|
|
|
You are here: Home>>นักประพันธ์>>เวลาอ่านหนังสือ>>Details |
|
พิพิธภัณฑ์เชื่อมอดีตกับปัจจุบันและอนาคต |
|
Last
update:2006-02-21 Source :Blog |
หลายปีมาแล้ว ผมไปดูพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จที่กรุงบอนน์ เยอรมนี เพื่อนชาวเยอรมันบอกว่า เด็กรุ่นหลังไม่เคยผ่านประสบการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่รู้ว่าเยอรมนีต้องพบกับความเจริญ และความหายนะอย่างไรบ้าง ความห่วงใยว่าเด็กรุ่นหลังมีแต่ความสบาย ใช้ชีวิตแบบมีความสุขไปวันๆ ขาดความรับผิดชอบนี้เป็นความรู้สึกของผู้นำ และผู้ใหญ่หลายชาติ ไม่เฉพาะแต่คนเยอรมันเท่านั้น สิงคโปร์ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ผู้นำมีความกังวลใจ เมื่อเห็นเด็กๆ รุ่นหลังใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี ไม่คิดถึงความยากลำบาก เพราะไม่เคยรู้รส ไม่มีประสบการณ์เหมือนคนรุ่นก่อน วิธีการแก้ปัญหานี้ที่เยอรมนี และสิงคโปร์ทำคือ การลงทุนสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโลกปัจจุบันกับอดีต ในยุคของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เด็กๆ มักคิดถึงปัจจุบัน และอนาคต โดยไม่มีความรู้สึกผูกพันกับรากเหง้า พิพิธภัณฑ์ที่เยอรมนีมีการแสดงภาพชีวิต และสิ่งของเครื่องใช้ (รวมถึงรถโฟล์คสวาเก้นคันแรก) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เด็กๆ เข้าไปเรียนรู้ได้อย่างตื่นตาตื่นใจ ที่สิงคโปร์มีการสร้างพิพิธภัณฑ์มรดกเอเชีย และพิพิธภัณฑ์มรดกของชาติ เพราะสิงคโปร์ต้องการให้คนรุ่นใหม่มีวัฒนธรรม รู้รากเหง้า และรู้จักเพื่อนบ้านท่ามกลางความเจริญของสิงคโปร์ ในฐานะศูนย์กลางการเงิน และการค้าระหว่างประเทศ เด็กไทยรุ่นผมเกิดระหว่างและหลังสงคราม เรายังเคยกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 3 บาท เคยได้ยินคนรุ่นพ่อเล่าถึงก๋วยเตี๋ยวชามละสตางค์ ผมยังเคยขึ้นรถราง เคยดูละครที่เฉลิมไทย และโตขึ้นมาด้วยการอ่านหัสนิยายพลนิกรกิมหงวน ในพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งใหม่นี้ นอกจากการแสดงถึงความเป็นมาของชนชาติในสุวรรณภูมิแล้ว เราคงจะมีนิทรรศการอีกหลายอย่าง นิทรรศการนี้นอกจากจะจัดที่อาคารพิพิธภัณฑ์กระทรวงพาณิชย์เก่าแล้ว หากทำเป็นนิทรรศการเคลื่อนที่ได้ก็ดี และน่าจะเวียนไปตามต่างจังหวัดด้วย ถ้าจะทำให้สนุกและช่วยให้คนรุ่นอายุ 60-70 ระลึกความหลังได้ เรื่อง สยามยุคพลนิกร กิมหงวน ก็น่าจัดได้ ไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หาของมาแสดงไม่ยาก ที่เมืองกาญจน์มีพิพิธภัณฑ์เอกชน มีข้าวของเครื่องใช้มากมาย ในการเปิดแนวคิดพิพิธภัณฑ์เมื่อ 19 มกราคม 2548 ที่ผ่านไปนี้ มีการแสดงนิทรรศการ จากบางเกาะสู่บางกอก นิทรรศการนี้สามารถนำไปแสดงต่อที่อื่นได้ ผมคิดว่าครูและนักเรียนคงจะชอบ เพราะเป็นการแสดงวิวัฒนาการของกรุงเทพฯ ตามวิถีชีวิตของผู้คนริมแม่น้ำเป็นชีวิตของชาวสวน ซึ่งเวลานี้หลงเหลืออยู่น้อยเต็มทีแล้ว เรื่องราวของชาวจีนที่มาตั้งรกรากอยู่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง ก็น่าจะทำการก่อตัวของชุมชนจีน ตลอดจนประวัติของผู้นำชาวจีน ผู้ซึ่งก่อร่างสร้างตัวจาก เสื่อผืนหมอนใบ ก็น่าทำ เรามีข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ และหนังสือหลายเล่ม เช่น ประวัติตระกูลล่ำซำ ตระกูลเอี่ยมสุรีย์ และตระกูลหวั่งหลี เหล่านี้หากนำมาผสมผสานกับข้าวของเครื่องใช้ รูปภาพเก่าๆ มีแผนที่แสดงเส้นทางการเดินทางพร้อมๆ ไปกับวิวัฒนาการทางการค้าสมัยก่อนด้วย ก็จะทำให้น่าสนใจมากขึ้น นอกจากชุมชนชาวจีนแล้ว ก็ยังมีชาวต่างประเทศ อังกฤษ อเมริกัน อิตาเลียน โปรตุเกส สเปน อินเดีย และชาติอื่นๆ อีกมากมาย ที่วัดโพธิ์มีภาพชาวต่างประเทศเขียนไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งในวันเปิดตัวพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ ได้มีการทำเป็นของชำร่วยแจกในงานไว้ ผมเคยเห็นหนังสือพิมพ์สมัยก่อน ลงโฆษณากิจการและสินค้าที่มีขายในสมัยรัชกาลที่ 5 และที่ 6 เลยมีความคิดว่า น่าจะไปชวนเอเยนซีโฆษณาใหญ่ๆ ให้ร่วมกันสนับสนุนนิทรรศการ ร้อยปีแห่งการโฆษณา เรามีตัวอย่างโฆษณาเมื่อ 100 ปีที่แล้ว น่าสนใจมากในแง่ของภาษา และภาพที่ใช้ในการโฆษณา สะท้อนถึงรสนิยมของคนในยุคต่างๆ ได้ดี อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เรื่องราวและภาพเก่าๆ นี้ มิใช่จะมีอยู่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเท่านั้น โรงเรียนและวัดฝรั่ง ตลอดจนเอกชนก็มีเก็บรักษาไว้ เพื่อนผมคนหนึ่ง (เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์) มีภาพโปสการ์ดผู้หญิงไทยสมัย 80 ปีก่อน ร่วมร้อยใบอาจารย์เศรษฐพร เอื้อเฟื้อว่าจะให้มาจัดแสดงได้ หากท่านผู้อ่านมีของดีเก็บไว้ จะเป็นภาพเก่าๆ หรือสิ่งของ ถ้าจะกรุณาบอกมาที่ผม ผมก็จะทำบัญชีไว้แล้วไปคุยกับท่านว่าจะนำของๆ ท่านมาจัดแสดง โดยระบุชื่อท่านไว้ด้วยได้อย่างไรบ้าง การเตรียมการหากทำได้เดี๋ยวนี้เลยก็จะดี การจัดนิทรรศการนี้ต้องใช้เงินอย่างเรื่องจาก บางเกาะสู่บางกอก ก็ใช้เงินไปล้านกว่าบาท ต่อไปเราอยากขอเชิญชวนบริษัทใหญ่ๆ ให้ช่วยกันสนับสนุนนิทรรศการเหล่านี้ นอกจากนิทรรศการถาวรที่จัดไว้ในพิพิธภัณฑ์แล้ว นิทรรศการชั่วคราวที่ทำปีละ 4-5 ครั้ง ก็จะเป็นกิจกรรมที่เราหาผู้มีส่วนร่วมได้มาก ผมคุยกับ ดร.นิยดา เหล่าสุนทร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัดโพธิ์ อาจารย์บอกว่ากำลังทำเรื่องหนังสือเรียนของไทยตั้งแต่ยุคแรกๆ ผมก็คิดไปว่า หากเราทำเรื่อง ประวัติการเรียนรู้ของเด็กไทย และนำหนังสือแบบเรียนยุคแรกๆ มาแสดง รวมทั้งกระดานชนวนที่เด็กยุคหลังไม่เคยเขียน ให้เด็กได้มาลองเขียนด้วยก็จะดี จะเห็นได้ว่า พิพิธภัณฑ์ใหม่ไม่ได้มีแต่เรื่องประวัติศาสตร์ หรือเรื่องชนชาติ วัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ก็ยังมีเรื่องราวของยุคสมัยต่างๆ ที่เป็นวัฒนธรรมชาวบ้านที่เป็นทั้งชาวกรุง และชาวชนบทด้วย อีกไม่นาน ทางพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้คงจะจัดสัมมนาในวงกว้างเพื่อขอความเห็น และเชื้อเชิญให้ท่านผู้สนใจได้มีส่วนร่วม ผมเห็นว่าการเตรียมตัวในระยะสองปีก่อน การเปิดพิพิธภัณฑ์นี้เป็นการดีในระหว่างที่เรากำลังรอคอยชมของดีๆ ในพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ของเรา
|
|