
จำเนียร : สวัสดีครับ วันนี้สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นและร้านหนังสือซีเอ็ดได้ร่วมกันจัดงานเปิดตัวหนังสือดีๆ สองเรื่อง เป็นหนังสือที่เขียนจากนักเขียนสองท่านซึ่งเป็นคนที่มีนัยน์ตาพิการทั้งสองเล่ม
ซึ่งท่านสามารถเขียนหนังสือออกมาได้หลากรสหลายเรื่องให้เราได้อ่านกัน หนังสือสองเล่มที่เราจะมาคุยกัน เล่มแรกชื่อว่า "การต่อสู้กับชีวิตในโลกมืด" บันทึกของผู้ไม่ยอมพ่ายต่อชะตากรรม เขียนโดยคุณนฤมล จันทรากูล อีกเล่มชื่อว่า "สู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส" ของ รศ.วิริยะ นามศิริพงษ์พันธุ์ ในวันนี้เรามีแขกรับเชิญมาร่วมพูดคุยอีกท่านหนึ่ง คือคุณมณฑานี ตันติสุข
ผมขอแนะนำประวัติของทั้งสองท่านก่อนนะครับ ขอเริ่มต้นที่คุณนฤมล คุณนฤมล จันทรากูล เป็นนามปากกาของคุณนฤมล ไชยจันทร์ เกิดที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี สูญเสียนัยน์ตาทั้งสองข้างเมื่ออายุได้สองขวบ เนื่องจากเป็นหัด เข้ามาเรียนหนังสือในโรงเรียนสอนคนตาบอดที่ถนนสาทรใต้ จนจบชั้นมัธยมสอง ปัจจุบันก็คือ ป.6 และได้ย้ายกลับไปอยู่ที่หาดใหญ่กับพ่อ จากนั้นได้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ และมีโอกาสได้เป็นนักร้องอยู่กับคณะดนตรี เอ.บี.เอ็ม. ซึ่งเป็นคณะดนตรีของคนตาบอด ตะเวนเดินสายไปทั่วประเทศ นอกจากประเทศไทยแล้วยังเดินทางไปต่างประเทศอีกหลายประเทศ มีผลงานเขียนออกมาหลายเล่ม เช่น ถ้าฉันมีดวงตา อเมริกาคงอยู่ไกล, ไปอเมริกาได้อย่างไร, สู่โลกใหม่ไปอเมริกา อีกท่านคือ รศ.วิริยะ นามศิริพงษ์พันธุ์ สำเร็จการศึกษาจากเซนต์คาเบรียล, อัสสัมชัญบางรัก
หลังจากจบนิติศาสตร์มหาบัณฑิตจากธรรมศาสตร์แล้วก็ไปต่อที่มหาวิทยาลัย Harvard สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีตำแหน่งมากมาย อาทิเช่น เป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ มีผลงานดีเด่นคือสอบได้ที่ 1 ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับทุนภูมิพล เป็นคนพิการที่เป็นข้าราชการคนแรกของประเทศไทย วันนี้เราจะได้รับทราบกันว่า ท่านทั้งสองกลั่นกรองประสบการณ์ออกมาเป็นหนังสือให้เราได้อ่านกันอย่างไร ในบรรยากาศที่สบายๆ เป็นกันเอง ขอเริ่มต้นที่คุณนฤมลก่อนนะครับ ในหนังสือบอกว่าตาบอดเมื่ออายุได้สองขวบ ตอนนั้นทราบหรือไม่ครับว่าตัวเองเคย เห็นโลกที่มีสีสันแล้ววันหนึ่งมันหายไป รู้สึกหรือคิดอะไรมากไหมครับ หรือว่ายังเด็กในตอนนั้น
นฤมล : พูดถึงเรื่องการเห็นสีสันต่างๆ นั้น นะคะ มันเป็นความเคยชินเราก็เลยไม่ได้คิดอะไร เวลาไปที่ต่างๆ แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นแสงสีสวยงาม ธรรมชาติใดๆ แต่ก็ถามผู้ที่ไปด้วยเป็นประจำ เราก็นึกภาพไปด้วย เพราะว่าเราไม่มีโอกาสที่จะมองเห็น เราก็จะได้รู้เรื่องของสถานที่นั้นๆ
จำเนียร : อย่างนี้ก็ต้องมีคนเล่าให้ฟังว่าต้นไม้เป็นสีเขียว
นฤมล : ใช่ค่ะ
จำเนียร : คิดว่าตัวเองซนไหมครับสำหรับเด็กนัยน์ตาพิการ คือเล่นเหมือนเด็กๆ ทั่วไปหรือเปล่าครับ
นฤมล : เล่นเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ซุกซนเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ไปปีนต้นไม้ เพื่อนไปไหนเราก็ไป
จำเนียร : สำหรับ อ.วิริยะ มาเกิดอุบัติเหตุในช่วงที่เป็นวัยรุ่นแล้วใช่ไหมครับ
อ.วิริยะ : ตอนอายุ 15 ครับ หลายคนคงอยากเห็นสุนัขนำทางของผม วันนี้ไม่ได้เอาสุนัขนำทางมา เอาภรรยามาแทน เนื่องจากสุนัขนำทางชรามากแล้วจึงไม่ได้นำมา ครับผมตาบอดตอนอายุ 15 ตอนนั้นไม่ทราบว่าเป็นระเบิด ก็ไปเล่น ทำให้นิ้วขาดสองข้างและตาบอด ต้องเปลี่ยนลูกตา ใส่ตาปลอม
จำเนียร : เกิดอะไรขึ้นครับอาจารย์ในวันนั้น
อ.วิริยะ : วันนั้นผมไปเห็นระเบิดวางอยู่ มันเหมือนลิปสติก แล้วก็มีสายระโยงระยาง ผมไปเล่นแต่จำไม่ได้ว่าเล่นยังไง แต่พี่ชายเล่าให้ฟังว่า ผมไปเสียบไว้กับลังถ่านแบตเตอรี่ที่ผมใช้ทดลองวิทยาศาสตร์ ผมเป็นคนชอบทดลอง
จำเนียร : อาจารย์เรียนสายวิทย์ฯ มาก่อนหรือเปล่าครับ
อ.วิริยะ : ตอนนั้นยังเรียนอยู่ระดับ ม.ศ.3 ยังไม่แบ่งสาย
จำเนียร : หลังจากนั้นรู้สึกว่าโลกที่เรามองเห็นมันดับวูบไป ช่วงนั้นคิดอะไร
อ.วิริยะ : ก็เหมือนคนทั่วไปคิดน่ะครับ คือพอตาบอดก็คิดว่าทำอะไรไม่ได้ นึกไม่ออกว่าจะทำอะไร
จำเนียร : ตอนนั้นอยู่ ม.ศ.3 กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น แล้วต้องมาประสบเคราะห์กรรมอย่างนี้ รู้สึกยังไงครับ
อ.วิริยะ : ผมเชื่อจินตนาการก่อนครับ พอตาบอดแล้วคิดว่าจะเป็นยังไงก็ต้องใช้จินตนาการ เพราะคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร
จำเนียร : ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไร แล้วทางด้านคุณนฤมล ช่วง 2-3 ขวบก็ยังไม่ทราบอะไร ยังเด็กๆ ก็สนุกสนานไปเรื่อย ญาติๆ จะห่วงว่าเมื่อตาบอดแล้วอนาคตจะทำอะไร ตอนนั้นญาติๆ เขาคิดอะไรไว้ให้ครับ
นฤมล : ตอนนั้นญาติพี่น้องก็เป็นห่วงว่าโตขึ้นแล้วจะทำอะไรกิน แม่ก็อยากจะให้ไปเรียนหมอดู
จำเนียร : อนาคตของคนที่นัยน์ตาพิการในสมัยก่อนก็คงเป็นอาชีพหมอดู
นฤมล : ในสมัยก่อนอาชีพของคนตาพิการมันไม่มี ก็เป็นเรื่องยากลำบากที่จะไปทำมาหากิน อาชีพที่เห็นตามถนน หนทางก็มีแต่หมอดู
อ.วิริยะ : ความคิดเดียวกับพ่อผม เตี่ยผมก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวจะส่งไปเรียนหมอดู
จำเนียร : ไปเป็นหมอเหมือนกันแต่เป็นหมอดู
อ.วิริยะ : เพราะว่าผมก็ไม่รู้จะทำอะไร ไปเรียนหมอดู เขาว่าตาบอดดูหมอแม่น แต่พี่ชายเขาไม่อยากให้เรียนหมอดู เขาอยากให้เรียนอักษรศาสตร์ พอไปติดต่อโรงเรียน ครั้งแรกเขาก็ไม่รับเลย
จำเนียร : ตอนนั้นอาจารย์ต้องมาเรียนต่อที่ไหนครับ
อ.วิริยะ : ตอนนั้นมารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช ออกจากโรงพยาบาลก็มาหาที่เรียน คุณพ่อก็อยากให้เรียนหมอดู พี่ชายก็อยากให้เรียน พอติดต่อโรงเรียน โรงเรียนก็ไม่รับ บอกว่าโตแล้ว เขาให้ไปฝึกที่ปากเกร็ดซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอาชีพ แต่พี่ชายเห็นว่าที่ศูนย์เป็นงานพวกช่างไม้ และพวกใบเลื่อยมันติดนิ้วคนตาบอดขาดไปหลายคนแล้ว เขาก็เห็นว่าผมหายไปสองนิ้วแล้ว เดี๋ยวไปเรียนช่างไม้แล้วนิ้วหายไปหมด ก็พยายามจะติดต่ออีกรอบหนึ่ง พอดีมาเจอมิสโรสมัวร์และมิสเจนนีคอลฟิลด์ เขารับไว้
จำเนียร : ไม่ทราบว่าใช่โรงเรียนเดียวกับคุณนฤมลหรือเปล่าครับ
อ.วิริยะ : ตอนนั้นคุณนฤมลคงเป็นรุ่นพี่ผมมาก ผมเข้าโรงเรียนสอนคนตาบอดเมื่อปี พ.ศ. 2511
จำเนียร : แถวสาทรใช่ไหมครับ
อ.วิริยะ : ไม่ใช่ครับ อยู่แยกตึกชัย
จำเนียร : อยากให้คุณนฤมลเล่าประสบการณ์ตอนเรียนอยู่ที่สาทรใต้ให้ฟังสักหน่อยครับ ว่าทำไมอยู่ที่ อ.วารินชำราบ ที่ จ.อุบลราชธานี แล้วเป็นอย่างไรครับถึงมาเรียนหนังสือที่นี่ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

นฤมล : เมื่อก่อนมีคนใกล้ๆ บ้านบอกว่ามีโรงเรียนสอนคนตาบอดที่หัวหิน แม่ก็จะพาไปเรียน แต่พอดีช่วงสงครามโลก สะพานข้ามแม่น้ำต่างๆ ถูกทิ้งระเบิดก็เลยไปไม่ได้ ตอนนั้นอยู่ที่ศรีษะเกษ ตอนที่แม่จะพาไปคือปี 2487 ก็เลยไปไม่ได้ ก็มีคนบอกแม่ว่าโรงเรียนย้ายไปอยู่กรุงเทพฯแล้ว คุณแม่ก็ให้คุณพ่อขับรถพามาที่กรุงเทพฯ ไปเข้าโรงเรียน ตอนนั้นอยู่ที่ สาธรใต้ มีนักเรียน 28 คน ดิฉันเข้าไปเป็นคนที่ 29 เข้าไปเรียนรวมกับเพื่อน เขาเรียกว่าชั้นเตรียม เตรียมประถม เรียนอยู่ได้สองเดือน ครูใหญ่ก็ให้ย้ายไปเรียนในชั้นดี เมื่อก่อนเขาไม่มีชั้นประถม เขาเรียกว่าชั้น A B C D ชั้น D เท่ากับ ป.2 สมัยก่อนมีชั้นเรียนไม่มาก ออกจากโรงเรียนปี 2495 ก็เดินทางไปพัทลุง
จำเนียร : หลังจากเรียนได้กี่ปีครับที่สาทรใต้
นฤมล : เข้าไปเมื่อปี 2489 แล้วโรงเรียนที่สาทรใต้ย้ายไปอยู่ที่พญาไท เดือนกุมภาพันธ์ 2493 เรียนที่พญาไทได้สองปีก็ย้ายกลับไปอยู่บ้าน เพราะไม่มีชั้นให้เรียนแล้วค่ะ
จำเนียร : แล้วอาจารย์วิริยะล่ะครับ
อ.วิริยะ : พอเข้าโรงเรียนสอนคนตาบอด ผมเรียนที่โรงเรียนได้เดือนครึ่งเพื่อเตรียมความพร้อม เนื่องจากซิสเตอร์เห็นว่าผมมีความรู้ที่ดีอยู่แล้ว ก็เลยส่งไปเรียนที่เซนต์คาเบรียล
จำเนียร : เรียนร่วมกับคนตาดีทั่วไป ในช่วงที่เรียนที่เซนต์คาเบรียล มีอาจารย์คนเดียวหรือเปล่าครับที่นัยน์ตาพิการ
อ.วิริยะ : ไม่ครับ รุ่นผมมีประมาณ 7 คน และผมก็ถูกให้ซ้ำชั้น ม.ศ.2 เพื่อเตรียมความพร้อม เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าไปเรียน ม.ศ.3 แล้วจะปรับตัวได้หรือเปล่า
จำเนียร : ต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะเลยสิครับ
อ.วิริยะ : ใช่ครับ ตั้งแต่เรื่องการเดินทาง การใช้รถเมล์เดินทางไปเรียนหนังสือเอง ต้องปรับตัวเรื่องการใช้หนังสืออักษรเบรลล์ ที่สำคัญผมมาจากต่างจังหวัด ภาษาอังกฤษอ่อนแอ สอบที่เซนคาเบรียลเทอมแรก ได้ 20 เต็ม 100 คะแนน
จำเนียร : ทั้งสองท่านจริงๆ แล้วเป็นคนต่างจังหวัด อาจารย์เองเป็นคนโคราช คุณนฤมลก็อยู่ที่อุบลราชธานี สมัยก่อนการเดินทางคงไม่ใช่ง่ายๆ เลย เดินทางจากอีสานกว่าจะเข้ามากรุงเทพฯ อาจจะเป็นความโชคดีของทั้งสองท่าน ในเรื่องการศึกษา ผมว่าเส้นทางการศึกษาของโรงเรียนสอนคนตาบอด ทำให้อย่างน้อยก็ได้เขียนหนังสือ สามารถเขียนหนังสือได้ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะไปเป็นคนขายล็อตเตอรี่
อ.วิริยะ : คือผมโชคดีอย่างหนึ่งคือ มีชีวิตพอเพียง ซิสเตอร์โรส มัวร์ พยายามชี้ให้ผมเห็นว่าคนตาบอดทำอะไรได้เยอะแยะ และอยากให้ผมเรียนหนังสือดีๆ และหางานดีๆ ทำ ผมก็เห็นว่าตาบอดในต่างประเทศจะทำงานได้ดีในด้านกฎหมาย เพราะมีนักกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ เยอะครับในต่างประเทศ ผมก็เลยตั้งใจจะเรียนกฎหมาย แต่ในสมัยนั้นไม่มีใครเห็นด้วย เพราะว่ากฎหมายของคนไทยห้ามไม่ให้เป็นทนายความ เป็นข้าราชการก็ไม่ได้ แต่ผมคิดว่าเราต้องพิสูจน์ความสามารถ เพื่อนเขาก็บอกผมว่าอย่าไปเรียนเลย เรียนไปแล้วมึงก็มาขายหวยเหมือนกูนี่แหละ
จำเนียร : เพื่อนๆ เขาพูดให้ฟังแบบนั้น
อ.วิริยะ : เขาพูดให้ฟังเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาเปล่า เรียนมาแล้วก็ต้องมาขายหวยเหมือนเขา แต่ผมก็ไม่ประมาทไปฝึกขายหวยกับเพื่อนเหมือนกัน จนซิสเตอร์กับมิสคอลฟิลด์บอกว่าถ้าตั้งเป้าอะไรไว้ เราก็ต้องพยายามทำให้ถึงเป้าหมายให้ดีที่สุด อย่าไปฟังเสียงที่ทำให้เราท้อแท้ เพราะว่าความเพียรพยายามเป็นสิ่งที่มีในธรรมชาติที่ผลักคนไปข้างหน้า ถ้าเราทะเยอทะยาน พยายามเรียนหนังสือให้ดี มีอาชีพใหม่ๆ ทำ มันก็สร้างอาชีพใหม่ๆ ให้คนตาบอดรุ่นหลัง ฉะนั้นผมก็เลยพยายามทุ่มเทเรียนและตั้งใจเรียนกฎหมายให้ได้
จำเนียร : เราก็เลยใช้การศึกษาเป็นสะพานที่ทำให้เราชนะอุปสรรคที่เข้ามาเผชิญในชีวิตใช่ไหมครับอาจารย์
อ.วิริยะ : ครับ แต่หลายคนอยากให้ผมเรียนอักษรศาสตร์ เรียนทางภาษา เพราะจะหางานทำในบริษัทเป็นหลักได้ง่าย แต่ผมไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ก็เลยชอบกฎหมาย ชอบฟังจากวิทยุ รายการกฎหมายชาวบ้าน

จำเนียร : ทั้งสองท่านจะมีทั้งความต่างและความเหมือนนะครับ ที่อาจารย์บอกว่าเรียนรู้จากวิทยุ จากเสียงเป็นหลัก ทั้งสองท่านมีนัยน์ตาพิการ แต่ก็พยายามจะใช้การศึกษาเป็นสะพานที่จะเลือกเดินทาง สำหรับคุณนฤมลหลังจากจบจากโรงเรียนกลับไปอยู่บ้านช่วงหนึ่ง ก็กลับมาเผชิญชีวิตในกรุงเทพฯอีก เส้นทางชีวิตค่อนข้างหักเห จนได้ไปเป็นนักร้อง นักเดินทาง ตระเวนจนเกือบทั่วประเทศไทย
นฤมล : สำหรับดิฉันเป็นนักเรียนรุ่นก่อนซึ่งไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนอะไรเลย งานการอาชีพสมัยก่อนก็ไม่มีให้ทำอะไรเรียนที่โรงเรียนแค่ ม.ศ.2 ก็กลับไปอยู่บ้าน อาศัยฟังจากวิทยุ เรียนจากวิทยุ เรียกว่าวิทยุเป็นครูของเราเลยทีเดียว เมื่อมาอยู่บ้านก็ไม่มีทางก้าวหน้าอะไรไปได้ ทำมาหากินอะไรไม่ได้ ได้แต่ช่วยงานในบ้าน ก็เลยมาเสี่ยงโชคในกรุงเทพฯ มาตั้งต้นใหม่ ตั้งต้นจากศูนย์ มาร้องเพลงโดยเป็นลูกน้องเขาก่อน
จำเนียร : ตอนนั้นเริ่มที่จะเป็นคนชอบร้องเพลงหรือเปล่าครับ มีความฝันอย่างไรบ้างครับ
นฤมล : ก็คิดว่าคงร้องได้ แต่ไม่เคยร้องเพลง พูดถึงเรื่องที่เรียนหมอดู พวกที่เป็นหมอดูเขารายได้ดีนะคะ ก็อยากจะเรียนเหมือนกัน แต่ว่าผิดกฎทางศาสนาก็เลยไม่ได้เรียน ไม่อย่างนั้นก็จะไปเรียนด้วย จะได้มีทางทำมาหากินเยอะๆ จะเป็นภาษาจีนก็ได้ ภาษาอังกฤษก็ได้ มีทางให้เลือกเดินเยอะเลย
จำเนียร : ศาสนาคริสต์ห้ามไว้หรือเปล่าครับอาจารย์ เรื่องไม่ให้เป็นหมอดู
อ.วิริยะ : คือเราจะเชื่อหมอดูไม่ได้
จำเนียร : ให้คุณนฤมลเล่าต่อว่าหลังจากที่เริ่มจะเป็นนักร้อง ในตอนนี้เป็นประสบการณ์ที่เริ่มจะมีสีสัน ต้องเดินทางแทบจะทั่วประเทศ
นฤมล : ก็ยังมีพรสวรรค์อยู่ คือว่าทำการฝีมือได้ ทำพวกดอกไม้ ของชำร่วย ระหว่างเดินทางก็ทำไปด้วย ไปเล่นดนตรีที่ไหนก็เอาของไปขายคนที่มาชม เรียกว่าเดินทางไปทำไปก็ขายได้ ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น ต่อมาเราก็เลยมาตั้งวงเอง เพราะไปเป็นลูกน้องเขาบางทีก็โดนหัวหน้าเบี้ยวบ้าง อะไรบ้าง ก็มาตั้งวงเอง
จำเนียร : ตอนแรกเป็นลูกน้องเขา เดินทางไป ส่วนใหญ่จะไปทางสายไหนครับ
นฤมล : ไปทั่วไป เขาเรียกว่าเดินสาย ไปสายใต้ก็ไปตั้งแต่ต้นจนลงไปสุดข้างล่าง ถ้าจะไปทางเหนือก็เริ่มตั้งแต่นครสวรรค์ไปจนเชียงใหม่
จำเนียร : ตระเวนไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ส่วนใหญ่จะไปกันกี่คนครับ
นฤมล : แล้วแต่หัวหน้าคณะ คณะเอ.บี.เอ็น. เขาไม่มีหัวหน้าประจำ คนไหนติดต่องานได้คนนั้นก็เป็นหัวหน้า
จำเนียร : อยู่ที่ใครไปติดต่องานได้ คนนั้นก็ตั้งตัวเป็นหัวหน้า แล้วเวลาแบ่งรายได้แบ่งกันอย่างไรครับ
นฤมล : แล้วแต่หัวหน้าจะแบ่งให้
จำเนียร : ชีวิตช่วงนั้นสนุกไหมครับ แล้วได้คิดอะไรเกี่ยวกับหนทางชีวิตข้างหน้าบ้างครับ
นฤมล : ก็มีอุปสรรคบ้างเหมือนกันนะคะ ไม่ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไป ก็ต่อสู้กันเรื่อยไป ชีวิตยังมีอยู่ก็ต้องดิ้นรนกันไป สมัยนั้นงานดนตรีไม่ใช่จะมีบ่อย ต้องใช้ทุนเดินทางไปติดต่อถึงจะได้งาน
จำเนียร : เป็นเรื่องของการเดินทาง ใครที่ไปติดต่อได้ก็จะต้องคอยดูแลเรื่องการเดินทาง เป็นคนออกค่าใช้จ่ายไปก่อน อย่างนั้นหรือเปล่าครับ
นฤมล : ใช่ค่ะ
จำเนียร : แล้วทางด้าน อ.วิริยะ ล่ะครับ เป็นอย่างไรบ้างครับเรื่องการเรียน มีแรงบันดาลใจอะไร อาจารย์เล่าไว้เมื่อสักครู่ว่าฉันจะต้องเรียนให้เก่ง เพื่อจะใช้การศึกษาเป็นสะพานไต่ไปสู่อนาคต
อ.วิริยะ : อย่างที่ผมบอกว่าผมโชคดีที่ผมได้ซิสเตอร์และมิสคอลฟิลด์คอยให้กำลังใจ ให้เราได้รู้จักทะเยอทะยานที่จะไปข้างหน้า แล้วก็แนะนำคำสอนดีๆ หลายๆ เรื่องที่ถ่ายทอดเอาไว้ในหนังสือ พยายามชี้ให้ผมเชื่อและศรัทธาในความสามารถของตัวเราว่า มนุษย์เรามีความสามารถที่จะพัฒนาได้อย่างไร้ขอบเขต มันอยู่ที่เราจะพัฒนาหรือเปล่า เราถูกสร้างมาให้มีสติปัญญา สติปัญญาของมนุษย์หรือสมองของมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ มันสามารถที่จะก๊อปความรู้หรือสิ่งดีๆ ของนักปราชญ์โบราณเข้ามาในหัวเราได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่เราอ่านหนังสือดีๆ สมองของเราก็จะมีวิธีคิดดีๆ ความคิดดีๆ จะกระตุ้นให้เราเป็นคนมีพลังที่จะทำงาน มีความอดทนอดกลั้น และความคิดดีๆ นี่เองที่ทำให้ผมรู้จักเดินทางบริหารเวลา เราต้อง บริหารเวลาอย่างไร คนเราต้องรู้จักบริหารเวลา คือเรามีเรื่องหลายเรื่อง เราต้องรู้ว่าเรื่องอะไรสำคัญ อะไรสำคัญเร่งด่วน อะไรไม่สำคัญ การจัดตารางเวลา เราต้องจัดตารางเวลาทำเรื่องสำคัญ ซึ่งผมใช้มาจนถึงทุกวันนี้
จำเนียร : อาจารย์ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารเวลา
อ.วิริยะ : ถ้าให้ความสำคัญเรื่องการใช้สมอง ให้เราอ่านหนังสือดีๆ เยอะๆ มันก็ทำให้เรามีความคิดดี ทำให้เรามีพลัง ซึ่งการบริหารเวลาทำให้เราใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุด ท่านบอกอยู่เสมอว่าอย่าทำให้ความตาบอดเป็นปมด้อย แต่เราต้องให้ความตาบอดเป็นตัวที่สร้างพลังให้กับตัวเรา ถ้าเราให้ความตาบอดเป็นปมด้อย ชีวิตเราจะไม่มีพลังไปตลอดชาติเหมือนคนอ้วนถ้าเอาความอ้วนมาเป็นปมด้อย ก็จะทุกข์ตลอดชาติตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นเราต้องเอาความตาบอดมาเป็นตัวสร้างพลังให้กับเรา แล้วก็คอยเตือนสติตัวเองว่าเราตาบอดเราทำอะไรได้ช้ากว่าคนอื่น เราก็ต้องขยันฝึกกว่าคนอื่น ต้องอึดกว่าคนอื่น และก็ต้องหาวิธีที่จะใช้สิ่งที่เรามีอยู่ให้มันเกิดประโยชน์มากกว่าคนอื่น ขยันบริหารจัดการดีๆ เราก็แข่งขันกับคนอื่นได้ ซึ่งผมก็พยายามทำแล้วก็พิสูจน์ออกมาว่า สิ่งเหล่านี้มันเป็นความจริง เพราะจากความขยันและอ่านหนังสือดีๆ ทำให้เรามีพลัง ทำให้ผมเรียนหนังสือได้ดี
จำเนียร : นั่นคือสิ่งที่อาจารย์ได้จากซิสเตอร์ที่พยายามคอยบอกอาจารย์ ในหนังสือเล่มนี้จะมีอยู่ข้อความหนึ่งที่น่าจะทำกำลังใจที่สูญเสียไปของอาจารย์ได้ผลิกกลับมาอีก ในช่วงที่อาจารย์เจอกับซิสเตอร์แล้วท่านบอกว่า วิริยะเธอสูญเสียดวงตาไปแล้ว อย่าให้เคราะห์ตรงนั้นมาทำร้ายต่อไป อาจารย์ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ
อ.วิริยะ : ท่านบอกว่าเราอย่าไปตั้งคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ คือปกติเวลาคนเราท้อแท้ ผิดหวังอะไร เราจะตั้งคำถามทำร้ายตัวเอง ผมก็เหมือนกัน กำลังจะตั้งคำถามว่าทำไมต้องตาบอดด้วย ในเมื่อคนอื่นทำระยำกว่าเราไม่เห็นบอดเลย เรามานั่งหาคำตอบที่ดีไม่ได้
เราต้องถามกลับว่าเราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะสมองที่ดีๆ เพราะประวัติการเรียนของผมก็ดี ทำไมไม่ทุ่มเทที่จะพัฒนาสมองของตัวเองให้เกิดประโยชน์ คือใช้สิ่งที่เรามีอยู่ให้มันเกิดประโยชน์ น่าจะไปตั้งคำถามที่มันเกิดประโยชน์กับเรา แล้วพยายามคิดถึงเพื่อนที่ทำให้เรามีความสุข
จำเนียร : เรียกว่าคิดในทางเชิงบวกใช่ไหมครับ
อ.วิริยะ : ครับ ก็เลยทำให้ผมมีพลังและมุมานะ ตั้งหน้าตั้งตาเรียน ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเรียนไปแล้วจะทำอะไรได้ แต่ก็ต้องพิสูจน์ให้คนไทยเห็นว่าคนตาบอดเรียนกฎหมายได้ ถึงแม้กฎหมายจะห้ามไม่ให้ทำงานก็ตาม แต่ผมอาจจะเป็นคนที่ค่อนข้างโชคดี เพราะว่าพอผมเรียนจบ กฎหมายก็ปรับแก้ตามที่สมาคมคนตาบอดเรียกร้องให้แก้ให้คนพิการเป็นข้าราชการได้
จำเนียร : อาจารย์เป็นข้าราชการท่านแรกที่นัยน์ตาพิการ
อ.วิริยะ : ครับ แล้วผมก็เป็นคนโชคดี เจอคนดีๆ ตอนที่ผมสอบเป็นอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อาจารย์หลายคนบอกจะเอาคนตาบอดมาสอนคนตาดีได้อย่างไร แต่ ดร.ป๋วยท่านบอกว่าเราต้องส่งเสริมคนที่มีความสามารถโดยไม่ต้องมองว่าเขาตาบอดหรือไม่ตาบอด ยิ่งตาบอดยิ่งต้องส่งเสริม ท่านอธิการบดีบอกว่าถ้าเป็นข้าราชการไม่ได้ก็ควรจะรับเป็นลูกจ้างประจำ