|
"เขื่อน" สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่จากน้ำมือของมนุษย์ นับเป็นเทคโนโลยีการก่อสร้างแห่งศตวรรษที่พลิกโฉมหน้าการจัดการทรัพยากรน้ำของมนุษยชาติ นอกจากจะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว เขื่อนหลายแห่งทั่วโลกยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ให้มาเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ อาทิ เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์ (Hoover Dam) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระมหากษัตริย์ไทย จึงมีโครงการเขื่อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องของน้ำท่วมและภัยแล้งแก่พสกนิกรปวงชนชาวไทย หนึ่งในนั้น คือ โครงการเขื่อนแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งในการดำเนินการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้างครั้งนั้น ส่งผลให้แวดวงโบราณคดีของเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีการสำรวจพบแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ดำเนินการของเขื่อนแควน้อยฯ จำนวนนับกว่า 100 แห่ง ทุ่มงบนับล้าน ระดมนักโบราณคดีลงสำรวจก่อนเปิดเขื่อน กรมศิลปากรเป็นอีกหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามามีส่วนร่วมในคณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการก่อสร้างเขื่อนแควน้อยฯ เนื่องจากมีหน้าที่ในการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ สุนิสา มั่นคง นักโบราณคดี 8 ว. กลุ่มวิชาการโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กล่าวถึงขั้นตอนในการดำเนินงานสำรวจขุดค้นของนักโบราณคดีว่า ในการประชุมเริ่มแรกทางคณะทำงานพบว่ามีวัดเก่าแก่ คือ วัดโบสถ์เพียง 1 วัดเท่านั้น ต่อมาได้มีการเสนอขอสำรวจทางด้านโบราณคดี จึงได้รับงบประมาณจากทางสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) จำนวนประมาณ 1.7 ล้านบาท มาใช้ในการขุดค้นกู้แหล่งโบราณคดีในบริเวณพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนแควน้อย เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรให้เหตุผลว่า การสร้างเขื่อนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อแหล่งโบราณคดีและหลักฐานทางโบราณคดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผลกระทบต่อแหล่งโบราณคดีที่รุนแรงที่สุดคือ การถูกน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีนั้นไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ภายหลังจากที่เขื่อนรับน้ำเข้ามากักเก็บจนเต็ม หรือในกรณีที่แหล่งโบราณคดีไม่ถูกน้ำท่วม แต่แหล่งโบราณคดีตั้งอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่น้ำท่วม การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมบริเวณแหล่งโบราณคดี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวจะมีผลต่อการตีความในด้านต่างๆ ของนักโบราณคดีตามมาอีกด้วย ในการดำเนินงาน คณะทำงานจัดแบ่งพื้นที่ทำการสำรวจออกเป็น 3 พื้นที่หลัก คือ พื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนแควน้อย ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนมากที่สุด คิดเป็นจำนวน 25,000 ไร่, พื้นที่ชลประทาน จำนวน 216,400 ไร่, พื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ซึ่งเป็นพื้นที่จัดสรรสำหรับย้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเข้ามาอยู่อาศัย จำนวน 67,900 ไร่ โดยการทำงานขุดกู้แหล่งโบราณคดีในพื้นที่อ่างเก็บน้ำแควน้อยฯ จะเป็นการเก็บข้อมูลเบื้องต้นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่พบในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการอธิบายภาพรวมเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานหรือการเข้ามาใช้พื้นที่ของคนในอดีต ณ บริเวณที่ทำการสร้างเขื่อนแควน้อย และเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับแผนงานขุดกู้แหล่งโบราณคดีในพื้นที่เขื่อนทั้งหมดต่อไป หากเมื่อต้องทำงานเร่งกับเวลา ทีมงานนักโบราณคดีจึงต้องเร่งสำรวจไปพร้อมๆ กับโครงการก่อสร้างเขื่อนฯ ที่กำลังรุดหน้า จึงมีการระดมสรรพกำลังทีมนักโบราณคดีที่เชี่ยวชาญทั้งหมดลงพื้นที่ เพื่อค้นหาแหล่งโบราณคดีสำคัญให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่แหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำจะถูกน้ำท่วมภายหลังจากที่เขื่อนรับน้ำเข้ามาเก็บกักจนเต็ม ตะลึงพบแหล่งโบราณคดีนับร้อย การสำรวจแหล่งโบราณคดีในพื้นที่อ่างเก็บน้ำของโครงการเขื่อนแควน้อยฯ ได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2547 เนื่องจากเป็นพื้นที่แรกที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก่อน ทีมนักโบราณคดีของกรมศิลปากรพบแหล่งโบราณคดีทั้งสิ้น 21 แหล่ง หนึ่งในจำนวนนี้มีแหล่งโบราณคดีบ่อแร่จำนวน 2 แหล่ง ซึ่งเคยเป็นแหล่งถลุงแร่เหล็กในอดีต ทว่าจำนวนแร่ที่พบมีปริมาณไม่มากนัก ส่วนมากเป็นพวกตะกรันที่เกิดจากการถลุงแร่มากกว่าจะเป็นเนื้อแร่สำคัญๆ อาทิ เหล็กน้ำพี้ เหมือนเช่นที่เคยขุดพบในพื้นที่บริเวณอื่น "นอกจากจะมีอุตสาหกรรมในการถลุงแร่แล้ว ก็ยังมีอุตสาหกรรมในการทำเกลือด้วย ที่พบคือเกลือสินเธาวุ์ อาจจะนำเกลือมาใช้ในชุมชนของตนเองหรือนำไปค้าขายระหว่างชุมชนใกล้เคียงบริเวณเลียบแม่น้ำแควน้อย" ผลการสำรวจแหล่งโบราณคดีในพื้นที่โครงการเขื่อนแควน้อยฯ พบว่าแหล่งโบราณคดีในพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของแหล่งชุมชนและแหล่งโบราณสถานขนาดเล็ก จากโบราณวัตถุที่พบสามารถกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 19-22 โดยที่แหล่งชุมชนและแหล่งโบราณสถานเหล่านี้จะตั้งอยู่ไม่ห่างจากแม่น้ำแควน้อย, แม่น้ำวังทองและแนวลำคลองธรรมชาติที่เป็นทางเดินของแม่น้ำเก่ามากนัก "เส้นทางนี้ถือว่าเป็นเส้นทางคมนาคม เนื่องจากว่าคนสมัยก่อนจะมีการตั้งชุมชนโบราณตามเส้นทางในการเดินทางติดต่อคมนาคมระหว่างเมืองพิษณุโลกกับเมืองนครไทย ซึ่งเป็นเมืองในสมัยเดียวกันกับสุโขทัยและอุตรดิษถ์ จึงสรุปได้ว่าอายุสมัยของพื้นที่ชุมชนโบราณนั้นมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับสุโขทัย ก็คงในราว พ.ศ.1900 และมีการต่อเนื่องมาจนถึงประมาณปี พ.ศ.2200 ก็เรียกว่าอยู่ในสมัยช่วงของอยุธยา " สุนิสากล่าว ขณะที่การสำรวจแหล่งโบราณคดีในเขตพื้นที่ชลประทานนั้น ค้นพบแหล่งโบราณคดีถึงจำนวน 91 แห่ง โดยมากขุดพบอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมของราษฎร นอกจากชิ้นส่วนเครื่องสังคโลกแล้ว ยังพบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย, ชิ้นส่วนพระพุทธรูปสำริด และกระดูกมนุษย์ โบราณวัตถุที่พบสามารถกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 ส่วนสุดท้าย พื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่พบแหล่งโบราณคดี จำนวนทั้งหมด 5 แห่ง ส่วนใหญ่ปัจจุบันเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน เช่น แหล่งโบราณคดีไร่ลุงชิน กันเพชร ที่อยู่ห่างจากแม่น้ำแควน้อยมาทางทิศใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร ปัจจุบันมีการถางพื้นที่ทำไร่ปลูกมันสำปะหลังและข้าวโพด จากการสัมภาษณ์ราษฎรเจ้าของพื้นที่ทราบว่า เคยพบโบราณวัตถุในบริเวณใกล้เคียงกันอีกเล็กน้อย แต่เมื่อเดินสำรวจก็ไม่พบหลักฐานแต่อย่างใด จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบปริมาณเพียงบางเบา จึงอาจเป็นไปได้ว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวนี้อาจถูกใช้เป็นที่พักชั่วคราว หรือทางผ่านไปยังชุมชนอื่นๆ ของกลุ่มคนในอดีตมากกว่าจะเป็นที่พักถาวร "ส่วนมากแหล่งโบราณคดีเราจะพบตามไร่นา ซึ่งจะตั้งชื่อตามเจ้าของไร่ที่เราไปพบ แล้วมาร์กจุดลงในแผนที่ทหาร" แต่ที่น่าเสียดายคือ พื้นที่แหล่งโบราณคดีส่วนใหญ่มีการรบกวนเป็นอย่างมาก ทั้งจากการไถปราบพื้นที่เพื่อทำการเกษตร หรือการลักลอบขุดค้นหาวัตถุโบราณ โบราณวัตถุที่พบส่วนใหญ่จึงเป็นเศษภาชนะดินเผา, เศษชิ้นส่วนสังคโลกจากแหล่งเตาเมืองสุโขทัยเก่า, เครื่องถ้วยจีน ฯลฯ แหล่งโบราณคดีวัดคัค ที่บ้านบึงไซ ตำบลท้อแท้ เป็นเนินโบราณสถานอีกแห่งที่ถูกทำลายจากการลักลอบขุดใหญ่ทั่วทั้งเนิน นอกจากนี้ ติดกับชายเนินด้านทิศตะวันออกของโบราณสถานยังมีหลักเขตแนวคลองชลประทานที่กำลังจะสร้างใหม่ของโครงการเขื่อนแควน้อยฯ ที่ทำการรังวัดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกรณีทางเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรกล่าวว่า "มีส่วนแนวคลองชลประทานจะไปกระทบต่อแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ 2 แห่ง ส่วนอีก 5 แห่งจะเป็นการพาดผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ผ่าเข้าไปในแหล่งโบราณสถานเลย จึงต้องทำหนังสือแจ้งทางกรมชลประทานให้ขอขยับแนวคลองชลประทานออกไปจากแนวโบราณสถานตรงนี้ด้วย อย่างน้อยควรจะออกไปสัก 500 เมตร และขึ้นทะเบียนโบราณสถานที่พบ" แหล่งโบราณคดีอีกแห่งที่เสียหายจากนโยบายที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของรัฐ คือ แหล่งโบราณคดีวัดเตาปูน ที่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มของแม่น้ำวังทอง จากการสำรวจพบว่าบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของแหล่งโบราณคดี จะอยู่บริเวณทางแยกจากทางหลวงหมายเลข 12 เข้าสู่บ้านน้ำด้วน ปัจจุบันถูกทำลายจากการสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 เส้นทางจากอำเภอวังทอง-อำเภอนครไทย ทับลงโบราณสถาน โบราณวัตถุที่พบมีเพียงโกลนพระพุทธรูปทำจากศิลาแลง ปัจจุบันตั้งอยู่ในศาลเพียงตาบริเวณทางแยกเข้าสู่บ้านน้ำด้วน ขณะที่แหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่วัดหลายแห่ง ทางพระสงฆ์ก็ได้นำโบราณวัตถุที่ค้นพบไปเก็บรวบรวมรักษาไว้ ส่วนโบราณสถานบางแห่งก็ถูกรื้อทำลายลง หรือก่อสร้างทับเพื่อปลูกสร้างต่อเติมใหม่จนแทบไม่หลงเหลือเค้าสถาปัตยกรรมเดิม เมื่อได้งบประมาณจาก กปร. มาในปี 2548 กรมศิลปากรจึงได้เริ่มลงมือทำการขุดค้นทางโบราณคดี จำนวนทั้งหมด 19 แหล่ง ก่อนทำการขุดค้น กรมศิลปากรจะทำการสำรวจพื้นที่แหล่งโบราณคดีอย่างละเอียด เพื่อกำหนดพื้นที่ที่จะทำการขุดค้น จึงได้วางผังหลุมขุดค้นขนาด 3x3 เมตร โดยอ้างอิงตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ เป็นหลัก และยังได้แบ่งพื้นที่ในหลุมออกเป็น 4 ส่วน และจะกำหนดชื่อเรียกของแต่ละส่วนตามมุมทิศของหลุมขุดค้น เพื่อความสะดวกต่อการจัดเก็บแยกโบราณวัตถุและการบันทึกข้อมูลหลักฐานต่างๆ ที่ได้จากการขุดค้น "เราใช้วิธีขุดค้นตามชั้นดินสมมติ ตามแนวดิ่ง ผสมกับการขุดค้นแนวนอน ซึ่งเราจะขุดลงไปทีละ 10 ซม. เพื่อให้หลักฐานทางด้านโบราณคดีได้ตอบคำถามเราได้ชัดเจนว่า มีการซ้อนทับในสมัยไหน อย่างไร สรุปแล้วก็ยังไม่ได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะทั้งหมด เพราะว่าถ้าอยู่ในอ่างเก็บน้ำก็ถือว่าเป็นการ 'กู้' แหล่งโบราณคดี โบราณสถานขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าว่าหากไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด แหล่งโบราณคดีเหล่านั้นก็จะถูกเก็บรักษาไว้ใต้ดิน ก็ถือว่าการที่เราต้องขุดขึ้นมานั้น ถ้าหากว่าเรามีงบประมาณเราจึงควรจะดำเนินการ เพราะเราจะสามารถอนุรักษ์ได้ แต่ถ้าหากว่าเราไม่ได้ดำเนินการอะไรที่จะไปกระทบต่อตัวโบราณสถาน หรือแหล่งโบราณคดี การที่เราไม่ได้ไปขุดค้นก็ถือว่าเป็นการรักษาหรืออนุรักษ์ไว้" ขุดค้นร่องรอยชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี พื้นที่เขื่อนแควน้อยตั้งอยู่ในบริเวณขอบทิศตะวันตกของที่ราบสูงโคราช บริเวณบ้านหินลาด ตำบลคันโช้ง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก บนลำน้ำแควน้อยซึ่งเป็นลำน้ำสาขาที่สำคัญสายหนึ่งของแม่น้ำน่าน ในเขตพื้นที่อ่างเก็บน้ำมีหมู่บ้าน 17 แห่ง ที่อยู่ในเขตน้ำท่วม ราษฎรส่วนใหญ่เป็นคนที่อพยพมาจากนอกพื้นที่ในอำเภอหรือจังหวัดใกล้เคียง ส่วนใหญ่อพยพเข้ามานานกว่า 10 ปี มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากอ่างเก็บน้ำต้องย้ายออกไป 143 ครัวเรือน โดยได้รับเงินค่าชดเชยและจัดสรรที่ดินให้ไปอยู่ที่บ้านใหม่ชัยเจริญ และบ้านซำหวายครอบครัวละ 28 ไร่แทน พร้อมๆ กับการสำรวจขุดค้นทางโบราณคดี คณะนักโบราณคดีจากกรมศิลปากรจึงได้ทำการสำรวจข้อมูลทางมานุษยวิทยาของชุมชนในเขตพื้นที่โครงการเขื่อนแควน้อยไปด้วย เนื่องจากเป็นบริเวณที่สังคมและวัฒนธรรมต่างๆ จะถูกกระทบมากที่สุดทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการที่บางหมู่บ้านต้องย้ายออกนอกพื้นที่ และบางส่วนถูกเวนคืนที่ดินทำกิน อาจทำให้วัฒนธรรมบางอย่างถูกลบเลือนหรือสูญหายไป จากการสำรวจโดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์เชิงลึก ทำให้ทราบประวัติความเป็นมาของชุมชนในพื้นที่แถบนี้ว่า เป็นชุมชนเก่าแก่อายุ 100 กว่าปี ที่ตั้งอยู่ในผืนป่าโบราณฝั่งตะวันออกของลำน้ำแควน้อย ซึ่งเป็นเทือกเขาทอดยาวจากเหนือจรดใต้ ประกอบด้วยภูเขาคันโช้ง เขานามาส เขาพัง เขาประดู่ ในอดีตเมื่อประมาณ 50 ปีก่อนผืนป่าแถบนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีทั้งห้วยและล้ำน้ำแควน้อยเป็นดั่งเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งหมดในผืนป่า ชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ได้ใช้ประโยชน์จากป่าธรรมชาติแห่งนี้เพื่อเป็นปัจจัยในการดำรงชีพ เช่น หาของป่า ล่าสัตว์ ตลอดจนตัดไม้ไว้ใช้และจำหน่าย ต่อมา มีการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาเพิ่มขึ้น ในช่วงประมาณปี พ.ศ.2520 ทำให้มีการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อขยายเขตที่ดินทำกินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันประเพณีความเชื่อโบราณในท้องถิ่นบางอย่างเริ่มจางหายไป จึงมีแนวคิดว่า "น่าจะมีการส่งเสริมและรื้อฟื้นวัฒนธรรมในชุมชนต่างๆ เพื่อให้ตระหนักถึงรากเหง้าและความเป็นมาของตนเอง" โครงการสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีในพื้นที่สร้างเขื่อนแควน้อยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 ปัจจุบันนี้ทางกรมศิลปากรได้สำรวจและขุดค้นแล้วเสร็จทั้งหมดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เหลือแต่เพียงการนำโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบมาจัดแสดง ซึ่งต้องรองบประมาณเพื่อนำมาจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต่อไป พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น หัวใจของชุมชน สุนิสากล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการของบประมาณเพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โดยโบราณวัตถุทั้งหลายได้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่สำนักงานศิลปากร จ.สุโขทัย ส่วนสาเหตุที่ยังมิได้นำมาจัดแสดงเนื่องจากไม่มีอาคาร เมื่อได้รับงบประมาณปี 2551 มาแล้วทางกรมศิลปากรจะเร่งจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นที่นี่ เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ "คาดว่าในปี 2551 จะมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อนำตัวโบราณวัตถุหรือเรื่องราวต่างๆ ของชุมชนโบราณที่นี่มาจัดแสดง รวมทั้งเรื่องราวทางด้านมานุษยวิทยา ฉะนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ของทุกอย่างจะต้องกลับมาอยู่ที่นี่แน่นอนอยู่แล้ว" ขณะนี้โครงการเขื่อนแควน้อยฯ ในส่วนของการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วว่า 59% คาดว่าจะเปิดอย่างเป็นทางการได้ในปี 2551 โดยทางกรมศิลปากรยืนยันว่าได้พยายามกู้แหล่งโบราณคดีอย่างสุดความสามารถแล้ว การก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่แหล่งโบราณคดีเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ อาทิเช่น เขื่อนซานเสีย ต้าป้า หรือเขื่อนสามหุบเขา (Three Gorges Dam) เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ต้าฉาง เมืองโบราณอายุนับพันปี ซึ่งนับเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมของประเทศจีนมาก่อน ทางการจีนได้ให้นักโบราณคดีทำการสำรวจ ขุดค้น และเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุล้ำค่า อาทิ พระธาตุ, ศิลาจารึก ฯลฯ ออกมาเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ภายนอก ก่อนที่จะถึงกำหนดการเปิดใช้เขื่อนในปี พ.ศ. 2552 เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรกล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ที่สำคัญของของกรมศิลปากรที่มีอยู่ 40 กว่าแห่งในเวลานี้ เป็นพิพิธภัณฑ์เมือง ซึ่งดูแลรักษายาก เพราะฉะนั้น การที่เรามีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นการแสดงความรู้เรื่องราว ที่ไม่ได้เน้นวัตถุโบราณล้ำค่า แต่เป็นองค์ความรู้ จึงไม่ต้องมีระบบที่ซับซ้อนเท่าพิพิธภัณฑ์ในเมือง หากเน้นให้คนในท้องถิ่นหรือชุมชนมีส่วนร่วม "เรื่องราวที่จะจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในส่วนของกรมศิลปากรก็คงเป็นเนื้อหาเรื่องราวประวัติศาสตร์ทางโบราณคดี แต่ยุคนี้ทำงานแบบบูรณาการแล้ว จึงควรมีองค์ความรู้ทุกเรื่อง เช่น กรมทรัพยากรธรณี เขาเจอหินอะไร กรมประมงเขาเจอปลาอะไร ก็เอามาบรรจุไว้ในที่เดียว พอใครเข้ามาพิพิธภัณฑ์ก็จะเห็นความรู้ที่นี่ทั้งหมดเลย" แม้โลกจะรุดไปข้างหน้า แต่การไม่ลืมรากเหง้า และรู้จักศึกษาประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนอยู่เสมอ อาจจะช่วยเป็นเข็มทิศไม่ให้เพริดหลงไปกับกระแสโลกาภิวัฒน์ จนกระทั่งลืมทบทวนบางสิ่งในอดีตไป วันนี้ เราจึงเห็นโบราณสถานเก่าแก่ยืนเคียงข้างกับสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ที่ตั้งตระหง่านขึ้นแทนที่ แม้จะไม่สามารถเก็บรักษาทุกอย่างให้เหมือนเดิมได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยความพยายามของคณะทำงานโครงการเขื่อนแควน้อยฯ ก็สะท้อนให้เห็นว่าอดีตและอนาคตสามารถไปด้วยกันได้
|