|
|
|
You are here: Home>>พูดคุยทั่วไป>>การเมือง>>Details |
|
"บิ๊กบัง"เล็ง 2 ทางยึดอำนาจคืน! เคลื่อนรถถังปราบม็อบชนม็อบ-"ปฏิวัติเงียบ" |
|
Last
update:2007-05-24 Source :Blog |
จับตาวิกฤต "ม็อบชนม็อบ"หลังสิ้นคดียุบพรรค กำลังจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญให้ "พล.อ.สนธิ"นำมาใช้ปฏิวัติซ้ำ อดีตแม่ทัพภาค4 ชี้เป็นช่องทางดีกว่าการ "ปลด"นายกฯ "สนช."สายทหารเผย "ปฏิวัติเงียบ"มีแนวโน้มเกิดขึ้นสูง อาศัยสถานการณ์กดดัน "พล.อ.สุรยุทธ์"รอบด้านจนต้องทบทวนตัวเอง ด้านนักรัฐศาสตร์การทหารแนะให้นึกถึงภาพลักษณ์ของประเทศ เคลื่อนรถถังบ่อย กระทบสายตาประชาคมโลก หลังการปฏิวัติยึดอำนาจ 19 ก.ย.2549 เพียง 3 เดือนเศษได้เกิดกระแสข่าวลือ "ปฏิวัติซ้ำ"ขึ้นมาซ้อนครั้งแล้วครั้งเล่า โดยพบว่ากระแสดังกล่าวมีขึ้นมาแล้วถึง3รอบ แต่ละคราวมีข่าวว่ามีเหตุมาจากความขัดแย้งภายในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) บางคราวสืบเนื่องจากข่าวว่าตัวประธานคมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กินเกาเหลากับนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และครั้งล่าสุดที่กระแสการปฏิวัติซ้ำนั้นมีด้วยกันหลายปัจจัย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ว่านั้นสืบเนื่องมาจากรอยร้าวของคนทั้งสองใกล้ถึงจุดแตกหักไม่ต่างไปจากคดีความต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และคนในครอบครัว รวมไปถึงคดีทางการเมืองกำลังใกล้ถึงจุดสิ้นสุดลงเช่นกัน.... แทบทุกครั้งที่มีข่าวลือการปฏิวัติขึ้น จะพบว่าล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวพันกับตัวประธานคมช.คือพล.อ.สนธิ ทั้งสิ้น เนื่องจากเขานั่งอยู่ในฐานะศูนย์กลางของ "ขั้วอำนาจใหม่" มีบทบาทอย่างสูงในการกวาดล้าง "ขั้วอำนาจเก่า" ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่มาของวิกฤตต่างๆ ทั้งกรณี การทุจริตคอร์รัปชั่น หมิ่นเบื้องสูง แทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ตลอดจนสร้างความแตกแยกในสังคม แต่ปรากฏว่าเหตุทั้ง4 ข้อดังกล่าวนั้นจนถึงเวลานี้กลับไม่มีความคืบหน้าและชัดเจนจนเป็นที่น่าพอใจ เงื่อนไขสำคัญที่เป็นตัวฉุดรั้งให้ "เป้าหมาย"ลุล่วงไปได้นั้นต้องยอมรับว่ามาทั้งจากแรงต้านของกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่นับวันทวีความรุนแรงและเข้มแข้งมากขึ้น ขณะที่อีกซีกจากรัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ บำเพ็ญตนเป็น "ฤาษีเลี้ยงเต่า" ลือ "ปฏิวัติซ้ำ" 3 ครั้งในรอบ 5 เดือน ดังนั้นเมื่อภารกิจหลักที่นำมาใช้เป็นเหตุในการยึดอำนาของคมช.ยังไม่สามารถตอบคำถามกับสังคมได้ บวกกับสถานภาพตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก ของพล.อ.สนธิ กำลังใกล้สิ้นสุดวาระลงไปเดือนตุลาคมนี้ ผสานกับการรุกไล่ของฝ่ายการเมืองเก่าที่หวังต้อนให้อำนาจใหม่จนมุมทางใดทางหนึ่ง ก่อนที่จะโทษจากคดียุบพรรค โทษจากคดีทุจริต จะเกิดขึ้นในท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ปัจจัยที่บีบคั้นให้กระแสการปฏิวัติปะทุขึ้นอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามหากประมวลมูลเหตุที่ทำให้เกิดข่าวลือการปฏิวัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังการยึดอำนาจของคมช.และหลังจากเข้ามาบริหารงานของพล.อ.สุรยุทธ์ ที่ผ่านมาจะพบว่าครั้งแรกเกิดขึ้นไล่หลังเหตุลอบวางระเบิดป่วนกรุงช่วงเทศกาลปีใหม่ 8 จุด ซึ่งในเวลานั้นว่ากันว่าเป็นฝีมือคนในคมช.เองที่ขัดแย้งกัน แต่บ้างก็ว่ามาจากกลุ่มการเมืองเก่าที่สูญเสียอำนาจ หวังดิสเครดิตคมช. จากนั้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2550 ข่าวลือเรื่องเดิมหนาหูขึ้นอีกรอบ แต่ครั้งนี้ถูกคาดการณ์ว่ามาจากฝีมือของคมช.ที่ต้องการทวงอำนาจการบริหารคืนจากพล.อ.สุรยุทธ์ ในครั้งนี้ต้องถือว่านายกฯถูกกดดันอย่างหนักจากทั้งคมช.และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ทบทวนตัวเอง จนส่งผลให้นายกฯต้องหนีเข้าโรงพยาบาลไปตั้งหลักอยู่2-3 วัน สำหรับสถานการณ์ล่าสุดข่าวการปฏิวัติซ้ำได้ถูกจุดขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นที่ผ่านมา และถูกคาดเดาว่าเป็นเพราะประธานคมช.ต้องการปรับเปลี่ยนตัว "ผู้เล่น"บางคนออกไปเพื่อความสะดวกในการจัดการกับกลุ่มอำนาจเก่าอย่างเด็ดขาดก่อนที่จะเป็นฝ่ายถูกเช็คบิลเสียเอง ซึ่งแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติครั้งต่อไปในอนาคตรอบนี้กำลังถูกจับตาถึงความเป็นไปได้ ตลอดจนผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้นในด้านต่างๆ " ตามหลักการแล้วเมื่อปฏิวัติแล้ว ฝ่ายที่ยึดอำนาจต้องดำเนินการแก้ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีปกติให้ลุล่วงและเด็ดขาดโดยเร็ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยา ที่ผ่านมานั้นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง คือฝ่ายที่ทำการปฏิวัติไม่ใช้อำนาจเอง แต่กลับไปตั้งนายกฯสุรยุทธ์ขึ้นมา เท่ากับไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ ซึ่งไม่มีทางได้อย่างใจ ดังนั้นผลที่ออกมาหลังการปฏิวัติรอบนี้จึงล้มเหลวไปหมด ทั้งคมช.และรัฐบาลควบคุมอะไรไม่ได้" ชี้ "ปราบม็อบชนม็อบ"-เหตุเคลื่อนพลรอบใหม่ พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ประเมินว่าการ "ปฏิวัติซ้ำ"ในอนาคตจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่นั้นเชื่อว่าสาเหตุที่นำไปสู่ชนวนนั้นอาจต่างไปจากเมื่อครั้งที่ผ่านๆมา โดยในครั้งต่อไปน่าจะมาจากสถานการณ์ "ม็อบชนม็อบ" ระหว่างกลุ่มสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ กับกลุ่มต้านจนทำให้เกิดความรุนแรงอย่างหนักจนทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ดังนั้นในจุดนี้คมช.อาจใช้กำลังทหารเข้าดำเนินการในที่สุด "การปฏิวัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่ใช่ว่าใครมีกำลังทหารแล้วนึกอยากทำอะไรก็จะทำได้ทันที เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ต้องพิจารณาด้วยว่าถ้าทำแล้วประเทศได้อะไร เสียหายอย่างไร ทำแล้วจะคุ้มหรือไม่ ประชาชนจะยอมรับได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะมีมูลเหตุปัญหาเดิมๆ ก็ตาม แต่โอกาสที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการปฏิวัติอีกครั้งเพื่อทำให้เหตุการณ์ความวุ่นวายสงบลง นอกนั้นจะทำเพื่อเปลี่ยนตัวนายกฯหรือเพื่อกดดันรัฐบาล ก็อาจถูกต่อต้าน" ถึงแม้ทั้งคมช.และรัฐบาลต่างตกอยู่ในฐานะที่โดนกดดันจากสังคมและขั้วอำนาจเก่า ทั้งที่ทั้งคู่ต่างมีอำนาจสามารถดำเนินการได้ก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าการทำงานที่ผ่านมาหลังยึดอำนาจกลับไม่มีใครสัมผัสความจริงจังได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันหากจะต้องเกิดการปฏิวัติขึ้นอีกครั้งในวันข้างหน้าอาจไม่ได้ทำให้สถานการณ์ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และโดยเฉพาะความเชื่อมั่นในสายต่างประเทศ ที่อาจลดต่ำมากกว่าที่ผ่านมา ดังนั้นหากไม่ใช้วิธีการ "ปฏิวัติซ้ำ" แล้วจะสามารถหาทางออกได้อีกหรือไม่ จับตา "ปฏิวัติเงียบ"มีแนวโน้มสูง " คิดว่าการปฏิวัติซ้ำคงไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น โดยเฉพาะตัวประธานคมช.เองที่ต้องการผลักดันให้เหตุผลในการยึดอำนาจลุล่วงได้จริงก็ตาม แต่มองว่า น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนกำลังทหารเหมือนที่ผ่านมา เพราะไม่มีเหตุผลที่คมช.จะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง หรือปลดนายกฯทั้งที่คมช.มีอำนาจกระทำได้ก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิด ปฏิวัติเงียบ"สมาชิกสภานิติบัญญัติ สายทหารที่เคยเรียกร้องให้นายกฯทบทวนบทบาท ระบุและชี้ว่า "ปฏิวัติเงียบ"นั้น น่าจะเป็นทางออกที่ดีกับทุกฝ่ายทั้งในส่วนของคมช.เอง รวมถึงตัวนายกฯสุรยุทธ์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้นว่า การปฏิวัติเงียบ นั้นจะมาจาก "สถานการณ์"ต่างๆที่กดดันให้นายกฯต้องเลือกตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อไปและเพิ่มความเข้มแข็งเด็ดขาดในการแก้ปัญหาต่างๆมากกว่าที่ผ่านมา หรือเลือกที่จะถอดใจออกไปเอง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจมาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมและเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ซึ่งจะเป็นเหตุให้คมช.ใช้อำนาจในการปฏิวัติอีกครั้ง " คาดว่าวิธีนี้น่าจะดีที่สุด ไม่ต้องปลดหรือเป็นฝ่ายกดดันนายกฯสุรยุทธ์เอง จากนั้นเมื่อปฏิวัติอีกครั้งประธานคมช.จะเปลี่ยนนายกฯหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะไม่เปลี่ยนนายกฯแต่ขอให้เลิกใส่เกียร์ว่าง เร่งรัดทำงานให้เต็มที่กับเวลาที่เหลืออยู่ หรืออีกทางหนึ่งอาจจะดึงอำนาจทุกอย่างมาบริหารจัดการเองหลังจากที่พบว่าให้อำนาจรัฐบาลไปแล้วเกือบปี ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น จากนั้นอาจจะปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีบางตำแหน่งที่ขัดขวางภารกิจหลัก การลาออกของคุณประสิทธิ์ โฆวิไลกูล ล่าสุดยิ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้พยายามเสนอร่างกฎหมายเดิมที่รัฐบาลทักษิณ พยามยามผลักดันเอาไว้แทบทั้งสิ้น จึงทำให้ทุกครั้งที่คุณประสิทธิ์ รู้สึกกดดันเมื่อต้องมาชี้แจงกับสนช." อย่างไรก็ตามในมุมมองของนักรัฐศาสตร์อย่างรศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดกระแสข่าวลือดังกล่าวมาตลอดนั้นน่าจะมาจากการเมืองไทยเวลานี้มีการกระเพื่อมและเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างๆอย่างเข้มข้น ซึ่งการเคลื่อนไหวต่างๆเหล่านั้นมาจาก"ตัวแปร" ทั้งขั้วการเมืองเก่าและขั้วใหม่เป็นไปในลักษณะคนละทิศทางอยู่เวลา และเมื่อปะทะกับปัจจัยภายนอกคือคนกลุ่มต่างอาทิกลุ่มพันธมิตรฯยิ่งทำให้แรงกระเพื่อมเพิ่มมากขึ้น นักรัฐศาสตร์แนะห่วงภาพลักษณ์ประเทศ " การจะเกิดปฏิวัติขึ้นอีกนั้นน่าจะส่งผลกระทบมากกว่า เนื่องจากทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยนั้นได้ถูกโยงไปเกี่ยวข้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ไปแล้ว ต่างจากอดีตที่ผ่านมาที่เมื่อมีการปฏิวัติโดยคนกลุ่มหนึ่ง ต่อมาก็จะเกิดปฏิวัติซ้ำอีก แต่วันนี้ต้องพิจารณาทุกอย่าง อย่างรอบด้าน เพราะหากคมช.ต้องการปฏิวัติซ้ำเพื่อหวังเพิ่มบทบาท ดึงอำนาจกลับมาก็คงทำได้ยาก ต้องเข้าใจว่าประเทศไทยเชื่อมโยงกับประชาคมโลกมากขึ้น ยิ่งไทยมีการปฏิวัติมากขึ้นเท่าใด ยิ่งทำให้ความเชื่อมโยงจากภายนอกห่างมากขึ้น" ประเด็นที่จะทำให้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญจนนำไปสู่การปฏิวัติซ้อนขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่รุมเร้าทั้งรัฐบาลและคมช.เวลานี้ รศ.ดร.ปณิธาน เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการวิกฤตจากการปะทะกันของมวลชนจนทำให้เหตุการณ์บานปลาย หลังจากนั้นคมช.จะเลือกคงตำแหน่งนายกฯคนเดิมเอาไว้หรือดึงอำนาจไปบริหารจัดการเอง หรือแม้แต่จะหาวิธีปรับรูปแบบสถานะของคมช.ไปในที่สุดก็ล้วนแล้วเป็นไปได้ทั้งสิ้น จนถึง ณ เวลานี้ยังไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ว่าการปฏิวัติซ้ำจะเกิดขึ้นจริงตามที่ถูกจุดประกายมาก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่ต้องยอมรับว่ายิ่งกระแสดังกล่าวแรงมากขึ้นเท่าใด ยิ่งเป็นการส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักลงทุนมากขึ้นเท่านั้น ... |
|