่า ห้ามมีป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์อยู่นั่นเอง
           
           ต้องรอดูว่าสภาฯ จะรับร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชนฉบับประชาชน หรือฉบับข้าราชการ
           
           สมมติว่า (นี่เป็นเรื่องสมมติ) กฎหมายป่าชุมชนฉบับประชาชนผ่าน ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบสิ้น เราชนะแล้ว กลับบ้านนอนได้ รจเรขบอก
           ว่า
           
           “คงต้องทำงานกันต่อเนื่อง เพราะไม่ได้หมายความว่าเมื่อกฎหมายออกแล้ว ชุมชนไหนๆ ก็ไปจดทะเบียนขอทำป่าชุมชนได้ เนื่องจากมีกฎระเบียบหลายขั้นตอน ชาวบ้านจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำแผนการจัดตั้งป่าชุมชน เราต้องลงไปทำงานกับชาวบ้าน เพื่อนำเสนอคณะกรรมการให้อนุมัติ หลักเกณฑ์ตรงนี้สำหรับชุมชนที่เข้มแข็งแล้วก็จะผ่านไปได้ แต่ยังมีชุมชนอีกมากที่ยังต้องการความช่วยเหลือ ที่ยังต้องพัฒนาศักยภาพอยู่ เราคิดว่าถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐปรับบทบาทมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับชาวบ้านจะเป็นเรื่องดีมาก เราถือว่างานจะเยอะมากขึ้น ไม่ใช่ว่ากฎหมายผ่านแล้วทุกอย่างจะจบ
           
           “อีกทั้งคณะกรรมการที่จะมีส่วนในการพิจารณาจัดตั้งป่าชุมชนก็ไม่ได้มีแต่ชาวบ้านกับข้าราชการเท่านั้น แต่ยังมีชนชั้นกลางที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือนักธุรกิจที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการป่า ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องรณรงค์ให้คนในเมืองเข้าใจกฎหมายป่าชุมชนให้มากขึ้น พวกเราเองก็ต้องปรับตัวและจัดแผนรองรับด้วยเหมือนกัน ต้องพร้อมที่จะเดินสายคุยกับชุมชนที่ยังไม่พร้อม เตรียมความพร้อมให้กับชุมชน”
           
           เอาเข้าจริงๆ แล้ว หัวใจของกฎหมายป่าชุมชนไม่ได้อยู่เฉพาะเรื่องการดูแลรักษาป่าเท่านั้น แต่จะเป็นหมุดหมายเริ่มต้นที่สำคัญที่ส่งผลกระเทือนอย่างมีนัยต่อการเมืองไทย เพราะแปลว่าอำนาจที่เคยกระจุกอยู่กับนักการเมือง ข้าราชการ และนายทุน จะถูกลดทอนและกระจายไปยังชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ชาวบ้านจะเสียงดังมากขึ้นในการบอกกล่าวความคิดเห็นของตนเอง สามารถขัดขืน ต่อรองกับอำนาจรัฐได้อย่างแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา
           
           ดร.เพิ่มศักดิ์ฝากทิ้งท้ายไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า
           
           “...ผลงาน 6-7 เดือนที่ผ่านมา การแก้ปัญหาความยากจน การกระจายรายได้ การสร้างความเป็นธรรม ยังไม่ปรากฏเลย กฎหมายป่าชุมชนจะเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ส่งเสริมสิทธิชุมชน ส่งเสริมการกระจายอำนาจ ส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากร และที่สำคัญคือจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความยากจน ฉะนั้น ทำไมรัฐบาลไม่สร้างผลงานด้วยการผลักดันร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชนฉบับของประชาชน รีรออะไรอยู่ ทำไมไม่เป็นฤาษีติดจรวด ถ้าออกกฎหมายฉบับนี้ คน 10 ล้านคนเป็นอย่างน้อยจะไชโยโห่ร้อง”

     

     

     

    [Top] [Tell Friend] [View Comment]
     

    Relating Article

    ไม่ไปเลือกตั้งเสียสิทธิอะไรบ้าง
    พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่พ.ศ. 2535
    กฏหมายเหตุฟ้องหย่า
    ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุ
    เช่าซื้อ

    Post Comment!

    ขื่อ: รหัสผ่าน: Hidden Post   ลงทะเบียนใหม่ 

    Create a new account!

    ขื่อ:

    รหัสผ่าน:

      Blog เป็นการใช้งานเว็บไซต์ของคุณแบบง่ายๆซึ่งคุณสามารถ
    โพสต์ข้อความหรือรูปภาพได้ทันทีและสามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

    หน้าแรกคอลัมน์  :  อัลบั้ม Bloger  :  รูปแบบ Bloger  :  บันเทิง : รู้จักจีน  :  ชีวิตประจำวัน  :  วิทยาศาสตร์และศิลป์  :  เกมส์ Bloger  
    นักประพันธ์ : ธุรกิจและการเงินกีฬา : ความรักพูดคุยทั่วไป : กระทู้ Bloger : ท่องเที่ยวรายวันบันทึกการทำงาน : สีสันชีวิต : My Blog !

    ค้นหา:

    All rights reserved. Privacy Policy - Terms of Service - Copyright Policy

    Copyright © 2005 blogth.com