|
| (ซ้ายไปขวา) ดร.ทองฉัตร หงส์ลดารมภ์ ดร.เกษม จันทร์แก้ว และ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม เกษตรและเศรษฐกิจ ตามลำดับ และ รศงดร.เจษฎา แก้วกัลยาผู้ดำเนินรายการ |
| | |
 |
ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม-เกษตร-เศรษฐกิจ ระดมแนวคิดเสนอวิธีใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง เชื่อมีเทคโนโลยีพร้อมแต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี แนะเชื่อมโยงลุ่มน้ำช่วยปัญหาพื้นที่ใกล้เคียง และทำความเข้าใจเรื่องน้ำให้ถูก พร้อมเสนอต้องรู้จักเตรียมแผนจัดการในช่วงวิกฤติ ปี 2548 ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องน้ำตลอดทั้งปี และหลายคนอาจตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองเรา โดยตั้งแต่ต้นปีหลายภูมิภาคประสบปัญหาภัยแล้งทั้งภาคเหนือ อีสาน ภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะภาคตะวันออก ถัดมาไม่นานเดือน ก.ค. เกิดน้ำท่วมต่อเนื่องหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ ภาคเหนือและอีสาน จนกระทั่งปลายปีเกิดน้ำท่วมรุนแรงส่งท้ายที่ภาคใต้ จากปัญหาดังกล่าวกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงได้จัดให้การประชุม สมัชชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ครั้งที่5 เมื่อ 10-12 ม.ค.ที่ผ่านมาในหัวข้อ การจัดการทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย เพื่อสรุปแนวทางการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดการทรัพยากรน้ำ พร้อมให้ข้อมูลว่าได้ใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์มาใช้พิจารณาปริมาณน้ำฝน และใช้เทคโนโลยีการควบคุมระยะไกลหรือ Remote Sensing และระบบภูมิสารสนเทศ GIS มาช่วยจัดการ รวมถึงใช้แผนที่ดาวเทียมทำแผนที่น้ำฝนด้วย อย่างไรก็ตามการจัดการทรัพยากรน้ำต้องทำให้ทั่วถึงในทุกด้านและความต้องการ ในการประชุมจึงได้ระดมความคิดจากหลายฝ่าย โดยได้ ดร.ทองฉัตร หงส์ลดารมภ์ ผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรม ดร.เกษม จันทร์แก้ว ผู้แทนจากภาคเกษตรกรรม และ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ผู้แทนจากภาคเศรษฐกิจ มาร่วมเสนอแนะการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมทุกด้าน ดร.ทองฉัตรให้ความเห็นว่าประเทศไทยมีน้ำในธรรมชาติมากเกินพอ และเชื่อว่าเรามีบุคลากรที่รู้เรื่องเทคโนโลยีในการบริหารและจัดการน้ำดีพอ รวมถึงเชื่อว่าเรามีศูนย์ข้อมูลสำหรับใช้จัดการพร้อม แต่สิ่งที่ขาดคือการจัดการน้ำที่ดีและมีประสิทธิภาพในระยะยาว พร้อมทั้งเสนอว่าควรมีแผนหลักเรื่องจัดการน้ำแห่งชาติ เพื่อบริหารลุ่มน้ำต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการ อีกทั้งอาจเชื่อมโยงลุ่มน้ำบริเวณใกล้เคียงหรือภูมิภาคเดียวกันให้สามารถแก้ปัญหาพื้นที่ใกล้เคียงได้ เรื่องน้ำใต้ดินก็เป็นอีกข้อเสนอของ ดร.ทองฉัตรที่เห็นว่าน้ำฝนซึมลงใต้ดินมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่มีการใช้ประโยชน์ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นน่าจะทำอ่างเก็บน้ำใต้ดินได้ ส่วน ดร.เกษมให้ความเห็นว่าเราต้องทำความเข้าใจเรื่องน้ำให้ถูกต้องก่อนบริหารจัดการน้ำ ทั้งนี้ได้ให้ข้อมูลว่าป่าไม้ที่สมบูรณ์นั้นจะช่วยชะลอการไหลของน้ำสูลำธารได้ ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ อีกเรื่องคือต้องเข้าใจใหม่ว่า น้ำไม่เสีย หมายความว่าน้ำถูกปนเปื้อนจนคุณภาพเสื่อม แต่นักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้น้ำที่ปนเปื้อนนั้นกลับมาบริสุทธิ์ได้อีกในแง่สิ่งแวดล้อมนั้นน้ำช่วยปกป้องโลกได้ เนื่องจากการระเหยของน้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้ร้อน ส่วนปัญหาเรื่องทรัพยากรน้ำในไทยอันเป็นปัจจัยจากธรรมชาตินั้นคือการกระจายตัวของฝนไม่ดี ทั้งนี้ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่จำนวนวันที่ฝนตกนั้นน้อยลง ทำให้ปริมาณน้ำฝนที่ตกแต่ละครั้งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเมื่อฝนตกหนักและน้ำแล้งเมื่อฝนทิ้งช่วง นักสร้างเทคโนโลยีจึงต้องทำความเข้าใจในจุดนี้ ด้าน ดร.โอฬารกล่าวว่าปัญหาเรื่องน้ำปีที่ผ่านมาทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำท่วมอาจดูเป็นคนละปัญหา แต่น่าจะมีจุดที่เป็นสาเหตุร่วมกัน ซึ่งเขาได้เสนอว่าควรมีการบริหารจัดการความเสี่ยงให้ดี เพราะในช่วง 20 ปีจะมี 5 ปีที่เป็นวิกฤติทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง จึงต้องวางแผนจัดการให้เหมาะสมกับปัญหาแต่ละปีให้ดี โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจด้วย เช่น การสร้างเขื่อนขึ้นมาแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดเพียงไม่กี่ปีในช่วง 20 ปีก็ถือว่าไม่คุ้มค่า เหล่านี้เป็นนานาทัศนะของ กูรู นอกสาขาวิทยาศาสตร์ที่ร่วมแสดงความเห็นและเสนอแนะการจัดการทรัพยากรให้เพียงพอแก่ประเทศ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมต่อไป
| | |