|
|
|
You are here: Home>>พูดคุยทั่วไป>>การเมือง>>Details |
|
โพลชี้คนกรุงหนุน สนธิ ชุมนุม 11 ก.พ.ปิดบัญชี แม้ว |
|
Last
update:2006-02-09 Source :Blog |
 |
|
| แฟ้มภาพ:บรรยากาศในการชุมนุมกู้ชาติ 4กุมภา ที่ผ่านมา | |
 | เอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ให้ความสนใจ สนธิ จัดเมืองไทยรายสัปดาห์ ปิดบัญชี ทักษิณ 11ก.พ.นี้ พร้อมเสนอชื่อ สุริยะ-สุดารัตน์ ติดโผครั้งนี้ด้วย ส่วนจำนวนประชาชนแห่เข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 4 ก.พ. ด้านคะแนนความนิยมนายกฯลดฮวบ วันนี้ (9 ก.พ.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรต่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ตอนปิดบัญชีทักษิณ ซึ่งดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และพักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,798 ตัวอย่าง โดยมีระยะเวลาการดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2549 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากการสำรวจ ดังนี้ คณะผู้วิจัยได้เริ่มต้นคำถามในครั้งนี้ ด้วยการสอบถามถึงการติดตามข่าวการชุมนุมเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 72.9 ระบุติดตามข่าวดังกล่าว ในขณะที่ร้อยละ 27.1 ระบุไม่ติดตาม และเมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามตัวอย่างถึงท่าทีของทหารที่มีต่อการชุมนุมเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมานั้นพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 59.7 ระบุพอใจ ในขณะที่ร้อยละ 12.0 ระบุไม่พอใจ และร้อยละ 28.3 ไม่ระบุความคิดเห็น สำหรับผลสำรวจความพึงพอใจในบทบาทของฝ่ายค้านที่มีต่อการชุมนุมนั้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 34.9 ระบุพอใจในขณะที่ร้อยละ 34.5 ระบุไม่พอใจ และร้อยละ 30.6 ไม่ระบุความคิดเห็น สำหรับความพึงพอใจของตัวอย่างที่มีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมดูแลความสงบของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 76.5 ระบุพอใจ ในขณะที่ร้อยละ 9.9 ระบุไม่พอใจ และร้อยละ 13.6 ไม่ระบุความคิดเห็น ประเด็นสำคัญ คือ ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ภายหลังยื่นถวายฎีกา เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 55.4 ระบุนายสนธิ ควรจะยุติบทบาทภายหลังการถวายฎีกา ในขณะที่ร้อยละ 19.0 ระบุไม่ควรยุติบทบาท และร้อยละ 25.6 ไม่ระบุความคิดเห็น ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่า ตัวอย่างเกินกว่า 2 ใน 3 คือร้อยละ 76.0 ระบุเห็นด้วยถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายสนธิ ลิ้มทองกุล จะมีการเจรจาปรองดองกันเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในขณะที่ร้อยละ 14.0 ระบุไม่เห็นด้วย และร้อยละ 10.0 ไม่ระบุความคิดเห็น นอกจากนี้ยังได้สำรวจการรับรู้รับทราบของประชาชนต่อการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ตอนปิดบัญชีทักษิณในวันที่ 11 ก.พ.นี้ พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 67.9 ระบุทราบข่าวดังกล่าว ในขณะที่ร้อยละ 32.1 ระบุไม่ทราบข่าว ทั้งนี้เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามต่อไป ถึงความสนใจเข้าร่วมชุมนุมในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรในครั้งนี้ พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 57.1 ระบุสนใจ ในขณะที่ร้อยละ 42.9 ระบุไม่สนใจ โดยในกลุ่มผู้ที่ระบุสนใจนั้น คณะผู้วิจัยได้สอบถามต่อไปถึงความตั้งใจในการเข้าร่วมชุมนุมในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ โดยเปรียบเทียบผลสำรวจความตั้งใจของตัวอย่างในการเข้าร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา กับความตั้งใจเข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 11 ก.พ.ที่จะถึงนี้ ซึ่งพบว่าสัดส่วนของตัวอย่างที่ระบุตั้งใจร่วมชุมนุมแน่นอนนั้น เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อมีการชุมนุมครั้งแรก (ครั้งแรกร้อยละ 5.3 ครั้งที่ 2 ร้อยละ 7.5) อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามตัวอย่างถึงความคิดเห็นต่อรูปแบบรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่จะจัดขึ้นนี้ พบว่า ตัวอย่างเกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 39.4 ระบุอยากให้จัดเป็นแบบปกติเหมือนที่ผ่านมา โดยรัฐบาลเข้าไปสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ (คืนรายการกลับมาที่ช่อง 9) ในขณะที่ร้อยละ 13.0 ระบุจัดเป็นแบบปกติเหมือนที่ผ่านมา โดยรัฐบาลไม่ต้องเข้าไปสนับสนุน (จัดที่สวนลุมฯ) ร้อยละ 12.0 ระบุจัดรูปแบบเดิมเหมือนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ร้อยละ 6.9 จัดรูปแบบอื่นๆ และร้อยละ 28.7 ไม่ระบุความคิดเห็น ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่ายก็คือ การที่นายกรัฐมนตรีไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยให้เหตุผลว่าเป็นเขตพระราชฐาน แต่ให้ไปหาสถานที่อื่นจัดการชุมนุมแทนนั้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 49.0 ระบุเห็นด้วย ในขณะที่ร้อยละ 38.3 ระบุไม่เห็นด้วย และร้อยละ 12.7 ไม่ระบุความคิดเห็น สำหรับรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่ตัวอย่างระบุต้องการให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล เปิดเผยข้อมูล 3 อันดับแรก พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 50.5 ระบุต้องการให้เปิดเผยข้อมูลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 25.5 ระบุเปิดเผยข้อมูลของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และร้อยละ 15.3 ระบุเปิดเผยข้อมูลของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตามลำดับ และเมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามตัวอย่างต่อไปถึงความคิดเห็น ต่อแกนนำผู้ชุมนุมในการควบคุมฝูงชนให้มีการชุมนุมอย่างสงบนั้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 53.8 ระบุเชื่อว่าสามารถควบคุมได้ ในขณะที่ร้อยละ 23.3 ระบุไม่เชื่อว่าจะสามารถควบคุมได้ และร้อยละ 22.9 ไม่ระบุความคิดเห็น สำหรับความเชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมดูแลความสงบของกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมนั้นพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 60.2 ระบุเชื่อมั่น ในขณะที่ร้อยละ 20.4 ระบุไม่เชื่อมั่น และร้อยละ 19.4 ไม่ระบุความคิดเห็น และเมื่อคณะผู้วิจัยได้วิเคราะห์เปรียบเทียบความคิดเห็นของตัวอย่างต่อ การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ นั้นพบว่า ตัวอย่างมีแนวโน้มการเปลี่ยนของตัวเลขที่น่าสนใจเกิดขึ้นจากการสำรวจเมื่อวันที่ 3-4 ก.พ. เปรียบเทียบกับการสำรวจในครั้งนี้ โดยพบว่า สัดส่วนของตัวอย่างที่ระบุต้องการให้นายกรัฐมนตรีทำงานต่อไปนั้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 33.6 ในการสำรวจครั้งก่อน เป็นร้อยละ 59.3 ในการสำรวจเมื่อวันที่ 5-6 ก.พ. และมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในการสำรวจครั้งล่าสุด (ร้อยละ 54.9) ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวนี้น่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของตัวอย่างที่ไม่ระบุความคิดเห็นในการสำรวจครั้งก่อนหน้านี้ เป็นสำคัญ
| | |
|