ประสาร เชื่อ ทรท.ชักใย พีทีวี โจมตีกล่าวร้ายต่อรัฐบาล-คมช.-ประธานองคมนตรี หวังฟื้นชีพระบอบทักษิณที่ถือเป็นมรดกบาปของแผ่นดิน หวั่นเป็นต้นเหตุทำให้ประชาชนเกิดความสับสน-แตกแยก

นายประสาร มฤคพิทักษ์ ประธานศูนย์ประชาสัมพันธ์ในประเทศ (ศปชท.) กล่าวถึงการชุมนุมของผู้บริหารสถานีโทรทัศน์พีทีวีว่า ภาวะบ้านเมืองเช่นนี้ก็มีทั้งคลื่นใต้น้ำ เหนือน้ำที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาที่อาจจะสะดุด หรือขัดขวางเข็มที่มุ่งเป็นปัญหาได้ คือ พีทีวีที่เป็นข่าวทุกวันนี้ที่จริงจะว่าสำคัญก็สำคัญ จะว่าไม่สำคัญก็ไม่สำคัญ แต่ถ้าไม่ระวังก็อาจจะเป็นปัญหาได้ อย่างไรก็ตามช่วงนี้ประเทศชาติต้องการความร่วมมือร่วมในที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ที่ต้องประคับคับประคองสถานการณ์เพื่อให้เกิดรัฐบาลใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กลับมีการต่อต้านจากกลุ่มที่ก่อให้เกิดความสับสน แตกแยกในสังคม
เราเห็นว่าขณะนี้สังคมน้อมนำไปสู่การให้มีการเลือกตั้ง ดังนั้นควรให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ทำงาน อีกประมาณไม่เกิน 7 เดือนก็จะลงจากตำแหน่ง รัฐบาลใหม่ก็จะเข้ามารับผิดชอบ ฉะนั้นสังคมควรจะให้โอกาสตรงนี้ ก็ถือว่าเราช่วยกันตรงนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวมมากว่าทำให้เกิดปัญหาย่อยๆ ในการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นนายประสาร กล่าว
นายประสาร มฤคพิทักษ์ กล่าวอีกว่า ตนดูศักยภาพของผู้บริหารพีทีวีแต่ละคนแล้ว ไม่ใช่คนที่จะนำเงินมาลงขันกันในนามบริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ จึงอยากถามว่าเอาเงินมาจากไหน เพราะระบุว่าลงขันคนละ 10 ล้านบาท ซึ่งตนได้สำรวจตรวจสอบพื้นฐานแล้วก็พบว่า ไม่ใช่คนที่มีเงินขนาดนี้ อย่างไรก็ตามการตั้งสถานีโทรทัศน์อย่างน้อยใช้เงินจำนวน 200 ล้านบาท จึงถามว่าเอาเงินที่ไหนกันมา
นายประสาร กล่าวต่อไปว่า พีทีวีสร้างเงื่อนไขเรื่องสถานีโทรทัศน์ แต่สิ่งที่พูดออกมาคือโจมตี กล่าวร้าย โดยมุ่งต่อรัฐบาล คมช.และประธานองคมนตรี ซึ่งมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หากถามหาสาระว่าต้องการนำเสนออะไร ก็คงตอบไม่ได้ เพราะเห็นกันอยู่ว่าเนื้อหาของการเคลื่อนไหวเป็นการฟื้นชีพระบอบทักษิณที่ถือเป็นมรดกบาปของแผ่นดิน โดย ศปชท.จำเป็นจะต้องตีแผ่ ต้องเปิดโปง และทำความเข้าใจต่อสาธารณะ เพราะการเคลื่อนไหวของพีทีวีทำให้เกิดความสับสน ความแตกแยก จนไม่เข้าใจว่าเขาต้องการให้เกิดการเลือกตั้งหรือไม่
ดูไปแล้วพีทีวีก็เสมือนหนึ่งว่าต้องการสร้างผลงานเพื่อที่จะรับบำเหน็จ เพราะถ้าไม่มีผลงานก็จะไม่สามารถอ้างได้ว่าทำงาน นอกจากนี้มีข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของพีทีวีสอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่บอกว่าไม่ใช่กลุ่มของไทยรักไทย อีกทั้งยังบอกด้วยว่าการตรวจสอบของ คตส.ไม่ได้ผล ทั้งที่ความจริงนายจาตุรนต์ เป็นความหวังของนักการเมืองรุ่นใหม่ ควรจะร่วมการตรวจสอบเพราะได้ร่วมรัฐบาลทักษิณมาโดยตลอด ซึ่งจะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นนั้นไม่ได้ เพราะขณะนี้สังคมตั้งคำถามว่านายจาตุรนต์สมรู้ร่วมคิดกันหรือไม่
ถามอีกว่าพีทีวี และไทยรักไทยพูดถึงคดีต่างๆ ที่ คตส.กำลังตรวจสอบบ้างหรือไม่ อย่างเรื่องบ้านเอื้ออาทรจำนวน 12.5 ล้านบาทก็เป็นคดีแล้ว เพราะมีการฝากเงินไว้กับคนขับรถ แม่บ้านชงกาแฟ ก็เหมือนกับกรณีคุณทักษิณกับคุณหญิง นำเงินไปซุกไว้กับคนขับรถ และแม่บ้านที่ซุกหุ้นไปแล้ว กรณีคุณหญิงหลีกเลี่ยงการเสียบภาษีศาลก็สั่งฟ้องแล้ว รวมทั้งคดีอื่นๆ อีกที่อยู่ในมือของ คตส.นี่ก็เป็นสิ่งที่ได้เห็นกันอยู่นายประสาร ระบุ
นายประสาร ยังกล่าวถึงการตรวจสอบที่ล่าช้าของ คตส.ว่า บางทีมองว่าไม่ทันใจประชาชน เพราะประชาชนอยากเห็นความเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้ ตนอยากให้มองในมุมกลับว่าการที่มีความล่าช้านั่น แปลว่าให้โอกาส พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวถึงที่สุด เพื่อให้การตรวจสอบมีหลักฐานรองรับ และพิจารณารอบด้าน อีกทั้งตอนยึดอำนาจนั้น ทาง คมช.มีอำนาจที่จะยึดทรัพย์ได้ แต่ไม่ทำเพราะ คมช.ใจกว้าง
เมื่อถามว่า แล้ว ศปชท.จะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับพีทีวี นายประสาร กล่าวว่า ส่วนที่มีหน้าที่ทางด้านกฎหมายก็ทำหน้าที่ไป ส่วน ศปชท.ก็มีหน้าที่ทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเดี๋ยวนี้ท่อน้ำเลี้ยง หัวจ่ายมันมีหลายหัวจ่าย ทั้งที่ผ่านมาทางกลุ่มการเมือง ผ่านมาทางกลุ่มที่เคยเป็นการเมืองแล้วกลายมาเป็นสื่อ อีกทั้งมาทางสายทนายความ หรือทนายหน้าหอ และนอกจากนี้ยังมีอีกหลายสาย ดังนั้นต้องทำความเข้าใจให้เห็นภาพว่าอะไรเป็นอะไร
ส่วนหลักฐานกรณีมีท่อน้ำเลี้ยงนั้น นายประสาร กล่าวว่า ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร ตรงไหนที่มีเงินเยอะก็เป็นหัวจ่าย และท่อน้ำเลี้ยง ซึ่งน้ำก็ไม่ใช่น้ำสะอาด เป็นน้ำสกปรกที่ได้มาจากวิธีผลประโยชน์ทับซ้อน ผิดกฎหมาย โกงบูรณาการ เมื่อถามต่อว่า ทำไมการแถลงข่าวครั้งแรกถึงเลือกที่จะตอบโต้มากกว่าการแถลงผลงาน นายประสาร กล่าวว่า ตรงนี้มีหน้าที่ต่างจากโฆษกรัฐบาลที่มีหน้าที่แถลงผลงานรัฐบาล แต่ ศปชท.สนใจงานที่เป็นประเด็นที่จะสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ ที่เป็นงานการเมืองที่จะหยิบยกขึ้นมา ซึ่งพีทีวีเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นที่เหนือน้ำที่เคลื่อนไหวเป็นเนื้อเดียวกับพรรคไทยรักไทย